ความเงียบงันภายในท้องพระโรงหลวงนั้นหนักอึ้งราวกับมีภูเขาหิมะทั้งลูกกดทับลงบนบ่าของทุกชีวิตที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น
พระเนตรของฮ่องเต้เซียวหมิงเบิกกว้าง พระหัตถ์ที่กำพู่กันหยกสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อประโยคอันสามห่าวแต่เฉียบคมดั่งคมดาบของหลวนเฟยยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท บันทึกแผ่นนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษชำระคดี หากแต่มันคือโซ่ตรวนที่พร้อมจะลากคอผู้ประทับตราร่วงหล่นจากบัลลังก์มังกรได้ในชั่วพริบตา
ฉู่เหยียนยืนนิ่งอยู่เบื้องล่าง ร่างโปร่งในชุดกั้นซือสีเทาเข้มมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบภายใต้แพขนตาดกหนานั้นเหลือบมองแผ่นป้ายพยานหลักฐานในมือของแม่ทัพหญิงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนกลับมาประสานสายตากับนาง ความเงียบระหว่างพวกเขาทั้งสองไม่ได้สื่อถึงความไร้ไมตรี ทว่ามันคือความเข้าใจอันลึกซึ้งของคนสองคนที่ยืนอยู่บนปากเหวแห่งอำนาจ
พวกเขารู้ดีว่า หมากกระดานนี้เดินมาถึงจุดที่ต้อง “แยกทาง” เพื่อหาทางรอดให้แก่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแล้ว
“บังAอาจ!” เสียงตวาดของฮ่องเต้ดังขึ้นทำลายความเงียบ เม็ดพระเสโทผุดซึมตามพระนลาฏ “แม่ทัพหลวน... เจ้ากล้าขู่เราหรือ!”
“กระหม่อมมิกล้าขู่ฝ่าบาทเพ่ะย่ะค่ะ” หลวนเฟยคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างสง่างาม ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดั่งสนทนกลางพายุ สันเหล็กประจำตัวสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวาววับ “สิ่งที่หม่อมฉันกระทำ มิใช่เพื่อการข่มขู่ แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับหมื่นที่ต้องสังเวยให้กับอำนาจมืด และเพื่อปกป้องแผ่นดินต้าเฉิงมิให้ล่มสลายด้วยน้ำมือของคนที่ไร้คุณธรรมจะปกครอง”
คำกล่าวนี้รุนแรงเกินกว่าขุนนางทั่วไปจะกล้าหายใจแรง ฉู่เหยียนขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบังมุมมองขององครักษ์เงาที่แอบซ่อนอยู่หลังม่านมุก เขาก้าวออกมาครึ่งก้าว ประสานมือคารวะด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึกราวกับผิวน้ำในบึงลึก
“ฝ่าบาททรงพระdชr ทรงกริ้วไปก็ไร้ประโยชน์” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงพลังของกุนซือหนุ่มดังขึ้น “ในเมื่อหลักฐานชิ้นสำคัญตกอยู่ในมือของแม่ทัพหลวนแล้ว การใช้กำลังย่อมรังแต่จะทำให้ความลับนี้แพร่งพรายออกไปสู่ราษฎรเร็วขึ้น หนทางที่ดีที่สุดในยามนี้ คือการปล่อยให้ทุกฝ่าย... ไปทำหน้าที่ของตน”
ฮ่องเต้เซียวหมิงหรี่พระเนตรมองกุนซือคู่ใจสลับกับแม่ทัพหญิงผู้แข็งกร้าว พระองค์เป็นฮ่องเต้ที่ฉลาดพอจะรู้ว่า หากบีบคั้นคนทั้งสองให้จนมุมในตอนนี้ ราชสำนักอาจนองเลือดด้วยฝีมือของกองกำลังทหารรักษาพระองค์ที่ภักดีต่อสกุลหลวน และข่าวลือเรื่องการปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้อาจกลายเป็นไฟลามทุ่งที่ไม่มีวันดับ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร... ฉู่เหยียน” ฮ่องเต้ตรัสถาม ลมหายใจหอบกระชั้น
