จอกสุราเคลือบหยกสีขาวนวลสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาจนเกิดประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด แต่ไม่มีผู้ใดในห้องโถงใหญ่ของค่ายพักแรมกองทัพพยัคฆ์บูรพาใส่ใจจะชื่นชมความงามของมัน ในเมื่อเบื้องหน้าของคนทั้งสองคือหมากกระดานชะตากรรมที่เดิมพันด้วยชีวิตของไพร่พลนับแสนและลมหายใจของตนเอง
"ท่านกุนซือเดินหมากตาเมื่อครู่... ดูราวกับคนที่ไม่ห่วงแม้แต่ทางถอยของตนเองเลยนะคะ"
สุ้มเสียงของหลวนเฟยทุบทำลายความเงียบงัดขึ้น ท่าทางของแม่ทัพหญิงหาได้สวมเกราะเหล็กหนักอึ้งอย่างยามออกศึก หากแต่สวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ทว่าความน่าเกรงขามกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดั่งหงส์จ้องมองชายหนุ่มผู้มีนามว่าฉู่เหยียน นิ่งสนิทราวกับต้องการทะลวงผ่านเปลือกนอกอันสุขุมนุ่มลึกเข้าไปถึงก้นBึ้งจิตใจที่เขาจงใจซ่อนเร้นไว้
ฉู่เหยียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่มักเคลือบยาพิษความเยือกเย็นไว้เสมอ เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ รับรู้ได้ถึงรสชาติร้อนแรงบาดคอที่ไหลผ่านลงสู่ทรวงอก "เส้นทางที่ข้าเลือกเดินแต่แรก หาใช่เส้นทางที่มีทางถอยให้อยู่แล้วนี่แม่ทัพหลวน... มีเพียงไปข้างหน้าเพื่อทำลายกระดาน หรือไม่ก็แตกดับไปพร้อมกับมันเท่านั้น"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวนำ้เสียงของคมดาบที่กระทบกันในความมืด ทั้งสองต่างรู้ดีว่าในยามรุ่งสางของวันพรุ่งนี้ กองทัพของฮ่องเต้เซียวหมิงจะเข้าปิดล้อมหุบเขาผาจันทรา ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การห้ำหั่นระหว่างแคว้น แต่เป็นการชำระสะงักอำนาจที่ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงมาเนิ่นนาน และพวกเขาทั้งคู่—ที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์—กลับกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่ต้องถูกกำจัดทิ้งทั้งคู่เมื่อหมดประโยชน์
หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา นางรินสุราลงในจอกของตนเองจนเต็มแล้วยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปเคาะเบาๆ ที่ขอบจอกของฉู่เหยียน
*“เพื่อความฉิบหายของฮ่องเต้ และเพื่อความตายของเราทั้งคู่... ดื่ม”*
ฉู่เหยียนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมไหววับชั่วขณะก่อนจะยกจอกขึ้นชนกับนาง เสียงกระทบกันใสราวน้ำค้างหยดลงบนใบบัว ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้อึดอัด หากแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายของสองจิตวิญญาณที่ฉลาดทันกันและเข้าใจความโดดเดี่ยวของกันและกันอย่างลึกซึ้งที่สุด
พวกเขาร่ำสุรากันเงียบๆ ผ่านจอกแล้วจอกเล่า ฤทธิ์สุราฤดูใบไม้ผลิรecผลิดอกออกผลเป็นความกล้าที่จะมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไร้การป้องกัน หลวนเฟยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นอายความเป็นนักรบเจือจางลง เหลือเพียงความเป็นหญิงสาวที่แบกรับภาระอันหนักอึ้ง นางจ้องมองเขาด้วยแววตาที่สั่นระริกเพียงน้อยนิด
