ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ)•ตอนที่ 27

แกล้งคืนด้วยความหอม

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"บอกมาก่อนว่าเมื่อวานไปยืนคุยอะไรกับยัยรินที่ข้างตึกคณะบริหารมาตั้งนานสองนาน" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวขาพ้นประตูห้องชมรมดนตรี โดยไม่ต้องหันไปมองหน้า ผมก็รู้ว่าเป็นใคร... เจ้าของร่างสูงในเสื้อฮู้ดสีดำตัวโปรดที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างด้วยท่าทีมาดมั่น ทิว... ประธานชมรมดนตรีผู้เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นก็แต่เรื่องความขี้หึงที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มตามไม่ทันแล้วครับ ผมถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับวางกระเป๋าเบสลงบนโซฟาตัวยาว ปรายตามองคนปากแข็งที่ชอบทำเป็นตีหน้าขรึมกลบเกลื่อนความร้อนรนในแววตาคู่นั้น "ยืนคุยเฉยๆ ครับ ไม่ได้มีอะไรกอไผ่หักอย่างที่ท่านประธานคิดหรอกน่า" ผมตอบเสียงเรียบ นั่งลงแล้วไขว้ห้างมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมุมปากที่จงใจกวนประสาทให้หงุดหงิดเล่น "หึ! แค่ยืนคุยเฉยๆ ทำไมต้องทำหน้าทำตาเหมือนโลกจะแตกด้วยล่ะ... แล้วนั่น เสื้อตัวนี้มันอะไร ทำไมวันนี้ถึงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวบางเฉียบแถมยังปล่อยชายเสื้อล่ำสันออกมาแบบนั้นวะ" ทิวหรี่ตามองเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวที่ผมหยิบมาใส่ในวันนี้ สีหน้าของเขาบึ้งตึงขึ้นอีกสองสเต็ปจนแทบจะกลายเป็นยักษ์ปักหลั่นเข้าไปทุกที "ก็อากาศมันร้อนครับคุณประธาน หรือว่าคุณทิวจะกรุณาถอดเสื้อผ้าของคุณมาให้ผมเปลี่ยนแทนดีล่ะครับ?" ผมยิ้มยั่ว พยักพเยิดหน้าไปทางร่างสูงที่ตอนนี้ขบกรามแน่นจนสันนูน ทิวแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวผมด้วยความเร็วชนิดที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือผมแล้วดึงเข้าหาตัวจนแผ่นอกของเราแทบจะแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นมี้นต์จางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มของผมอย่างจัง จนหัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติเริ่มรวนเร "ปากดีนักนะพาย... อยากโดนดีใช่ไหม?" เสียงกระซิบพร่าต่ำชิดริมหูทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "เฮ้ย! อะไรเนี่ย ปล่อยนะโว้ย" ผมพยายามยื้อข้อมือตัวเองกลับ แต่มีหรือที่แรงมือของมือเบสอย่างผมจะสู้แรงของมือกีตาร์ดีกรีนักกีฬาเก่าอย่างเขาได้ ทิวไม่ได้ปล่อยครับ หนَำซ้ำเขายังโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน "บอกมาดีๆ ว่าเมื่อวานยัยนั่นมันพูดอะไรกับนาย" ทิวถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น แววตาคมกริบคู่นั้นฉายความกังวลลึกๆ ที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทางเก๊กขรึม "เขาก็แค่มารำลึกความหลัง... บอกว่าเสียดายที่เคยปล่อยคนอย่างนายไปแค่นั้นเองครับ พอใจหรือยัง?" ผมจงใจหยิบประโยคนี้ขึ้นมาพูดเพื่อดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้า และก็ไม่ผิดหวังเลยครับ... คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ ทิวพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด "ไร้สาระชะมัด... ฉันเคยบอกเธอชัดเจนตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเราจบกัน และตอนนี้..." ทิวเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาคมกริบมองลึกลงมาในดวงตาผม ประโยคถัดมาถูกกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก "ฉันมีเจ้าของแล้ว และเด็กดื้อคนนี้ก็หวงมากด้วย ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้เลยสักนิด" ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้ชอบทำให้ผมใจสั่นด้วยคำพูดบ้านๆ แบบนี้ทุกทีสิน่า! ทั้งที่เมื่อกี้ยังทำหน้าเป็นยักษ์อยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับส่งสายตาคลั่งรักมาให้จนผมต้องรีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ห้ามไว้ไม่อยู่ "ใครเป็นเจ้าของนาย ทุเรศ..." ผมพึมพำเสียงเบา แสร้งทำเป็นจัดปกเสื้อให้เรียบร้อยเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน "อ้าว! ปากแข็งเหรอ?" ทิวหัวเราะในลำคออย่างชอบใจเมื่อเห็นใบหูผมขึ้นสีแดงจัด มือหนาที่เคยจับข้อมือผมเปลี่ยนมาเป็นคว้าขวดน้ำหอมขวดโปรดของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาแทน "นายจะทำอะไร..." ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อเห็นท่าทางเจ้าเล่ห์ในแววตาของอีกฝ่าย "ก็... ลงโทษเด็กปากเก่งไง" ทิวพูดหน้าตาเฉย ก่อนจะกดหัวสเปรย์น้ำหอมกลิ่นวู้ดy แอนด์ สไปซี่ ที่หอมเย้ายวนเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว ฉีดพ่นละอองความหอมฟุ้งกระจายไปในอากาศรอบตัวผม สัมผัสเย็นเฉียบของละอองน้ำหอมที่พรมลงบนเนื้อผ้าเชิ้ตสีขาวทำให้ผมต้องสะดุ้งเฮือก กลิ่นหอมละมุนแต่ทว่ามีความเซ็กซี่นิดๆ ของไม้หอมและอำพันกระจายตัวฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนแทบจะกลืนกินกลิ่นกายของผมไปจนหมดสิ้น "เฮ้ย! ทิว! นายฉีดอะไรใส่เสื้อฉันเนี่ย!" ผมร้องเสียงหลง รีบยกมือขึ้นปัดป้องเสื้อตัวเอง แต่กลิ่นหอมนั้นกลับติดแน่นทนนานราวกับถูกเคลือบไว้ด้วยเวทมนตร์ "จะได้รู้ไงว่าเสื้อตัวนี้มีเจ้าของแล้ว..." ทิวโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กระซิบข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าหวานจนผมแทบละลาย "เวลาเดินไปไหนมาไหน คนอื่นจะได้รู้ว่ากลิ่นนี้มันเป็นของฉัน... ห้ามให้ใครเข้าใกล้เด็ดขาด เข้าใจไหมครับเด็กดี" ผมเม้มริมฝีปากแน่น สมองตื้อตันไปหมดด้วยความเขินและความหมั่นไส้ระคนกัน กลิ่นน้ำหอมของทิวที่ติดอยู่บนอกเสื้อเสมือนเครื่องหมายตีตราจองกลายๆ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นของหวงของพ่อหนุ่มคนนี้ไปโดยปริยาย ยิ่งคิดก็ยิ่งหน้าเห่อร้อนขึ้นจนแทบระเบิด ก๊อกๆๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานชวนเลี่ยนในห้องชมรม ทิวจำใจต้องผละตัวออกห่างจากผมอย่างเสียดายเล็กน้อย แต่สายตายังคงจ้องมองผมด้วยความคาดโทษ "เข้ามา" ทิวปรับเสียงกลับมาเป็นโหมดประธานชมรมผู้เคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างของเมฆ เพื่อนสนิทสายปั่นของผมที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เต็มใบหน้า เมฆกวาดสายตามองผมกับทิวสลับกันไปมาด้วยท่าทางจับผิด ก่อนที่จมูกโด่งๆ จะทำฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น "อูuuuu... กลิ่นอะไรวะเนี่ย หอมฟุ้งทะลุออกมาถึงหน้าห้องเลย ประธานทิวครับ สเปรย์ปรับอากาศหมดหรือไง ถึงต้องมาฉีดน้ำหอมกลิ่นเดียวกับตัวเองใส่เพื่อนผมเนี่ย หื้ม?" เมฆเอ่ยแซวทันทีด้วยน้ำเสียงลอยชายตามสไตล์คนชอบเผือก ผมหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม รีบหันไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิทตัวดีที่ทำหน้าทะเล้นไม่รู้ร้อนรู้หนาว "เผือกจริงๆ นะเมฆ แกอยากโดนไม้เบสฟาดหัวสักทีไหม?" ผมกัดฟันขู่ "อุ๊ย! ดุจังวะ สงสัยเมื่อกี้โดนฉีดยาแรงใส่เสื้อ กลิ่นความคลั่งรักเลยฟุ้งกระจายกลบกลิ่นเบสหมดแล้วมั้งเนี่ย" เมฆยังคงไม่หยุดหยอกล้อม ทิวยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้ปฏิเสธคำแซ่บๆ ของเมฆแต่อย่างใด ซ้ำยังก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกก้าวแล้วกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน "ติดใจกลิ่นฉันล่ะสิ... ไว้คืนนี้ค่อยมาเติมน้ำหอมให้ใหม่บนห้องฉันนะ" ผมสะดุ้งสุดตัว เหล่ตามองค้อนคนฉวยโอกาสที่ลอยหน้าลอยตาทำเป็นไม่รู้ไม่ช้า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวแรงจนแทบจะกระout ออกมาจากอก ในจังหวะที่ผมกำลังจะอ้าปากสวนกลับคำพูดหน้าไมอายของพ่อหนุ่มมาดนิ่ง สายตาของผมก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนบังอยู่ตรงกระจกบานใสหน้าห้องซ้อมดนตรี... รินกำลังยืนมองเข้ามาข้างในด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ก่อนที่เธอจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพผมกับทิวที่ยืนชิดกันในระยะประชิดไว้ทันที! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับเสียงเพลงและหัวใจของพวกเรานะครับ "คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง"
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%