"ถ้าจะเล่นโน้ตตัวนี้ด้วยอารมณ์แบบนั้น... ผมว่าไปนั่งดีดอยู่ในห้องนอนคนเดียวดีกว่าครับ ไม่ต้องมาเสียเวลาเพื่อนร่วมวง"
เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างของทิว ประธานชมรมดนตรีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและปากร้ายราวกรรไกรตัดผ้า ดังแทรกขึ้นกลางห้องซ้อมซะจนเสียงเบสของพายที่กำลังสั่นค้างต้องเงียบลงทันที บรรยากาศรอบตัวในห้องสี่เหลี่ยมเก็บเสียงขนาดใหญ่พลันลดอุณหภูมิลดฮวบลงจนติดลบ ผู้คนในวงต่างพากันกลืนน้ำลายเอื้อมมือไปจับขาไมค์หรือสายแจ็คของตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมฆที่ยืนถือไม้กลองอยู่หลังชุดกลอง ทำได้เพียงส่งสายตาเลิกลั่กสลับไปมาระหว่างเพื่อนสนิทสายเบสกับประธานชมรมจอมซึน
พายไม่ได้หันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายทันที นิ้วเรียวยาวที่เพิ่งดีดสายเบสลงไปเมื่อครู่ยังคงวางทาบอยู่บนเฟรตเบส เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ก่อนจะค่อยๆ วางเจ้าเบสตัวโปรดพิงลงกับขาตั้งอย่างใจเย็น ผิดวิสัยคนปากเก่งที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
ร่างโปร่งหันกลับมาเผชิญหน้ากับประธานหนุ่ม ดวงตากลมโตคมกริบจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากบางเฉียบ
"อ๋อเหรอครับ คุณประธาน" พายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทุกคำพูดกลับเชือดเฉือนบาดลึก "ผมนึกว่าหูคุณจะมีปัญหาซะอีก ถึงได้แยกไม่ออกระหว่างการตีความโน้ตใหม่กับความหงุดหงิดส่วนตัวที่คุณแบกเข้ามาในห้องซ้อมซะอีกนะครับ"
"พาย..." เมฆส่งเสียงปรามเบาๆ จากด้านหลัง แต่ไร้ผล
ทิวขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งกลับมาที่คนตรงหน้า ความโกรธระคนหึงหวงที่สะสมมาตั้งแต่เรื่องของรินเมื่อวานกำลังตีรวนอยู่ในอกจนแทบระเบิด แต่ปากเจ้ากรรมดันพูดออกไปในทางตรงกันข้ามกับหัวใจที่คลั่งแทบตาย
"อย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลยพาย ถ้าเล่นไม่ได้ดั่งใจที่ผมต้องการ คุณก็แค่ถอดแจ็คแล้วเดินออกไปซะ ชมรมเราไม่ได้บังคับให้คนอีगोสูงมาเล่นร่วมกับคนอื่นหรอกนะ"
"อ้อ! งั้นเหรอครับ?" พายแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาไหววูบไปชั่วขณะด้วยความเจ็บแปลบที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความยโส "งั้นก็ยินดีด้วยนะครับที่คุณจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าผมอีก... เพราะต่อจากนี้ ผมจะไปเล่นในที่ที่คนเขา *เห็นค่า* ของเสียงดนตรีมากกว่ามานั่งฟังคำพูดแย่ๆ จากคนปากเสียอย่างคุณ!"
