“อย่าได้เปิดสมุดเล่มนั้นเด็ดขาด หากเรายังก้าวไม่พ้นเขตแดนแห่งพันธสัญญา”
เสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่าสั่นสะเทือนอยู่ในความเงียบงันของห้องโถงที่กำลังจะถูกทิ้งร้าง กวินชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปแตะสันปกสมุดบันทึกเก่าแก่ที่เขาจดจารกวีบทสุดท้ายเอาไว้ ปลายนิ้วสัมผัสถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากกระดาษเสมือนลมหายใจของคนตาย
เขาลดมือลงพลางมองหญิงสาวตรงหน้า รินรดายืนอยู่ท่ามกลางกองตำราที่ถูกปิดตาย ดวงตาคู่คมของเธอมิได้มองมาที่เขา ทว่าจับจ้องไปยังแผนที่โบราณบนโต๊ะไม้โอ๊ก—เส้นทางมุ่งสู่แดนเหนือที่เส้นหมึกเริ่มจางหายราวกับมีชีวิต
“แดนเหนือที่ถูกสาปไม่ได้ต้องการบทกวีหรอกนะ รินรดา” กวินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “มันต้องการเพียงความเงียบที่ยั่งยืน”
“นั่นคือสิ่งที่คนขี้ขลาดบอกตัวเองเพื่อที่จะไม่ต้องไปเห็นความจริงต่างหาก” เธอหันกลับมา แววตาที่ปกติอ่อนโยนบัดนี้แฝงไปด้วยประกายของความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม “เราไม่ได้ไปเพื่อขับขานบทกวี กวิน เราไปเพื่อจารึกความจริงที่ถูกลบเลือน... แม้จะต้องแลกด้วยเสียงของเราทั้งคู่ก็ตาม”
ทั้งสองก้าวออกจากหอสมุดแห่งความทรงจำในจังหวะที่ตะวันลับขอบฟ้าทิ้งรอยแผลเป็นสีเลือดไว้บนก้อนเมฆ พวกเขาไม่ได้เอ่ยคำลาต่อสถานที่แห่งนั้น เพราะรู้ดีว่าการหันหลังกลับคือสิ่งที่ถูกสาปไว้ตั้งแต่เริ่มก้าวเท้า
เส้นทางสู่แดนเหนือเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปตลอดกาล ต้นไม้ข้างทางมิได้พลิ้วไหวแม้จะมีกระแสลมพัดผ่าน กิ่งก้านของพวกมันบิดเบี้ยวราวกับกำลังกรีดร้องอยู่ในความมืดที่ไร้เสียง กวินสังเกตเห็นว่ารินรดาเดินกระชับผ้าคลุมไหล่แน่นขึ้น สายตาของเธอกวาดมองไปรอบข้างอย่างระแวดระวัง
“คุณได้ยินไหม?” กวินหยุดเดินกะทันหัน
“ได้ยินอะไรครับ?”