"ฉู่เหยียน... หากย้อนเวลากลับไปได้ ท่านยังจะเลือกเส้นทางนี้หรือไม่ เส้นทางที่ต้องเหยียบย่ำหัวใจของตนเองเพื่อแลกกับชัยชนะบนกระดานการเมืองโสโครกนี่"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนมีดสั้นที่กรีดตรงเข้าสู่บาดแผลเน่าเฟะในอดีต ฉู่เหยียนหลุบตาลงมองระลอกคลื่นในจอกสุรา ความทรงจำเกี่ยวกับความสูญเสียและตระกูลที่ถูกทำลายล้างผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพฉายซ้ำ รอยยิ้มเย้ยหยันตนเองปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ข้าไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรกแล้ว แม่ทัพหลวน..." ฉู่เหยียนเงยหน้าขึ้นสบตานางอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเปราะบางที่หาดูได้ยากยิ่ง "แต่ถ้าการเดินหมากตาโง่ๆ ของข้าในคืนนี้... สามารถซื้อเวลาให้ท่านมีชีวิตรอดต่อไปได้ ข้าก็คิดว่ามันคุ้มค่า"
หัวใจของหลวนเฟยกระตุกวูบอย่างรุนแรง คำว่า 'คุ้มค่า' จากปากของกุนซือผู้ไร้หัวใจผู้นี้ มีน้ำหนักมากเกินกว่าจะรับไหว ความโกรธเกรี้ยว ความชื่นชม และความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ออก นางเอื้อมมือออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหลังมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้ฉู่เหยียนสะท้านเฮือก
"ท่านมันคนบ้า..." หลวนเฟยกระซิบเสียงพร่า ดวงตาคู่สวยคลอด้วยหยาดน้ำใสที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้ "ท่านเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นกับความตาย เพียงเพื่อปกป้องคนที่เป็นศัตรูกับท่านอย่างงั้นหรือ?"
"ข้าไม่ได้ปกป้องศัตรู..." ฉู่เหยียนพลิกมือกลับและเป็นฝ่ายกุมมือเรียวของนางไว้แน่น สัมผัสที่หนักแน่นและจริงจังส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่เขาเก็บงำมานานแรมปี "ข้ากำลังปกป้องคนที่ข้า... ปรารถนาจะเห็นนางมีชีวิตอยู่บนโลกที่โสโครนี้นี้ต่างหาก"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง แสงไฟจากตะเกียงวูบไหวตามสายลมที่ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษ เสียงจิ้งหรีดนอกค่ายพักแรมเงียบหายไป ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่คนทั้งสองที่กำลังเผาไหม้ความรู้สึกนึกคิดของกันและกันในค่ำคืนอันหน็บหนาว
หลวนเฟยไม่ได้ดึงมือกลับ นางปล่อยให้เขาจับไว้อย่างนั้น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาถึงขั้วหัวใจที่ด้านชามานาน นางยิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดตั้งแต่ที่เขาเคยเห็นมา รอยยิ้มที่ลบภาพลักษณ์แม่ทัพผู้เหี้ยมโหดออกไปจนหมดสิ้น
"ถ้าเช่นนั้น..." หลวนเฟยโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มของเขา สุ้มเสียงหวานล้ำแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้นชิดริมฝีปาก "คืนนี้... จงอยู่กับข้า จนกว่ารุ่งสางจะมาเยือน"
ไม่มีคำปฏิเสธใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของฉู่เหยียน เขาดึงร่างระหงเข้ามาสู่อ้อมแขนอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนก่อนศึกตัดสิน ทั้งสองมอบคำสัญญาที่ไม่มีวันลืมเลือนผ่านสัมผัสอันลึกซึ้งและอ้อมกอดที่แทนทุกคำพูด ทว่า... ในขณะที่ความเงียบสงบและความอบอุ่นกำลังโอบกอดคนทั้งคู่ไว้
*ตึง! เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก้าวหยุดลงอย่างกะทันหันที่หน้าประตูค่ายพักแรม ตามมาด้วยเสียงเคาะกระบี่กระทบวงกบสามครั้งเป็นรหัสลับฉุกเฉิน และเสียงรายงานแหบพร่าจากรองแม่ทัพด้านนอกที่ตะโกนแทรกความเงียบเข้ามาว่า "แม่ทัพใหญ่! กองกำลังลับของสำนักราชองครักษ์... บุกเข้ามาถึงแนวหน้าด้านหลังแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 28
คืนก่อนศึกตัดสิน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!