กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศยามราตรีที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ ความเงียบงันในตรอกแคบหลังค่ายทหารหลวงไม่ได้หมายถึงความสงบ หากแต่เป็นความกดดันก่อนพายุใหญ่จะซัดสาด ปลายมีดสั้นเล่มคมสะท้อนประกายวับวาวกับแสงไฟจากคบเพลิงที่ไกลออกไป ฉู่เหยียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาไม้ใหญ่ ดวงตาคมกริบทอดมองร่างของ "อาเฉิง" องครักษ์เงาผู้ติดตามรับใช้เขามาแรมปี ที่บัดนี้ทรุดกายลงพิงกำแพงอิฐเก่า รอยกระบี่ลึกยาวบริเวณหน้าอกบ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีหนทางรอด
“ท่านกุนซือ... แผนการของฝ่ายนั้นมิได้มีเพียงเท่านี้” เสียงของอาเฉิงแหบพร่า เลือดสีคล้ำไหลทะลักผ่านร่องนิ้วที่กดกุมบาดแผลไว้ “ตราประทับ... ที่ท่านตามหา ถูกย้ายไปยังตำหนักในแล้ว หากท่านยังรั้งรอเพื่อช่วยข้า... ทุกสิ่งที่ท่านเพียรสร้างมาจะพังทลายในชั่วพริบตา”
ฉู่เหยียนไม่เอ่ยคำใด มือเรียวยาวที่มักใช้จรดพู่กันวางแผนกลยุทธ์ยามนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นความสั่นเทาที่ซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งงันอันน่ากลัว เขาก้าวเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงข้างกายคนที่ร่วมเป็นร่วมตายมานานปี ปลายนิ้วสัมผัสชีพจรที่เต้นแผ่วเบาลงทุกขณะ ในโลกแห่งหมากเกมการเมืองที่ผู้คนเป็นเพียงเบี้ย ชายหนุ่มเคยชินกับการเสียสละและการสูญเสีย ทว่าความเจ็บปวดจากการเห็นเงาชีวิตที่เคยเคียงข้างต้องดับวาดลงต่อหน้าต่อตา กลับยังคงบาดลึกในช่องอกราวกับมีคมมีดกรีดซ้ำ
“เจ้าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว อาเฉิง” เสียงของฉู่เหยียนราบเรียบ ทว่าสั่นเครือในห้วงลึกของความรู้สึก “ข้าจะไม่ยอมให้เลือดเนื้อของเจ้าต้องสูญเปล่า”
อาเฉิงแย้มยิ้มจางๆ บนริมฝีปากที่ซีดเผือด ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอย ร่างนั้นทอดสนิทลงกับพื้นดินเย็นเยียบ ฉู่เหยียนหลับตาลงชั่วพริบตา ปิดกั้นความอ่อนแอทั้งหมดไว้เบื้องหลังม่านตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตานั้นก็กลับมาคมปลาบ เย็นชา และเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนแห่งการแก้แค้นที่ไม่อาจประนีประนอมได้อีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน ที่ลานฝึกซ้อมทหารม้าทางทิศตะวันตก บรรยากาศก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน หลวนเฟยในชุดเกราะหนังสีเข้มยืนตระหง่านอยู่บนแท่นสูง สายตาคมกลาดมองกองกำลังส่วนหนึ่งที่ถูกสลายอำนาจ เบื้องหน้าของนางคือ "ถิงถิง" หญิงสาวผู้เป็นทั้งมือขวาและสหายสนิทที่ร่วมสนามรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับนาง ร่างของถิงถิงเต็มไปด้วยบาดแผลจากการเข้าขัดขวางกลุ่มมือสังหารที่แฝงตัวเข้ามาทำลายเสบียงสำรอง
“แม่ทัพ... ข้าปกป้องคลังเสบียงไว้ได้ไม่ทั้งหมด” ถิงถิงกระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าซีดขาวแต่แววตายังคงเด็ดเดี่ยวไม่เสื่อมคลาย “แต่... ข้าได้เบาะแสสำคัญ... คนที่สั่งการกลุ่มเงาทมิฬนี้ ไม่ใช่แค่เสนาบดีหลี่ผู้เดียว แต่มีตราสัญลักษณ์จาก... พระราชสำนักชั้นในหนุนหลัง”
หลวนเฟยรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังจะล้มลงของสหาย อ้อมแขนที่เคยตวัดกระบี่ฟาดฟันศัตรูมานับไม่ถ้วนยามนี้กลับสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว นางรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีฮ่องเต้เซียวหมิงคอยชักใยอยู่เบื้องหลังเพื่อลดทอนอำนาจของนาง แต่การใช้คนสนิทมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อบีบให้ตนจนมุม คือสิ่งที่แม่ทัพหญิงผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรีเช่นนางไม่อาจให้อภัย
“เจ้าโง่... เหตุใดจึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก” หลวนเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตารื้นด้วยหยาดน้ำ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
“หากไม่มีท่าน... แผ่นดินนี้ก็ไร้ซึ่งความยุติธรรม...” ถิงถิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา มือที่เปื้อนเลือดเอื้อมขึ้นสัมผัสเกราะหน้าอกของนายเหนือหัว “โปรดระวัง... ฉู่เหยียน... เขาไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับที่เราคิด... แต่เขาก็ไม่ใช่ศัตรู... ระวังตัวด้วยเพคะ...”