“ไม่มี... ไม่มีอะไรเลย แม้แต่เสียงฝีเท้าของเราเอง” กวินก้มลงมองพื้นดินที่ไร้รอยเท้าของพวกเขา ทั้งที่เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักของการก้าวเดิน แต่มันกลับว่างเปล่าราวกับดวงวิญญาณที่ไร้เงา
รินรดาเดินเข้ามาใกล้ ความอบอุ่นจากร่างของเธอทำให้กวินรู้สึกว่าเขายังมีตัวตนอยู่ “แดนเหนือไม่มีเสียง เพราะที่นี่คือที่ที่คำพูดถูกช่วงชิงไป หากเราเอ่ยคำใดออกมาโดยไม่คิด คำนั้นจะกลายเป็นหินถ่วงขาเราไว้จนก้าวต่อไปไม่ได้”
เธอหยิบปากกาขนนกที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมา แล้วจดบางอย่างลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กของเธอ ก่อนจะยื่นให้กวินอ่าน
*‘จงใช้ใจฟัง แทนการใช้หู แล้วความลับของทางผ่านจะเปิดเผย’*
กวินอ่านข้อความนั้นแล้วผ่อนลมหายใจ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมการเดินทางครั้งนี้ถึงต้องเป็นเขา พรสวรรค์ที่เขามีไม่ใช่การเขียนเพื่อให้คนอื่นอ่าน แต่เป็นการเขียนเพื่อร้อยเรียงเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่แตกสลายเข้าด้วยกัน เขาหลับตาลง ปล่อยให้ความเงียบเข้าจู่โจมประสาทสัมผัส เขาไม่ได้พยายามหนีมัน แต่เขาพยายาม ‘อ่าน’ ความเงียบนั้น
ในความเงียบอันมืดมิด กวินเริ่มเห็นร่องรอย... มันไม่ใช่ตัวอักษรบนกระดาษ แต่มันเป็นเส้นสายของหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบหญ้าข้างทางที่ส่องประกายวาววับในความมืด หยาดน้ำค้างเหล่านั้นสั่นไหวเป็นจังหวะ ราวกับกำลังบอกทางให้พวกเขาเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
“ทางนี้” กวินกระซิบเบาๆ อย่างระมัดระวัง เขาพบแล้วว่ารอยจารึกที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในหอสมุด แต่อยู่ในรอยหยดน้ำที่ร่วงหล่นจากปลายกิ่งไม้
พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดพักค้างคืน ณ ชายขอบของหุบเขาไร้เสียง กวินจุดไฟกองเล็กๆ แสงสีส้มสั่นไหวสร้างเงาที่ดูบิดเบี้ยวบนผนังถ้ำหินปูน เขาหยิบสมุดบันทึกของเขาขึ้นมาอีกครั้ง มือที่เคยสั่นเทาจากการสูญเสียครอบครัวบัดนี้กลับนิ่งสนิท เขาบรรจงเขียนบทกวีบทใหม่ลงไป ทว่าทันทีที่ปลายปากกาจรดลง พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
รินรดาลุกขึ้นยืนทันที มือของเธอคว้าด้ามดาบโบราณที่สะพายอยู่ข้างหลัง “กวิน หยุดเดี๋ยวนี้! บทกวีของคุณกำลังปลุกบางอย่างที่ควรจะหลับใหล!”
“ผมไม่ได้ปลุกมัน... แต่มันกำลังรอคำตอบจากบทกวีของผมอยู่ต่างหาก!” กวินตะโกนตอบ ทั้งที่ใจยังคงจดจ่ออยู่กับการเขียน
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องที่ยาวนานและเย็นเยียบก็ดังก้องมาจากความมืดเบื้องล่าง มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ร้าย แต่เป็นเสียงของบทกวีที่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นคำสาป กวินเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่ปรากฏตัวอยู่หน้าปากถ้ำ แสงจากกองไฟสะท้อนร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเทาที่ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมอกหนา
ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ พร้อมกับหยิบหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งขึ้นมา กวินจำเล่มนั้นได้ทันที... มันคือบันทึกเล่มสุดท้ายของบิดาเขาที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
ร่างในชุดคลุมหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนจะวางหนังสือเล่มนั้นลงบนพื้นแล้วก้าวถอยหลังไปในความมืด ทิ้งให้กวินยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย
กวินเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นด้วยมือที่สั่นเทา รินรดาขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ “กวิน... นั่นไม่ใช่หนังสือที่คุณตามหาหรอก แต่มันคือคำพิพากษา”
เมื่อกวินเปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือออก แทนที่จะเป็นตัวอักษรกลับมีเพียงหยาดน้ำค้างหนึ่งหยดที่กลายเป็นสีเลือดไหลซึมออกมาจากหน้ากระดาษ พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุดดังขึ้นข้างหูของเขา... เสียงของคนที่เขาคิดว่าตายไปแล้ว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยจารึกในหยาดน้ำค้างไปกับผมในบทที่หกนี้ด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 6
จุดเริ่มการเดินทางไกล
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!