เสียงสายเบสเส้นที่สี่ถูกดีดกระแทกด้วยแรงอารมณ์จนเกิดเสียงทุ้มต่ำกังวานสะท้อนก้องไปทั่วห้องซ้อมดนตรีอับทึบ เมฆที่กำลังนั่งจูนกลองอยู่ถึงกับสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง ส่วนรินที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็พลอยชะงักฝีปากที่กำลังพ่นคำพูดกระทบกระแทกไปด้วยเช่นกัน
"เล่นอะไรของนายพาย เสียงมันเพี้ยนจนแก้วหูฉันจะแตกอยู่แล้วนะ" รินเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ พยายามทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทั้งที่สถานะในตอนนี้เป็นแค่คนนอกที่เดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของชมรม "ถ้าหงุดหงิดเรื่องที่ทิวเขาต้องไปเคลียร์งานเอกสารกับอาจารย์จนไม่มีเวลามาสนใจ ก็บอกกันตรงๆ สิ จะมาลงกับเครื่องดนตรีทำไมล่ะ"
พายไม่ได้ตวัดสายตากลับไปมองทันที เขายังคงก้มหน้าใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงสายเบสตัวโปรด ปล่อยให้แรงสั่นสะเทือนส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ฝ่ามือ ความเย็นเฉียบของโลหะตัดกับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังร้อนรุ่มเพราะความหงุดหงิดผสมความน้อยใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ให้คนที่พยายามเข้ามาปั่นประสาท
"เครื่องดนตรีมันไม่มีปากครับ มันเลยไม่รู้จะเถียงยังไงเวลาที่มีตัวน่ารำคาญมายืนเห่าหอนแถวนี้..." พายวางเบสลงบนขาตั้งอย่างเบามือ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปประชิดตัวรินทีละน้อยจนอีกฝ่ายต้องผถายหลังไปครึ่งก้าว "แต่ถ้าพูดถึงเรื่องไม่มีเวลา... ผมว่าคนที่ว่างงานจนต้องเดินมาส่องซอกหลืบชาวบ้านเขานี่แหละ น่าจะเอาเวลาว่างไปหาอะไรที่มีสาระทำมากกว่ามายืนเห่าแถวนี้รบกวนสมาธิคนอื่นนะครับ"
"นี่นาย!" รินหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
"พอได้แล้วริน"
เสียงทุ้มต่ำและติดจะหงุดหงิดดังแทรกขึ้นจากหน้าประตู ทิวในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกยืนขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ในห้องด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่เมื่อสายตามาหยุดอยู่ที่พาย มันก็อ่อนลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็วกว่าที่ใครจะทันสังเกต "ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าเรื่องระหว่างเรามันจบไปนานแล้ว และนี่คือห้องชมรมดนตรี ไม่ใช่ที่ที่เธอจะมาหาเรื่องใคร"
"ทิว... รินก็แค่วิตกกังวลเรื่องงานประกวด..."
"ถ้าไม่มีเรื่องเกี่ยวกับดนตรี ก็เชิญครับ" ทิวตัดบทเสียงเรียบ น้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใยจนรินเม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องโดยไม่ร่ำลา
ประตูห้องซ้อมปิดลงพร้อมกับความเงียบที่โรยตัวลงมาอย่างน่าอึดอัด เมฆที่นั่งดูเหตุการณ์มาตลอดรีบเนียนลุกขึ้นหยิบไม้กลองแล้วเดินเลี่ยงออกไปข้างนอกอย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้พื้นที่ตรงนี้เหลือแค่เขaาทั้งสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด
ทิวถอนหายใจยาว เดินเข้ามาใกล้พายที่ยังคงยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าสวยคมเชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับแมวพยศที่พร้อมจะตะปบมือใครก็ตามที่ยื่นเข้ามาใกล้เกินไป
"ยืนทำหน้าเป็นตูดหม้อทอดมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย" ทิวเปิดบทสนทนาด้วยประโยคกวนประสาทตามสไตล์ของเขา เพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียด แม้ว่าแววตาจะเป็นห่วงเป็นใยจนปิดไม่มิดก็ตาม
"แล้วมันเรื่องอะไรของคุณล่ะครับ" พายแค่นหัวเราะในลำคอ "จะไปสวีตกับแฟนเก่าหรือจะไปเคลียร์กันอีท่าไหน ผมก็เป็นแค่คนนอกชมรม... อ้อ ไม่สิ เป็นแค่เบสิคเกอร์รับจ้างเล่นแก้ขัดเท่านั้นแหละ อย่ามาใส่ใจเลย"
"ปากคอเรานี่มันน่าตีให้ก้นลายจริงๆ" ทิวก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกก้าว จนพายต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องซ้อมดนตรี ทิวใช้มือข้างหนึ่งค้ำผนังไว้ กักตัวอีกฝ่ายให้อยู่ในอ้อมแขน "หึงเหรอ?"
