“ถ้าคุณเปิดลิ้นชักนี้ออก... คุณจะไม่มีวันได้กลับไปเป็นคนเดิมอีกนะครับ กวิน”
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้สั่นไหว แต่มันแฝงด้วยน้ำหนักที่กดทับลงบนหัวใจของผมจนแทบหายใจไม่ออก ปลายนิ้วของผมที่สัมผัสอยู่กับไม้เก่าคร่ำครึของโต๊ะทำงานตัวเดิมในบ้านพักตากอากาศที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปีสั่นระริก กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่อบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับกำลังกระซิบเรียกชื่อของผมด้วยเสียงแหบพร่าของคนตาย
ผมหันไปมองเธอ สายตาของรินรดาสะท้อนความเวทนาที่ผมไม่ต้องการ เธอถือตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ไว้ในมือ แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นให้เห็นรอยย่นเล็กๆ บนคิ้วของเธอขณะที่เธอมองดูผมเหมือนมองดูคนไข้ที่กำลังจะผ่าตัดตัวเองโดยไม่ใช้ยาสลบ
“ผมหนีมานานเกินไปแล้วครับ ริน” ผมตอบพลางกลืนก้อนความขมขื่นลงคอ “รอยจารึกในหยาดน้ำค้างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่มันคือคำสั่งเสียที่ผมยังไม่อ่านให้จบ”
ผมออกแรงดึงลิ้นชักไม้ออก เสียงไม้เสียดสีกันดังสนั่นในความเงียบสงัดราวกับเสียงกรีดร้องของความทรงจำที่ถูกกักขัง ภายในนั้นไม่มีทองคำ ไม่มีสมบัติพัสถาน มีเพียงสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มที่เปรอะเปื้อนคราบด่างดำคล้ายรอยเลือดแห้งกรัง และกล่องไม้สลักลายกล้วยไม้ที่ปิดล็อกแน่นหนา
รินรดาขยับเข้ามาใกล้ แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าของเธอ “กวิน... คุณแน่ใจนะว่าพร้อมจะเห็นสิ่งที่บรรพบุรุษของคุณพยายามซ่อนเอาไว้ใต้รอยหมึกพวกนี้? บางความจริงมีพิษร้ายแรงกว่าคำสาปนะครับ”
ผมไม่ตอบ แต่หยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมา ผิวสัมผัสของมันเย็นเยียบเหมือนผิวหนังของคนจมน้ำ หน้ากระดาษแต่ละแผ่นเมื่อถูกเปิดออกส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกระดูกที่เสียดสีกัน ลายมือในนั้นไม่ใช่ลายมือของพ่อ และไม่ใช่ของแม่ แต่มันคือลายมือของตัวผมเอง... ในวันที่ผมยังเป็นเพียงเด็กชายวัยแปดขวบที่ไร้เดียงสา
*‘โลกนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากหยาดน้ำค้าง แต่มันสร้างขึ้นจากน้ำตาของผู้ที่มองเห็นความจริง’*
ข้อความบรรทัดแรกที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษทำให้ลมหายใจของผมสะดุด ผมจำคืนนั้นได้... คืนที่ฝนตกหนักจนหลังคาบ้านแทบถล่ม พ่อกับแม่ทะเลาะกันด้วยถ้อยคำที่ผมไม่เข้าใจ แววตาของท่านทั้งสองไม่ได้มองมาที่ผม แต่พุ่งเป้าไปยังบางสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดรูปกวีในห้องโถง
“คุณเห็นไหม กวิน?” รินรดาชี้ไปยังหน้ากระดาษที่เหลือว่างเปล่า “ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือกวีที่รอการเติมเต็มด้วยหยาดเลือดของคุณเอง”
ผมวางมือลงบนแผ่นกระดาษ ความรู้สึกประหลาดแล่นปราดจากปลายนิ้วเข้าสู่สมอง ภาพเหตุการณ์ในวัยเด็กหลั่งไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก พ่อของผมไม่ได้เป็นเพียงแค่กวีธรรมดา แต่ท่านเป็น ‘ผู้ถักทอเส้นด้ายแห่งกาลเวลา’ และเหตุผลที่ท่านต้องจากไป ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ... แต่มันคือการแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้บางสิ่งที่สิงสถิตอยู่ในตระกูลของเราหลุดรอดออกไปสู่โลกภายนอก