สิ้นคำประกาศิต พายก็คว้ากระเป๋าเป้สะพายหลังขึ้นมาพาดบ่าอย่างไม่ลังเล แม้ในใจจะกรีดร้องโหยหาอ้อมกอดหรือคำง้อจากคนตรงหน้าสักแค่ไหน แต่ทิฐิและศักดิ์ศรีมันค้ำคอจนเกินกว่าจะยอมแพ้ ร่างโปร่งก้าวเท้าฉับๆ ผ่านหน้าทิวไปโดยไม่ชายตาแลแม้แต่น้อย เสียงประตูกระแทกปิดลงดัง *ปัง!* สะท้อนก้องไปทั่วห้องซ้อม ดึงสติทุกคนให้ตื่นจากความอึมครึม
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทิวยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความรู้สึกชาหนบวกกับความสำนึกผิดพุ่งเข้าจู่โจมจนหายใจแทบไม่ออก ภาพแผ่นหลังบางที่เดินจากไปเมื่อครู่เหมือนมีดกรีดลงบนอกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เหี้ยเอ๊ย..." ทิวสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียกับความปากหมาของตัวเอง
เมฆถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางไม้กลองลงบนกลองสแนร์ด้วยความหงุดหงิดไม่แพ้กัน เดินตรงเข้ามาประชิดตัวประธานหนุ่มจอมซึนก่อนจะส่ายหัวช้าๆ
"มึงนี่มัน... ปากกับใจตรงกันบ้างเถอะวะไอ้ทิว" เมฆเอ่ยเสียงดุ "เขาก็แค่พยายามเล่นเพลงนั้นให้มันเข้ากับทิศทางที่วงควรจะเป็น แต่มึงดันเอาเรื่องรินมากระทบกระเทียบเขาเอง ตั้งแต่ยัยนั่นโผล่มาป้วนเปี้ยนในชมรม ชีวิตคู่ของพวกมึงก็รวนเรไปหมดแล้ว... ถ้ามึงยังทำตัวแบบนี้ ระวังจะเสียพายไปตลอดกาลจริงๆ นะเว้ย"
คำพูดของเมฆราวกับค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางแสกหน้า ทิวนิ่งงันไป เขารู้ดีว่าเมฆพูดถูกทุกประการ ความหึงหวงอย่างไร้เหตุผลและความปากแข็งของเขาเกือบจะทำลายทุกอย่างที่สร้างมาด้วยกันกับพาย พายไม่ใช่คนที่จะยอมทนกับความงี่เง่าของใครนานนักหรอก ถ้าเขาไม่รีบทำอะไรสักอย่าง... ทุกอย่างคงสายเกินแก้
"กูจะไปตามเขา" ทิวเอ่ยเสียงเครียด ตัดสินใจเด็ดขาด
"เออ รีบไปซะก่อนที่กูจะทนซัดหน้ามึงแทนพาย" เมฆพยักเพยิดไล่
ทิวไม่รอช้า เขาสลัดกีตาร์ออกจากตัวแล้ววางพิงไว้กับเก้าอี้ ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ วิ่งออกจากห้องซ้อมตามทิศทางที่พายควรจะเดินไป หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความกลัว... กลัวว่าคนตัวเล็กจะหายไปจากชีวิตของเขาจริงๆ
ทางด้านพาย ที่เดินหนีออกมาจากห้องซ้อมด้วยความรู้สึกเคืองโกรธผสมความน้อยใจจนขอบตาร้อนผ่าว ร่างโปร่งเดินมาหยุดอยู่ที่มุมอับสายตาใกล้กับสวนหย่อมหลังคณะศิลปกรรมศาสตร์ มือเรียวควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อกดเรียกรถกลับคอนโดฯ แต่ความพร่ามัวจากหยดน้ำใสๆ ที่เอ่อคลอเบ้าทำให้มองแทบไม่เห็นหน้าจอ
"ให้ตายสิ... ร้องไห้ทำไมวะเนี่ยพาย แกไม่ได้อ่อนแอนะเว้ย" พายพึมพำกับตัวเอง ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มลวกๆ ด้วยความเจ็บใจ
"รู้ตัวไหมครับ ว่าเวลาคุณร้องไห้... มันน่าตีขนาดไหน"
เสียงทุ้มคุ้นหูที่ดังขึ้นกะทันหันจากด้านหลัง ทำให้พายสะดุ้งสุดตัว ร่างโปร่งรีบหันขวับกลับไปมองทันทีด้วยความตกใจ และก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัวหรือเอ่ยปากไล่ ร่างสูงใหญ่ของทิวก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนแผ่นหลังของเขาชนเข้ากับกำแพงอิฐเปลือยของตึก วงแขนแข็งแรงยกขึ้นกั้นขนาบข้างไว้ทั้งสองฝั่ง ขังเขาไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างอ้อมกอดของคนใจร้าย
พายเบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำเต้นโครมครามไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยและแววตาสั่นระริกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของคนตรงหน้าต่างหาก
"นาย... ตามมาทำไม ถอยไปเลยนะ!" พายพยายามผลักอกอีกฝ่ายออก แต่ทิวกลับนิ่งสนิท ราวกับภูเขาหินที่ไม่มีวันขยับ
"ไม่ถอยครับ..." ทิวโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มแดงก่ำ สายตาคมกริบที่เคยดุดันเมื่อครู่ตอนนี้กลับฉายแววเวทนาและคลั่งรักจนปิดไม่มิด "ผมขอโทษ... เรื่องในห้องซ้อมเมื่อกี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาทำร้ายจิตใจคุณเลยนะพาย"
"คำขอโทษมันกินไม่ได้หรอกครับคุณประธาน!" พายเชิดหน้าขึ้นสู้ ดวงตากลมโตจ้องกลับอย่างดื้อรั้น แม้เสียงจะเริ่มสั่นเครือ "ในเมื่อคุณคิดว่าผมอีโก้สูงและน่ารำคาญนัก ก็ปล่อยผมไปสิ จะตามมาทำไมให้รกหูรกตา!"
ทิวหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตัวเล็ก ยิ่งใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นแรงราวกับกลองชุดในจังหวะโซโล่
"ที่ผมหงุดหงิด... ที่ผมปากร้ายใส่คุณ..." ทิวกระซิบเสียงพร่า แววตาอ่อนลงจนน่าใจหาย มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะปรากฏทำเอาพายถึงกับชะงักค้าง "ก็เพราะผมหึง... หึงจนแทบบ้า เวลาที่เห็นคุณไปยิ้มให้คนอื่น หรือเวลาที่คุณทำท่าเหมือนจะไม่แคร์ผมเลยสักนิดเดียว"
พายชะงักกึก ลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วแทบจะกระโดดออกมานอกอกเมื่อได้ยินคำสารภาพตรงๆ จากปากของคนปากแข็ง
"นาย..."
"ผมไม่ได้อยากให้รินกลับมามีอิทธิพลกับชีวิตผมเลยพาย..." ทิวพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยความจริงใจ มือหนาเลื่อนลงมาประคองข้างแก้มเนียนนุ่ม ปลายนิ้วโป้งลูบไล้เบาๆ ที่โหนกแก้มอย่างทะนุถนอม "คนเดียวที่ผมแคร์... คนเดียวที่ผมรักจนแทบคลั่ง ก็มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้นแหละครับ"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงรอบข้างเงียบหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นตรงกัน พายเม้มริมฝีปากแน่น สมองตื้อตันจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก ความโกรธเคืองที่สะสมมาสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความอุ่นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
ทิวเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงบและดวงตาอ่อนแสงลง เขาก็ยิ่งได้ใจ โน้มใบหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆ จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
"ถ้าคุณยังโกรธผมอยู่..." ทิวกระซิบชิดริมฝีปากของพาย เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าชวนใจสั่น "จะทำโทษผมยังไงก็ได้... แต่ได้โปรด อย่าเดินหนีผมไปไหนอีกเลยนะครับ"
พายหัวใจเต้นเตลิดจนควบคุมไม่อยู่ ดวงตากลมโตมองริมฝีปากของอีกฝ่ายสลับกับนัยน์ตาคู่คมที่ฉายแววเวงวอนและรักใคร่เต็มเปี่ยม มือเรียวที่เคยตั้งท่าจะผลักออก เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิร์ตบริเวณอกของทิวไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
จังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาใกล้บริเวณสวนหย่อม พร้อมกับเสียงเรียกชื่อของประธานหนุ่มที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
"ทิว! อยู่นี่เองเหรอ เมฆบอกว่านายวิ่งตามพายมา... เอ๊ะ!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นและอินไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มจะหวานปนดราม่าของทั้งคู่ในตอนนี้ แล้วมาเอาใจช่วยต่อในตอนหน้ากันนะครับ! - คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ)•ตอนที่ 21
สงครามเย็นกลางชมรม
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!