กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยอวลอยู่ปลายจมูก ไม่ได้ทำให้สติของหลวนเฟยพร่าเลือนลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ประสาทสัมผัสทุกส่วนของนางกลับตื่นตัวถึงขีดสุด ยามที่ปลายกระบี่เหล็กกล้าคมกริบอาบไล้ไปตามพื้นไม้เก่าคร่ำคร่าในเรือนพักร้างริมชานเมือง เสียงลากครูดดัง ‘แกรก... แกรก...’ นั้น เปรียบเสมือนเสียงนาฬิกาทรายแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังให้กับพวกมัน กลุ่มเงาทมิฬที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านไหมโปร่งบางต่างรู้ดีว่า คืนนี้... ไม่มีทางรอด
“ท่านแม่ทัพหลวน... การบุกมาลำพังเช่นนี้ เกรงว่าจะมิใช่การกระทำของผู้มีปัญญากระมังขอรับ”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะดังขึ้นจากมุมมืด ทว่ายังไม่ทันที่สิ้นเสียงคำพูด ร่างของหลวนเฟยก็พุ่งทะยานราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ กระบี่ในมือวาดโค้งเป็นประกายแสงสีเงินยวงตัดผ่านความมืดมิดอย่างไร้ความปรานี ฉับพลัน! ม่านไหมราคาแพงขาดวิ่นเป็นสองท่อน เศษผ้าปลิวว่อนกลางอากาศ พร้อม ๆ กับคมกระบี่ที่จ่อแนบชิดอยู่บริเวณหลอดลมของชายวัยกลางคนผู้สวมอาภรณ์หรูหรา ใบหน้าของเขาซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มขมับ ยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะของสตรีตรงหน้า
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความโกรธเกรี้ยว... แต่มันคือเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่แผดเผามานานนับแรมเดือน ความแค้นที่ถูกสั่งสมจากชีวิตของทหารกล้าใต้สังกัดนับร้อยที่ต้องสังเวยให้กับกลอุบายสกปรกในราชสำนัก
“ปัญญาหรือ?” หลวนเฟยแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ น้ำเสียงของนางเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งกลางฤดูเหมันต์ “เจ้าใช้คำนี้กับข้า... ช่างน่าขันสิ้นดี หวังว่ายามที่หัวของเจ้าหลุดจากบ่า ปัญญาของเจ้าจะช่วยต่อรองกับยมบาลได้นะ”
“ท่านคิดว่าการฆ่าข้า จะลบล้างความจริงเรื่องตราประทับในคลังหลวงได้งั้นหรือ?” ชายผู้นั้นยังคงฝืนยิ้ม แม้ลมหายใจจะติดขัดด้วยคมกระบี่ที่กดลึกเข้ามาอีกนิ้ว “ฉู่เหยียน... กุนซือผู้ปราดเปรื่องของท่าน คงกำลังนั่งคำนวณความผิดพลาดในหมากตานี้อยู่กระมัง เขารู้ดีว่าหากข้าตาย ความลับเรื่องใครคือผู้ชักใยฮ่องเต้จะถูกฝังลงโลงไปตลอดกาล!”
ชื่อของ ‘ฉู่เหยียน’ พุ่งกระแทกเข้าใส่โสตประสาทของหลวนเฟย ทำให้มือที่ถือกระบี่ชะงักไปชั่วลมหายใจ ภาพใบหน้าสุขุมนุ่มลึก รอยยิ้มที่อ่านไม่ออก และแววตาที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกความคิดของนาง ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของนางที่ยึดมั่นความถูกต้อง กับเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของเขาที่มักใช้ความเท็จเข้าหักล้างความจริง วูบผ่านเข้ามาในใจราวกับสายลมพายุ
ใช่... ฉู่เหยียนเตือนนางแล้วว่าอย่าบุ่มบ่าม เขาบอกให้นางรอจังหวะ รอให้หมากบนกระดานเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเสียก่อน แต่... จะให้รอนานแค่ไหนกัน? ในเมื่อทุก ๆ ลมหายใจที่ผ่านพ้นไป มีชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสีย มีความอยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้ร่มเงาของอำนาจมืด
“หุบปากของเจ้าเสีย!” หลวนเฟยตวาดกร้าว นัยน์ตาส Aวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล นางมิใช่หมากในกระดานของใครทั้งสิ้น และนางก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ฉู่เหยียนมาอนุญาตให้อำนาจความยุติธรรมทำงานด้วยซ้ำ “ข้าไม่สนว่าฉู่เหยียนจะวางแผนคำนวณสิ่งใดไว้ในหัวสมองอันซับซ้อนของเขา แต่คืนนี้... ศัตรูที่บังอาจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของทหารแคว้นหลวน จะต้องชดใช้ด้วยเลือด!”