“ริน...” ผมเอ่ยชื่อเธอด้วยเสียงที่แหบแห้ง “กล่องใบนี้... มันไม่ได้ล็อกไว้เพื่อกันคนนอก แต่มันล็อกไว้เพื่อขังสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ให้กลับมาหาผม”
รินรดาเบนสายตาไปทางอื่น “มันสายไปแล้วกวิน ตราบใดที่คุณเรียกหาความทรงจำ ความทรงจำย่อมสนองตอบเสมอ”
เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงกวีที่อ่านร่ายกลอนภาษาโบราณที่ผมคุ้นเคยที่สุด บทกลอนที่แม่มักจะท่องให้ฟังก่อนนอนเสมอ แต่นี่คือเวอร์ชันที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ผมหยิบกุญแจที่ห้อยคอตัวเองออกมา มันเป็นกุญแจเงินที่ได้รับตกทอดมาเพียงสิ่งเดียวที่ผมมี ผมยื่นมือไปที่กล่องไม้ ทันทีที่ปลายกุญแจแตะสัมผัสรอยสลัก พื้นห้องก็เริ่มสั่นสะเทือน ความมืดรอบตัวเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของกวีชายผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับผมราวกับส่องกระจก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับกลวงเปล่าและเต็มไปด้วยหมอกควัน
“ในที่สุด... เจ้าก็กลับมาหาข้าเสียที” ร่างนั้นเอ่ยขึ้น เสียงของมันเหมือนเสียงแก้วแตกที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท
รินรดาถอยหลังกรูด ตะเกียงในมือดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุมจนผมมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง สิ่งเดียวที่ยังคงเรืองแสงจางๆ คือหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนหน้าต่าง มันไม่ได้เป็นเพียงน้ำค้างธรรมดา แต่มันสะท้อนภาพใบหน้าของคนที่ผมรักที่สุดในอดีตที่กำลังกรีดร้องอยู่ในความมืด
กวีในเงามืดก้าวเข้ามาประชิดตัวผม ลมหายใจเย็นเยียบสัมผัสที่ข้างหู “เจ้าเขียนบันทึกด้วยหยาดน้ำค้างเพื่อหวังจะลืม... แต่เจ้าลืมไปหรือว่า หมึกชนิดนี้ ไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา”
ก่อนที่ผมจะทันได้ชักเท้าหนี มือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของร่างนั้นก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของผมไว้แน่น กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านไปทั่วห้องพร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่สามที่ก้าวพ้นม่านหมอกเข้ามา... เป็นหญิงสาวในชุดกวีสีขาวสะอาดตา ใบหน้าของเธอคือใบหน้าเดียวกับรินรดา หากแต่นัยน์ตานั้นคือสีทองดั่งดวงตะวัน
“ริน... คุณเป็นใครกันแน่?” ผมถามด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่หญิงสาวคนนั้นหยิบปากกาขนนกสีดำขึ้นมาจ่อที่หน้าอกของผม
“ฉันคือบทกวีที่คุณลืมไปแล้วอย่างไรล่ะ กวิน” เธอแย้มยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับกรีดลึกจนหัวใจผมสั่นคลอน “และตอนนี้... ถึงเวลาชำระแค้นด้วยคำสัตย์ที่เจ้าเคยให้ไว้กับเงาของตัวเองแล้ว”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยจารึกในหยาดน้ำค้างไปกับผมในบทที่ห้านี้ด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 5
ม่านหมอกแห่งความหลัง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!