"ใครหึง! บ้าหรือเปล่า!" พายรีบปฏิเสธเสียงสูง ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอายปนโมโห มือเรียวพยายามดันอกแกร่งของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ทิวกลับยิ่งโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ
"ไม่ได้หึงแล้วทำไมควันออกหูขนาดนั้น หืม?" ทิวลดเสียงลงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยประกายความเอ็นดูที่ซ่อนอยู่หลังท่าทีดุดัน "ฉันเคลียร์กับรินชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่เธอกลับมาแล้วพาย... คนที่ฉันมอง คนที่ฉันสนใจ และคนที่ฉันอยากให้มายืนอยู่ข้างๆ บนเวที... มีแค่เธอคนเดียว เข้าใจไหมครับ"
หัวใจของพายกระตุกวูบ คำพูดห้วนๆ แต่จริงจังของคนตรงหน้าทำเอาคำเถียงนับร้อยที่เตรียมไว้กลืนหายลงคอไปหมด ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบกับแววตาจริงใจของทิว ความดื้อรั้นในตัวค่อยๆ ละลายหายไปทีละน้อยภายใต้สัมผัสและสายตาที่คลั่งรักจนเกินเยียวยาของประธานชมรมปากร้ายคนนี้
"ใครเขาอยากไปยืนข้างคุณกัน..." พายพึมพำเบาๆ เสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องเบือนหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้น
ทิวอมยิ้มบางๆ เขาไม่ได้คาดคั้นคำหวานอะไรออกจากปากดื้อๆ ของคนตรงหน้าอีก มือใหญ่เอื้อมไปคว้ากีตาร์โปร่งตัวเก่งที่พิงอยู่มุมห้องขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าพาย
"ถ้าไม่ยอมพูดดีๆ งั้นเรามาคุยกันด้วยวิธีนี้แทนแล้วกัน" ทิวพูดพร้อมกับส่งกีตาร์ให้พายรับไว้โดยอัตโนมัติ "เล่นเพลงที่เธอซ้อมอยู่เมื่อกี้ให้ฉันฟังหน่อยสิ... เพลงเดียวที่สื่อว่าเธอรู้สึกยังไงตอนนี้"
พายรับกีตาร์มาถือไว้ด้วยความงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองทิวที่ถอยหลังไปนั่งลงบนเก้าอี้สตูลตัวยาว พร้อมกับหยิบกีตาร์ของตัวเองขึ้นมาเตรียมพร้อมเช่นกัน ทิวไม่ได้บังคับให้เขาต้องเอ่ยปากสารภาพอะไรออกมาเป็นคำพูด แต่กลับเลือกใช้เสียงดนตรี ภาษาที่พวกเขาสื่อสารกันได้ดีที่สุด มากุมหัวใจของกันและกัน
นิ้วเรียวของพายเริ่มจรดลงบนสายกีตาร์ บรรเลงคอร์ดเพลงช้าๆ ที่ซ่อนความรู้สึกวุ่นวายใจเอาไว้ ทิวมองรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของพาย ก่อนจะดีดคอร์ดตามในจังหวะที่ประสานกันอย่างลงตัว เสียงดนตรีโปร่งใสไร้คำพูดใดๆ ดังประสานก้องไปทั่วห้องซ้อม เป็นบทสนทนาผ่านเสียงเพลงที่เข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดนับร้อยคำ
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ทิวส่งยิ้มละมุนที่นานๆ ครั้งจะได้เห็นให้พาย ขณะที่มือยังคงดีดกีตาร์ไปพร้อมกับสายตาที่บ่งบอกความรู้สึกทั้งหมดที่มี พายเองก็เผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ความรู้สึกน้อยใจและขัดเคืองก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงดนตรี
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศหวานซึ้งทันที ก่อนที่ประตูห้องซ้อมจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของเมฆที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ทิว! พาย! แย่แล้วเว้ย! เกิดเรื่องใหญ่ที่หอประชุมใหญ่แล้ว!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นและอินไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในตอนนี้ แล้วมาเอาใจช่วยต่อในตอนหน้ากันนะครับ! - คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ)•ตอนที่ 22
เพลงเดียวที่สื่อใจ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!