กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องลับใต้หอตำราหลวง กำลังอบอวลจนชวนให้รู้สึกอึดอัด ราวกับอากาศในห้องนี้ถูกสูบออกไปจนเกือบหมดสิ้น
หลวนเฟยไม่ได้ขยับกายไปไหน ปลายนิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบฝุ่นสีเทาชะงักค้างอยู่บนพับกระดาษแผ่นสุดท้าย ดวงตาคู่คมที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนจ้องมองตัวอักษรลายมือตวัดเฉียบคมบนเอกสารลับทางราชการแผ่นนั้น นัยน์ตาของนางไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงลมพัดผ่าน
*‘แผนกวาดล้างตระกูลหลวน... ฉบับที่เจ็ด’*
ตราประทับสีชาดรูปพยัคฆ์ซ่อนลายหงส์ที่มุมกระดาษ เป็นหลักฐานประจักษ์ชัดเจนเกินกว่าจะหาข้อแก้ตัวใดๆ มาหักล้าง ตราประจำตัวของกองกำลังลับบูรพา... กองกำลังที่อยู่ใต้การบัญชาการโดยตรงของกุนซือผู้เงียบขรึมและลึกล้ำอย่างฉู่เหยียน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเสียงใยแมงมุมกระทบสายลมดังขึ้นที่เบื้องหลัง หลวนเฟยไม่จำเป็นต้องหันไปมอง นางก็รู้ว่าผู้ที่ก้าวเข้ามาในความสลัวรางของห้องใต้ดินนี้คือใคร บรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวตนของบุรุษผู้นั้น มักจะมาถึงก่อนตัวของเขาเสมอ
“เจ้าค้นพบมันเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้... หลวนเฟย”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยความตื่นตระหนก ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่ง ความลับนี้จะต้องถูกเปิดเผยต่อหน้าสตรีผู้เป็นเจ้าของดวงใจและคมดาบที่เขารักและหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน
หลวนเฟยค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง นางหันกลับไปช้าๆ เงาร่างระหงภายใต้ชุดเกราะอ่อนสะท้อนกับแสงตะเกียงวับแวม ดวงตาของนางไม่ได้ทอประกายความโกรธเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับเยียบเย็นเสียจนน่ากลัว
“ฉู่เหยียน...” นางเอ่ยนามของเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบยิ่งกว่าสายน้ำ “แปดปีก่อน ในวันที่ตระกูลหลวนถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ วันที่โลหิตของคนนับร้อยในตระกูลนองท่วมจวน เจ้าอยู่ที่ไหน และทำหน้าที่อะไรในแผนการนั้น?”
คำถามนั้นไม่ใช่เสียงกรีดร้องของสตรีผู้พ่ายโชคชะตา แต่มันคือการพิพากษาจากแม่ทัพผู้ถือครองความจริง ฉู่เหยียนหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาสสีเข้มคู่นั้นมองลึกลงไปในดวงตาของนาง พยายามค้นหาเศษเสี้ยวความอ่อนแอ ทว่าเขากลับพบเพียงความว่างเปล่าที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งความแค้นที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิด
“ข้าเป็นคนเสนอแผนยุทธศาสตร์นั้นต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้” ฉู่เหยียนตอบกลับทันทีโดยไม่หลบสายตา ความซื่อสัตย์อย่างไร้ความปรานีของเขาบาดลึกเข้าที่หัวใจของสตรีตรงหน้า “ตระกูลหลวนในเวลานั้นทรงอำนาจเกินไป มีกองกำลังอยู่ในมือจนน่าหวาดระแวง หากไม่ตัดรากถอนโคน แผ่นดินย่อมลุกเป็นไฟด้วยสงครามกลางเมือง ข้าทำหน้าที่ในฐานะกุนซือผู้รักษาบัลลังก์ ไม่ใช่ในฐานะบุรุษผู้ไร้หัวใจ”
*เพี๊ยะ!*
เสียงฝ่ามือกระทบลงบนใบหน้าคมสันดังสะท้อนก้องห้องลับอันเงียบงัน ฉู่เหยียนไม่ได้เอี้ยวหลบ แรงปะทะทำให้ใบหน้าของเขาหันไปตามแรงอารมณ์ มุมปากของเขามีรอยโลหิตซึมออกมาจางๆ ทว่าเขากลับค่อยๆ หันกลับมาสบตาภรรยาทางพฤตินัยผู้นี้อีกครั้ง รอยยิ้มหยันสมเพชตัวเองปรากฏขึ้นที่มุมปากของกุนซือผู้ฉลาดล้ำ
“เจ้าบอกว่าเจ้าทำเพื่อแผ่นดิน...” หลวนเฟยแค่นหัวเราะ น้ำตาสายหนึ่งร่วงหล่นจากหางตาแต่มันถูกเช็ดให้แห้งหายไปอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ “แล้วความรัก ความผูกพัน และค่ำคืนที่เราเคยกอดก่ายกันร่วมเป็นร่วมตายเล่า ฉู่เหยียน! เจ้าเอาความรู้สึกส่วนใดไปซ่อนไว้เบื้องหลังเอกสารสังหารเหล่านี้ หรือสำหรับเจ้าแล้ว ข้าก็เป็นเพียงแค่หมากอีกตัวหนึ่งที่เจ้าใช้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก!”
