หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 11

พยานจากขุนเขา

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"ท่านเรียกสิ่งนี้ว่ามรดก หรือเรียกมันว่าคำสาปกันแน่ครับ ท่านนักพรต?" กวินเอ่ยถามพร้อมกับวางม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยบากลึก สายตาของเขามิได้จับจ้องไปที่เอกสารตรงหน้า แต่กลับตรึงอยู่กับแผ่นหลังค่อมงอของชายชราเบื้องหน้า ผู้ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกใบชาแห้งราวกับว่าโลกภายนอกที่กำลังลุกเป็นไฟไม่มีความหมายใดต่อเขา รินรดาขยับกายเข้ามาใกล้กวิน ความเย็นเยียบจากไอหมอกที่ลอยละล่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าๆ ในกระท่อมหลังเขานี้ดูเหมือนจะบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันในอากาศ บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของนักพรตเฒ่า "มรดกและคำสาป... มักเป็นเหรียญด้านเดียวกันเสมอ กวิน" นักพรตเฒ่าตอบโดยไม่หันกลับมา เสียงของเขาแหบพร่าคล้ายเสียงใบไม้แห้งที่ถูกลมพัดพา "บิดาของเจ้าไม่ได้มอบปากกาให้เจ้าเพื่อเขียนบทกวีที่รื่นรมย์ แต่เขามอบมันให้เจ้าเพื่อจารึกความจริงที่โลกพยายามจะลืม" ชายชราหมุนตัวกลับมา ดวงตาของเขาทั้งหม่นแสงและทรงพลังอย่างประหลาด เขาคือ 'ท่านอาจารย์หลิ่ง' ลูกศิษย์คนสุดท้ายที่บิดาของกวินเคยฝากฝังปริศนาแห่งความตายเอาไว้ก่อนจะหายสาบสูญไปในพงไพรแห่งอดีต กวินกำหมัดแน่น พยายามระงับความสั่นไหวในน้ำเสียง "หากความจริงนั้นต้องแลกด้วยการสูญเสียคนสำคัญไปทีละคน... ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีค่าพอที่จะจดจำ" "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว" หลิ่งเดินเข้ามาใกล้ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยราวกับแผนที่แห่งความทุกข์ระทม "บิดาของเจ้าไม่ได้ตายเพราะเขาเขียนความจริง เขาตายเพราะเขาเขียนมัน 'ไม่จบ' ต่างหาก" รินรดาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยว "ท่านหมายความว่าอย่างไรที่ว่าไม่จบ? บันทึกในหอสมุดที่พวกเราพบ แทบจะไม่มีส่วนไหนบ่งชี้ถึงบทสรุปของเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนเลย หรือว่าจริงๆ แล้ว... มันมีส่วนที่ถูกฉีกออกไป?" นักพรตเฒ่าหัวเราะหึๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นเกินกว่าจะเรียกว่าความสนุกสนาน เขาเดินไปที่ผนังห้องซึ่งเต็มไปด้วยอักขระโบราณที่เขียนด้วยหมึกสีเลือดจางๆ เขาวางมือลงบนรอยแยกของไม้ ก่อนจะกดมันลงไปอย่างแรง *ครืด...* เสียงกลไกโบราณทำงาน ผนังไม้ที่ดูธรรมดาสั่นสะท้านก่อนจะเผยให้เห็นช่องลับขนาดเล็ก กวินขยับเข้าไปดู สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่ทองคำหรืออาวุธ แต่เป็นกระบอกไม้ไผ่ที่ผูกติดกับตราประทับตระกูลของบิดาเขา "นี่คือรอยจารึกที่บิดาเจ้าฝากไว้กับข้า" หลิ่งกล่าวพลางยื่นมันให้กวิน "ในนั้นไม่มีกวีนิพนธ์หวานหอม แต่มันคือรายชื่อของผู้ที่ทรยศต่อพันธสัญญาแห่งขุนเขา... และหนึ่งในนั้น คือคนที่เจ้าเชื่อใจที่สุดในยามที่เจ้าก้าวเท้าออกจากบ้านมาเมื่อสิบปีก่อน" กวินชะงัก ลมหายใจของเขาขาดห้วง มือที่รับกระบอกไม้ไผ่สั่นระริก รินรดาคว้าแขนเขาไว้แน่น ความกังวลฉายชัดในแววตาของเธอ เธอสัมผัสได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัวในใจของกวิน "ใคร?" กวินเค้นเสียงออกมาจากลำคอ "ใครคือคนที่อยู่ในรายชื่อนั้น?" นักพรตหลิ่งไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ชี้มือไปที่หน้าต่างบานเล็กที่มองเห็นเส้นทางขึ้นเขา ซึ่งบัดนี้มีเงาดำหลายสายกำลังเคลื่อนที่ผ่านไอหมอกเข้ามาอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของความตายและเหล็กกล้าที่ผ่านการอาบอาคมพุ่งเข้ามาปะทะกับบรรยากาศในกระท่อม "ดูเหมือนว่า... สิ่งที่เจ้ากำลังตามหา จะมาเคาะประตูบ้านเพื่อทวงคืนด้วยตัวเองแล้วล่ะ" กวินค่อยๆ เปิดฝากระบอกไม้ไผ่ พลิกม้วนกระดาษที่กรอบจนแทบจะกลายเป็นฝุ่นผงออกมา ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของเมฆาฉายลงบนบรรทัดแรกของรายชื่อ—ลายมือที่กวินจำได้แม่นยำว่าเป็นลายมือของใคร แต่มันกลับไม่ใช่ชื่อที่เขาคาดคิดไว้เลยแม้แต่น้อย เพราะชื่อที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในลำดับที่หนึ่ง... คือชื่อของ 'รินรดา' ที่ถูกเขียนทับด้วยหมึกสีแดงสดราวกับเพิ่งแต้มลงไปใหม่เมื่อครู่นี้เอง ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงให้เกียรติร่วมเดินทางผ่านรอยจารึกและคำลวงไปกับผมในบทที่สิบเอ็ดนี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยาดน้ำค้างใต้แสงสนธยา: ลำนำกวีแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%