สิ้นคำประกาศิต... กระบี่ในมือเตรียมจะปลิดชีพเป้าหมาย ทว่า ก่อนที่ปลายคมเหล็กจะทันได้สัมผัสผิวเนื้อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูเรือนไม้ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาจนแสบตา
ทหารองครักษ์เสื้อแพรในชุดสีดำสนิทกรูเข้ามาล้อมรอบตัวนางไว้ทุกด้าน พร้อมกับร่างสูงโปรสง่าในอาภรณ์สีเทาเข้มที่ก้าวเดินผ่านกลุ่มทหารเข้ามาอย่างเยือกเย็น กลิ่นอายความสุขุมและกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นใต้น้ำที่น่าสะพรึงกลัว
ฉู่เหยียน...
เขายืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาคู่คมกริบมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ไม่มีร่องรอยความตกใจ มีเพียงความนิ่งงันที่ลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร เขากวาดสายตามองกระบี่ในมือของนางที่จ่ออยู่คอหอยเป้าหมาย ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับนางนิ่ง ๆ
“แม่ทัพหลวน... ท่านช่างทำให้ข้าผิดคาดอยู่เรื่อย” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมดังขึ้นทำลายความเงียบ “ข้าอุส่าห์วางหมากตานี้ไว้เพื่อล่อให้ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ด แต่ดูเหมือนท่านจะใจร้อนเกินกว่าจะรอให้มันกลืนเห็ดเสียแล้วกระมัง”
หลวนเฟยขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น ความโกรธที่พุ่งพล่านเมื่อครู่เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าทันที นางตวัดสายตาคมปลาบใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว “ฉู่เหยียน! เจ้ากล้าดียังไงมาขัดขวางข้า? หรือว่าแผนการทั้งหมดของเจ้า... แท้จริงแล้วมีไว้เพื่อปกป้องคนพวกนี้กันแน่!”
ฉู่เหยียนไม่ตอบทันที เขากลืนก้อนความอึดอัดลงคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางอีกสองก้าวอย่างไม่เกรงกลัวคมกระบี่ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นไหวด้วยความโกรธของนาง ดวงตาของเขาทอดมองนางด้วยความหมายบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา—ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา และความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ด้วยภาระหน้าที่
“หากข้าต้องการปกป้องคนพวกนี้... ข้าคงไม่ต้องปล่อยให้ท่านยืนถือกระบี่อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกหรอก หลวนเฟย” เขากระซิบแผ่วเบa ทว่าชัดเจนก้องกังวานในความเงียบ “แต่ที่ท่านต้องหยุดตอนนี้... เพราะถ้าท่านฆ่ามัน ท่านจะไม่มีวันได้รู้เลยว่า... ใครคือผู้บงการที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังราชสำนัก และเอกสารลับฉบับสุดท้ายที่ท่านตามหา มันไม่ได้ซ่อนอยู่ที่นี่...”
ฉู่เหยียนหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลวนเฟยเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
“...แต่มันอยู่ในห้องบรรทมของฮ่องเต้ต่างหากเล่า”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาจนถึงตอนนี้ค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 30
ความเดือดดาลของแม่ทัพ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!