หัวใจของฉู่เหยียนกระตุกวูบ ความเจ็บปวดจากการถูกตบหน้ายังเทียบไม่ได้กับความหนاتึบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง หมายจะเอื้อมมือไปแตะไหล่บางที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธ ทว่าหลวนเฟยกลับชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายคมกระบี่สีเงินยวดยวงจ่อเข้าที่ลำคอของเขาในระยะประชิด ชนิดที่หากขยับอีกเพียงนิดเดียวคมดาบย่อมอาบโลหิต
“อย่าแตะต้องตัวข้า!” เสียงของนางเฉียบขาดและเยือกเย็น “ข้าเคยคิดว่าเราคือคนประเภทเดียวกัน คนที่มองเห็นความอยุติธรรมและลุกขึ้นสู้เพื่อความถูกต้อง แต่แท้จริงแล้ว... เจ้ามันก็แค่นักการเมืองมือเปื้อนเลือดคนหนึ่ง ที่ซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยน”
ฉู่เหยียนมองปลายกระบี่ที่สั่นน้อยๆ ด้วยแรงอารมณ์ของสตรีตรงหน้า เขารู้ดีว่าหากเขาเลือกที่จะแก้ตัวด้วยคำหวาน หลวนเฟยจะตัดสัมพันธ์และไม่มีวันหันกลับมามองเขาอีกตลอดกาล แต่หากเขาเลือกที่จะนิ่งเงียบ ความเข้าใจผิดนี้จะกลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ไม่มีวันพังทลาย
“ถ้าข้าบอกว่า... แผนการนั้นมีช่องโหว่ที่ตั้งใจทิ้งไว้ เพื่อให้ทายาทตระกูลหลวนรอดชีวิตล่ะ?” ฉู่เหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคำชัดเจนก้องกังวานในความเงียบ
หลวนเฟยชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร...”
“วันที่ตระกูลหลวนล่มสลาย คนที่ช่วยเจ้าออกมาจากกองเพลิงและส่งเจ้าไปอยู่ชายแดน ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือคนของข้าเองที่แอบทำตามคำสั่งลับ” ฉู่เหยียนก้าวเข้าไปใกล้คมกระบี่อีกนิด จนผิวเนื้อที่ลำคอสัมผัสกับความเย็นเยียบของคมดาบ “ข้าเป็นคนทำลายตระกูลเจ้า เพื่อไม่ให้ฮ่องเต้ลงมือฆ่าล้างบางจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว และข้าก็เป็นคนช่วยชีวิตเจ้าไว้ด้วยมือคู่นี้ เพื่อรอให้เจ้าเติบโตมาล้างแค้นข้า... ในวันที่เจ้าพร้อม”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ใกล้จะดับ หลวนเฟยตระหนักว่าความจริงที่นางเพิ่งค้นพบนั้นซับซ้อนและดำมืดกว่าที่ตาเห็นหลายร้อยเท่า
ก่อนที่หลวนเฟยจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นที่เบื้องบน บดบังความเงียบของหอตำราหลวง เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินพร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้ทั้งคู่ต้องหันไปมอง
*“กองกำลังองครักษ์หลวง! ค้นให้ทั่ว ใครขัดขวางถือเป็นกบฏ!”*
ฉู่เหยียนหรี่ตาลงทันที ประกายความตึงเครียดฉายชัดขึ้นในแววตา “ฮ่องเต้ส่งคนมาเร็วกว่าที่คิด... มีคนรู้ว่าเราอยู่ที่นี่”
หลวนเฟยลดกระบี่ลงช้าๆ หันไปมองบันไดทางขึ้นเบื้องบนที่เงาตะคุ่มของทหารยามกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาทุกที ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้ปรึกษาหารือถึงหนทางหลบหนี ประตูทางเข้าห้องลับที่ควรจะถูกปิดตาย กลับถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพละกำลังมหาศาล
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมมังกรสีทองอร่ามก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ดวงตาของฮ่องเต้เซียวหมิงกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้กันด้วยท่าทีสนอกสนใจ ราวกับทอดพระเนตรการแสดงงิ้วชุดใหญ่
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง...” ฮ่องเต้เซียวหมิงตรัสด้วยพระสุระเสียงก้องกังวาน “กุนซือผู้ภักดีกับแม่ทัพผู้ทรยศกำลังปรับความเข้าใจกันอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดายนัก... ที่ความลับของพวกเจ้าทั้งคู่ มันหมดอายุลงตั้งแต่เสี้ยววินาทีนี้แล้ว”
หมอกเหมยปลายฤดู
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 19
เมื่อความจริงเปิดเผย
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!