“แม่ทัพหลวนมีหน้าที่ต้องออกเดินทางไปยังชายแดนเหนือเพื่อตรวจสอบคลังเสบียงที่ถูกลักลอบระบาย ซึ่งเกี่ยวพันกับเครือข่ายใต้ดินที่โยกย้ายหลักฐานชิ้นนี้ ส่วนหม่อมฉัน... จะยังคงอยู่เบื้องบาทเพื่อถวายงานและสืบหาต้นตอของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยุยงฮ่องเต้ให้เข้าใจผิดในตัวแม่ทัพ” ฉู่เหยียนทูลตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงนัยยะที่คนฉลาดเช่นฮ่องเต้ย่อมเข้าใจได้ทันที—เขาจะคุมเชิงในราชสำนัก ส่วนนางจะออกไปตัดกำลังนอกเมือง
หลวนเฟยเงยหน้าขึ้นมองฉู่เหยียน แววตาของนางไหววูบไปชั่วขณะ นางอ่านความคิดของเขาออก ทันทีที่นางก้าวเท้าออกจากเมืองหลวง ความปลอดภัยของเขาในวังหลวงจะลดลงครึ่งหนึ่ง เพราะเขาจะต้องรับมือกับความระแวงของฮ่องเต้เพียงลำพัง ทว่า... หากนางยังอยู่ตรงนี้ แผนการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ที่รากฐานหยั่งลึกถึงคลังกองทัพก็จะไม่ทางเริ่มต้นขึ้นได้
นี่คือการเสียสละที่ปราศจากคำหวาน นี่คือความผูกพันที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากการห้ำหั่นทางปัญญา
“เช่นนั้นก็ตามใจพวกเจ้า” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ด้วยความเหนื่อยอ่อน ทรงตระหนักแล้วว่าพระองค์พ่ายแพ้ให้กับความเฉียบคมของคนทั้งคู่ไปเสียแล้ว “แต่อย่าให้เราต้องได้ยินข่าวว่าพวกเจ้าหันปลายดาบเข้าหากันเป็นอันขาด มิฉะนั้น... ต่อให้มีสิบชีวิตก็ไม่พอชดใช้!”
“รับด้วยเกล้าเพ่ะย่ะค่ะ / พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงประสานรับคำดังขึ้นในความเวิ้งว้างของท้องพระโรง
***
ยามดึกสงัด ณ ประตูทิศประจิมของเมืองหลวง ม่านหมอกหนาทึบของปลายฤดูปกคลุมไปทั่วบริเวณจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า เสียงกีบม้ากระทบพื้นศิลาเบาหวิวดังก้องกังวานท่ามกลางความหนาวเหน็บ
หลวนเฟยในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ทับด้วยเสื้อคลุมกันหนาวขนสัตว์สีเทาเข้ม นางกำลังบังคับม้าศึกคู่ใจ “อัคคีทมิฬ” ให้หยุดนิ่งอยู่หน้าสะพานข้ามคูเมือง เบื้องหลังของนางมีกองกำลังทหารม้าหน่วยพิทักษ์ชายแดนอีกสามสพนายยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ทว่าความสนใจทั้งหมดของนางกลับหยุดอยู่ที่ร่างโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ริมทาง
ฉู่เหยียนไม่ได้สวมชุดกั้นซือทางการ เขาสวมเพียงเสื้อคลุมยาวสีครามเข้ม ปราศจากเครื่องประดับใดๆ มีเพียงพัดจีบกระดาษสาประจำกายที่เหน็บไว้ที่เอว ร่างนั้นดูโดดเดี่ยวท่ามกลางสายหมอก แต่กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงดั่งหินผา
แม่ทัพหญิงควบม้าเข้าไปใกล้ รั้งบังเหียนจนม้าพ่นลมหายใจอุ่นออกมาเป็นไอสีขาว นางมองหน้าบุรุษผู้เป็นทั้งคู่ปรับและสหายร่วมรบในคราเดียวกัน แววตาที่มักจะแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยระเบียบวินัยยามนี้กลับมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้ง
“ท่านน่าจะรู้ว่าการออกมาส่งข้าในยามวิกาลเช่นนี้ ทำให้ท่านตกเป็นเป้าสายตาของสายสืบสกุลอื่นมากแค่ไหน” หลวนเฟยเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามปกปิด
ฉู่เหยียนแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ทว่ากลับทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด เขาก้าวเข้าไปใกล้ตัวม้า เอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสสายบังเหียนเบาๆ ป้องกันไม่ให้ม้าตื่นตระหนก
