ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ)•ตอนที่ 30

มือที่กุมไว้โดยบังเอิญ

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"บอกมาก่อนสิครับว่าคุณเลือกเสื้อตัวนี้เพราะตั้งใจใส่มาคุมโทนกับผม หรือแค่บังเอิญตู้เสื้อผ้าพังจนเหลือแต่สีดำเหมือนกัน" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความกวนประสาทเล็กน้อยดังขึ้นข้างใบหู ท่า andante ของเสียงเพลงคลาสสิกที่เปิดคลอเบาๆ ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังช่วงบ่ายวันหยุด ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวผมผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ที่สปอตไลท์ทุกดวงส่องมาที่ตัวเราสองคน ผม—พาย มือเบสแห่งชมรมดนตรี หันขวับไปมองหน้าไอ้คนตัวสูงกว่าที่ตอนนี้ยักคิ้วกวนๆ ส่งมาให้ ทิว ประธานชมรมดนตรีสุดเนี๊ยบ ปากร้ายขวานผ่าซาก... เออ หรือจะเรียกว่าหมาโบ้คลั่งรักฉบับอัปเกรดดีล่ะครับ เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นๆ กับยัยรินอดีตคนคุยเก่าเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าประธานหน้ามึนคนนี้ก็แทบจะสิงร่างผมอยู่ตลอดเวลา "มโนเก่งนะทิว ใครคุมโทนกับนาย เสื้อดำมันใส่ง่ายดีต่างหาก แล้วอีกอย่าง... ถอยไปห่างๆ เลย คนมองหมดแล้วเนี่ย" ผมแกล้งทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่เกือบจะหลุดออกมา ก็ลองกวาดสายตาดูรอบๆ สิครับ... วันนี้วันเสาร์ คนแน่นขนัดเป็นปลากระป๋อง แล้วการที่ผู้ชายตัวโตร่างสูงสองคนเดินเบียดเสียดกันท่ามกลางฝูงชน มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ แต่แปลกตรงที่... มือข้างซ้ายของผมเนี่ยสิ ตอนนี้มันไม่ได้ว่างเหมือนเดิม เพราะมันถูกมือหนาของไอ้คนข้างๆ กุมเอาไว้แน่น ตั้งแต่ตอนที่เราเดินออกจากร้านกาแฟชั้นสามแล้ว! ให้ตายเถอะ เมฆนะเมฆ... ไอ้เพื่อนตัวดีที่อ้างว่าปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำกะทันหัน แล้วทิ้งให้ผมต้องมารับกรรมเดินเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงกับไอ้ประธานปากเสียสองต่อสอง แถมไอ้ตอนเดินเบียดฝูงชนเมื่อกี้ ทิวก็เนียนคว้ามือผมไปจับไว้หน้าตาเฉย พอบอกให้ปล่อย หมอนั่นก็ทำหน้ามึนใส่แล้วบอกว่า *'คนเยอะ เดี๋ยวหลง... เดินจับมือกันไว้นี่แหละปลอดภัยที่สุด'* ปลอดภัยกับผีอะไรล่ะครับ ใจผมนี่เต้นรัวจนเบสในอกแทบจะหลุดออกมาเป็นริทึ่มสามช่าอยู่แล้ว! "ปล่อยได้แล้วมั้ง เมฆมันคงเข้าห้องน้ำเสร็จจนย่อยไปหมดแล้วมั้งนั่น" ผมกระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุม แต่ดูเหมือนว่าแรงของมือเบสอย่างผมจะสู้แรงของมือกีตาร์ตัวโย่งไม่ได้เลยสักนิด ทิวไม่เพียงแต่ไม่ปล่อย แต่เขากลับกระชับปลายนิ้วให้แน่นขึ้น สอดประสานฝ่ามือเข้ามาระหว่างร่องนิ้วของผมอย่างแนบเนียนจนแทบไม่มีช่องว่าง ความอุ่นแผ่ซ่านจากฝ่ามือของเขา ส่งตรงเข้ามาถึงหัวใจจนผมต้องเม้มปากแน่น "ไม่ปล่อยครับ..." ทิวตอบเสียงนุ่ม แววตาคมกริบที่มักจะมองใครด้วยความดุและรำคาญเสมอในยามปกติ ตอนนี้กลับทอประกายระยิบระยับบางอย่างที่ทำให้ผมไม่กล้าสบตานานเกินสามวินาที "เดินจับมือกันมันแปลกตรงไหนวะพาย หรือว่า... นายเขิน?" "ใครเขิน บ้าเปล่า!" ผมสวนกลับทันควัน เสียงสูงปรี๊ดจนเกินงามเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ "มือฉันนะ ไม่ใช่กาวตราช้าง จะได้มาติดกันหนึบหนับขนาดนี้ ปล่อยเลยนะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า..." "เห็นก็ดีสิครับ ผมจะได้ประกาศให้โลกรู้ไปเลยว่ามือเบสคนเก่งของวง ตอนนี้อยู่ในความดูแลของประธานชมรมดนตรีแล้ว" "ไอ้...!" ผมอยากจะยกบาทาขึ้นไปประทับรอยรองเท้าผ้าใบสีดำเท่ๆ ไว้บนหน้ากวนๆ ของมันจริงๆ ให้ตายเถอะ ปากคอเราาะร้ายแบบนี้ทำไมเวลาอยู่ต่อหน้าผมทีไร ถึงได้กลายเป็นหมาเด็กอ้อนเจ้าของทุกทีนะ แต่กระนั้น... ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลึกๆ ในอกข้างซ้าย มันมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังพองโตขึ้น ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กุมกันไว้ มันไม่ได้สร้างความอึดอัดเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับทำให้ผมรู้สึกมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมา ราวกับว่าโลกทั้งใบถูกย่อส่วนเหลือแค่เราสองคน เราเดินลัดเลาะผ่านโซนขายเครื่องดนตรี ทิวพาผมแวะดูเอฟเฟกต์กีตาร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ไดอะล็อกหยอกล้อเรื่องสเปกของเครื่องดนตรีดังสลับกับเสียงหัวเราะเบาๆ เคมีระหว่างเราสองคนมันชัดเจนเสียจนผมคิดว่า ถ้ามีใครเอาไมค์มาจ่อคงได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นตรงกันเป็นแน่แท้ ภาพของทิวที่ตั้งอกตั้งใจอธิบายข้อดีข้อเสียของอุปกรณ์ดนตรีด้วยแววตาเป็นประกาย มันทำให้ผมเผลอมองเพลินจนลืมตัว "มองขนาดนี้... อยากได้เป็นเจ้าของ หรืออยากได้คนยืนข้างๆ เป็นเจ้าของกันแน่ครับพาย" จู่ๆ เจ้าตัวก็หันขวับมาสบตาในระยะประชิด คำพูดหยอดแบบไม่ทันตั้งตัวทำเอาผมสำลักน้ำลายตัวเองแทบไม่ทัน "หลงตัวเองชะมัด! ใครจะไปอยากได้นายเป็นเจ้าของกัน เพ้อเจ้อ!" ผมสะบัดหน้าหนี พยายามดึงมือออกอีกครั้ง แต่คราวนี้ทิวกลับหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยอมคลายมือออกนิดหน่อย แต่เปลี่ยนมาเป็นการใช้นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือผมแผ่วเบาแทน ซึ่งมัน... โคตรจะโกงเลย! ทำไมแพรวพราวขึ้นทุกวันวะเนี่ย "โอเคๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้ครับ" ทิวยอมรามือด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ทรงพลังทำลายล้างสูง "แต่ห้ามปล่อยมือนะ จนกว่าจะถึงร้านไอศกรีมร้านโปรดของนาย... ถือว่าผมไถ่โทษเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดเมื่ออาทิตย์ก่อนก็แล้วกัน" ผมเหลือบมองมือที่ยังคงประสานกันอยู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างจำยอม "เออ... ก็ได้ แค่ถึงร้านไอศกรีมนะ" เราเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินในห้าง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความหวานชื่นที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าเด็กผู้ชายปากจัดสองคนจะมาถึงจุดนี้ได้ ความรู้สึกอึดอัดตอนแรกมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงจังหวะก้าวเดินที่สอดรับกันอย่างลงตัว ราวกับบทเพลงรักที่กำลังบรรเลงท่วงทำนองอันแสนไพเราะ ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปรวดเร็วกว่าที่คิด เมื่อเราเดินมาถึงหน้าโซนร้านค้าใกล้กับลานกิจกรรมกลางห้าง เสียงดนตรีสดและเสียงจอแจของผู้คนก็ถูกกลบด้วยเสียงเรียกคุ้นหูเสียงหนึ่ง ที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทจนทำให้ฝีเท้าของผมต้องหยุดชะงักกุนกอน "พี่ทิวคะ...?" ร่างบางในชุดเดรสสีขาวสะอาดตาของใครบางคนก้าวเข้ามาขวางทางเราไว้ รินยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเธอดูประหลาดใจเล็กน้อยระคนความเจ็บปวด เมื่อสายตาของเธอก้มลงมองเห็นภาพตำตา... ภาพมือของเราสองคนที่ยังคงกุมประสานกันไว้อย่างแนบแน่น ผมชะงักกึก หันไปสบตากับทิวที่หุบยิ้มฉับพลัน แววตาคมกริบของประธานหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาในเสี้ยววินาที และก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรออกมา รินก็กัดริมฝีปากแน่น เธอมองหน้าผมด้วยแววตาสั่นระริก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงในติดตรึง "พี่ทิว... ยังติดต่อกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ใช่ไหมคะ? คนที่ส่งรูปถ่ายคู่กับพี่มาให้รินดูเมื่อคืนนี้..." ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้นะครับ หวังว่าจะฟินและอินไปกับโมเมนต์มือชนมือของเจ้าพวกซึนคู่นี้ แล้วมาลุ้นตอนต่อไปด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%