สิ้นคำพูดนั้น ศีรษะของถิงถิงก็พับอ่อนลง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายดับวาดลงในอ้อมแขนของแม่ทัพหญิง ความเงียบงันแผ่ขยายเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านซากค่ายพักแรม หลวนเฟยไม่หลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว ทว่าความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกกลับแผดเผาทุกสิ่งจนมอดไหม้ นางค่อยๆ วางร่างของสหายลงอย่างทะนุถนอม ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ รัศมีสังหารรอบกายแผ่พุ่งออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
สองเส้นทาง สองความสูญเสียที่ถูกกำหนดไว้ด้วยหมากกระดานเดียวกัน ฉู่เหยียนสูญเสียองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์เพื่อแลกกับเบาะแสที่ซ่อนเร้น หลวนเฟยสูญเสียมือขวาผู้ร่วมอุดมการณ์เพื่อแลกกับการตาสว่างต่ออำนาจมืดเบื้องบน ทั้งสองต่างเดินเข้าสู่จุดศูนย์กลางของพายุแห่งการหักหลัง โดยมีชะตากรรมของแผ่นดินเป็นเดิมพัน
ยามวิกาลล่วงเลย ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมตำหนักบูรพา ฉู่เหยียนก้าวเข้ามาตามแผนที่ที่อาเฉิงทิ้งไว้ก่อนตาย เบื้องหน้าคือห้องหนังสือลับที่ควรจะว่างเปล่า ทว่ากลับมีเงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว แสงเทียนสลัวส่องกระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและหยาดเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท
หลวนเฟยหันกลับมามองผู้มาเยือน ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันในความมืด คมดาบในมือของแม่ทัพหญิงไม่ได้ชักออกมา แต่มันกลับถูกกำชับแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เช่นเดียวกับปลายนิ้วของกุนซือหนุ่มที่แตะอยู่บนด้ามมีดสั้นซ่อนเร้น
“เจ้ามาช้าไปหน่อยนะ, กุนซือฉู่” เสียงของหลวนเฟยเยียบเย็น แฝงด้วยนัยยะที่ลึกซึ้งและบาดลึก “หรือว่ามัวแต่จัดการกับหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะมัดตัวเจ้านายของเจ้าอยู่กันแน่”
ฉู่เหยียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบด้วยความเศร้าสร้อยและเล่ห์กล “แม่ทัพหลวนเองก็ดูเหมือนจะสูญเสียคนสำคัญไปไม่น้อยเช่นกัน กระดานนี้... พวกเราต่างก็เดินหมากพลาดไปก้าวหนึ่งแล้วกระมัง”
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เคมีสีเทาระหว่างความรักและความแค้นพัวพันกันจนแยกไม่ออก ในวินาทีที่ต่างฝ่ายต่างกำลังจะก้าวเข้าไปประจันหน้าเพื่อสะสางความจริง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงเคาะเกราะและประกาศก้องด้วยน้ำเสียงแหลมสูงของขันทีคนสนิทฮ่องเต้
“ราชโองการด่วน! พบร่องรอยกบฏซุกซ่อนในตำหนักบูรพา! จับกุมตัวกุนซือฉู่และแม่ทัพหลวนไว้ทันที ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร!”
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
---
**หมอกเหมยปลายฤดู**
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 29
ความสูญเสียที่ไม่อาจเลี่ยง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!