“ต่อให้ข้าหลบอยู่หลังกำแพงวังที่หนาที่สุด สายตาสกปรกพวกนั้นก็ยังคงจ้องมองอยู่ดี สู้มาส่งคนที่ข้า... ไว้ใจที่สุดออกเดินทางเสียยังจะดีกว่า” ฉู่เหยียนเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานอยู่ในความเงียบ “หนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม่ทัพหลวน... เจ้าต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังนอกกฎหมายที่ใช้ยุทธวิธีสกปรก อย่าเอาแต่ใจร้อนพุ่งเข้าใส่เหมือนทุกที”
“ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องให้ท่านมาสั่งสอน กุนซือฉู่” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากหยักยิ้มเย้า “ห่วงตัวเองเถอะ อยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บของสุนัขป่า ระวังตัวอย่าให้ใครมาตัดคอท่านเข้าเล่า ข้ายังอยากกลับมาทวงตั๋วสัญญาใช้เงินที่ท่านเคยติดไว้ที่หอสุราอยู่นะคะ”
ฉู่เหยียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่หาได้ยากยิ่งจากบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้ เขายื่นห่อผ้าขนาดเล็กซ่งบรรจุสมุนไพรหายากและยาห้ามเลือดชั้นดีส่งให้พ้นหลังม้า
“พกติดตัวไว้... ยาเหล่านี้จำเป็นสำหรับสนามรบ” เขากล่าวสั้นๆ
หลวนเฟยรับห่อผ้ามาถือไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาที่แตะโดนปลายนิ้วเพียงชั่วเสี้ยววินาที กลับสร้างความสั่นไหวในทรวงอกของนางอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเสียงกลองศึก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะดึงบังเหียนม้าหันหลังกลับไปยังทิศทางที่หมอกหนาทึบรอดรออยู่
“เราจะพบกันอีก... เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” นางเอ่ยโดยไม่หันกลับมามอง
“ขอให้โชคดี... แม่ทัพของข้า” ฉู่เหยียนกระซิบตามหลัง เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลมหนาว
ม้าศึกทะยานออกไปในความมืดมิด ทิ้งให้ฉู่เหยียนยืนมองตามแผ่นหลังนั้นจนกระทั่งเงาร่างของกองทหารกลืนหายไปกับสายหมอกของปลายฤดู
กุนซือหนุ่มหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าสู่ตัวเมือง ทว่าในวินาทีที่เขาก้าวเท้าผ่านพุ่มไม้หนาทึบข้างทางนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าพื้นใบไม้แห้งกรอบก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากด้านหลัง พร้อมกับคมดาบเย็นเฉียบที่จ่อเข้าที่ลำคอของเขาโดยปราศจากสัญญาณเตือน!
“กุนซือฉู่... เดินทางยามวิกาลเช่นนี้ ระวังหัวจะหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัวนะขอรับ”
เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยจิตสังหารดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับกลิ่นอายเลือดและสนิมที่โชยมาแตะจมูก ฉู่เหยียนชะงักก้าวเท้า ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากปลายดาบที่แนบชิดผิวเนื้อ—นี่ไม่ใช่คนของฮ่องเต้ และไม่ใช่สายสืบของสกุลหลวน!
แล้วพวกมัน... เป็นใครกันแน่?
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความลุ่มลึกในหมากกระดานนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 21
แยกทางชั่วคราว
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!