ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ)•ตอนที่ 13

ทริปค่ายดนตรี

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"ถ้าจัดกระเป๋าแค่นี้แล้วบอกว่าพร้อมไปค่ายดนตรี ผมว่านายเอาเวลาไปซ้อมจับคอร์ด F ให้รอดก่อนดีกว่าไหมพาย" เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวเท้าขึ้นมาบนรถบัสคันใหญ่ของชมรมดนตรี ทิว ประธานชมรมสุดเนี๊ยบที่วันนี้สลัดคราบเสื้อเชิ้ตนักศึกษามาใส่เสื้อฮู้ดสีดำสนิท นั่งไขว่ห้างกอดอกส่งสายตาพิฆาตมาให้ผมจากเบาะแถวหน้าสุด มือหนากำลังควงไม้กลองในมือเล่นอย่างสบายอารมณ์ ทั้งที่รู้ว่าผมเพิ่งแบกเบสตัวโปรดวิ่งหน้าตั้งขึ้นรถมาหมาดๆ ผมหรี่ตามองคนปากเสียที่ชอบหาเรื่องแซะผมได้ทุกวี่ทุกวันตั้งแต่เปิดเทอม ยักไหล่ใส่หนึ่งทีแล้วเดินดุ่มๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งเบาะแถวถัดไปโดยไม่คิดจะต่อปากต่อคำด้วยให้เสียพลังงาน "ปล่อยมันเหอะน่าท่านประธาน ปากร้ายแบบนี้เดี๋ยวก็เจอโรคกรรมตามสนองโดนเบสฟาดหัวเข้าสักวัน" เมฆที่เดินตามหลังผมมาตบไหล่ทิวเบาๆ สองทีแบบเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างผมแล้วหัวเราะคิกคัก "ว่าแต่... จัดผังที่นั่งยังไงวะเนี่ย ทำไมกูต้องมานั่งเบียดมึงด้วยเนี่ยพาย เบสก็ใหญ่ ตัวก็หนา อึดอัดโว้ย" "ถ้าบ่นมากมึงก็ลงไปวิ่งตามรถสิครับเมฆ" ผมสวนกลับทันควันพลางควักหูฟังขึ้นมาเสียบ บรรยากาศบนรถบัสเริ่มคึกคักเมื่อสมาชิกชมรมทยอยขึ้นมาจนเต็มคัน เป้าหมายของเราคือรีสอร์ทติดเชิงเขาบรรยากาศสุดชิลล์สำหรับจัดค่ายฝึกซ้อมดนตรีประจำปี แม้ปากผมจะบอกว่ารำคาญเสียงบ่นของทิว แต่สายตากลับเผลอชำเลืองมองกระจกมองข้างของคนขับที่สะท้อนภาพใบหน้าด้านข้างของประธานชมรมอยู่บ่อยครั้ง ทิวในยามที่สวมหูฟังและก้มหน้าจดโน้ตเพลงลงในสมุด มันมีเสน่ห์บางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ... เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้หมั่นไส้พอกๆ กับความปากร้ายของเขานั่นแหละครับ รถบัสเคลื่อนตัวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงเพลงคลอเบาๆ จากวิทยุหน้ารถ การเดินทางใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงเต็ม จนกระทั่งพวกเรามาถึงรีสอร์ทเป้าหมาย ลมเย็นๆ กลิ่นอายของธรรมชาติและไอฝนจางๆ ปะทะเข้ากับใบหน้าทันทีที่ก้าวลงจากรถ "เอาล่ะทุกคน ฟังทางนี้!" เสียงทรงพลังของทิวประกาศกร้าวเรียกความสนใจจากสมาชิกทุกคนที่กำลังยืนงงกับกองสัมภาระ "เนื่องจากห้องพักในรีสอร์ทมีจำนวนจำกัด และทางคณะกรรมการได้ทำการจับฉลากจับคู่รูมเมทเรียบร้อยแล้ว ห้ามโวยวาย ห้ามเปลี่ยนคู่เด็ดขาด เพราะนี่คือบททดสอบความสามัคคีของพวกเรา!" ผมยืนกอดอกพิงเสาไม้ มองดูทิวประกาศรายชื่อด้วยรอยเหยียดมุมปากนิดๆ จนกระทั่ง... "คู่สุดท้าย... พาย กับ ทิว" ผมชะงัก หันขวับไปมองหน้าคนประกาศทันที "เดี๋ยวนะครับประธาน เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?" ทิววางกระดาษในมือลง เดินสาวเท้าเข้ามาใกล้ผมทีละก้าว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักสวยคู่นั้น "หูหนวกเหรอครับพาย หรือสมองประมวลผลช้า? นายได้นอนห้องเดียวกับฉัน... สองต่อสอง" "ผมขอเปลี่ยนคู่!" ผมสวนกลับเสียงแข็งทันที ไม่มีทางที่ผมจะยอมไปติดเกาะอยู่ในห้องเดียวกับอีตานี่แน่ๆ มีหวังประสาทกินตายพอดี "กฎคือกรกฎ เปลี่ยนไม่ได้" ทิวโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องเอนตัวหนีโดยอัตโนมัติ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ปะทะเข้ากับจมูกจนหัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะ "หรือว่า... นายกลัวว่าจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวเวลาอยู่ใกล้ฉันสองต่อสองกันแน่ล่ะ มือเบสปากเก่ง" "เหอะ! หลงตัวเอง" ผมเบือนหน้าหนีซ่อนรอยแดงที่เห่อขึ้นร้อนผ่าวตรงพวงแก้ม ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางของตัวเองกระแทกไหล่เขาเดินดุ่มๆ หาห้องพักทันที ท่าท่ามกลางเสียงแซวระงมของพวกเพื่อนๆ ในชมรมที่ส่งเสียงเชียร์กันสนั่น ห้องพักหมายเลข 404 เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนส่วนตัว ด้านหลังติดลำธารเล็กๆ ที่มีเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ บรรยากาศเงียบสงบจนน่าประหลาดใจ ทันทีที่ผมไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ก็ต้องกุมขมับเมื่อพบว่าภายในห้องมีเตียงนอนแค่เตียงเดียว... เตียงเดี่ยวขนาดใหญ่หนานุ่มที่ตั้งอยู่กลางห้อง ให้ตายเถอะ! นี่มันแผนการบ้าอะไรของอีตาประธานโรคจิตนี่กันเนี่ย! ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของทิวที่ผลักเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ เขาโยนกระเป๋าเดินทางลงข้างเตียง ก่อนจะถอดเสื้อฮู้ดออกเหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวบางแนบเนื้อที่ชุ่มเหงื่อจากการยกของ กล้ามเนื้อลอนสวยใต้ร่มผ้าทำเอาผมต้องรีบเบนสายตาหนีไปทางอื่นอย่างเสียอาการ "มองอะไรครับ หน้าฉันมีรอยเปื้อนเหรอ" ทิวเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาท เดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนผมต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนติดกับผนังห้องเย็นเฉียบ "เปล่า... แค่เหม็นหน้าคนแถวนี้" ผมเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ว่าหัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม ทิวไม่พูดเปล่า เขายกมือขึ้นทาบกับผนังห้อง กักตัวผมไว้ตรงกลางวงแขน ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับต้องการจะค้นหาความลับบางอย่าง "ปากเก่งจังนะพาย... เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่ทำไมพออยู่กับฉันสองคนทีไร นายถึงได้เงียบเป็นเป่าสากทุกที" "ใครเงียบ? หลบไปเลยนะเว้ย ผมจะไปจัดกระเป๋า" ผมพยายามดันอกแกร่งของเขาออก แต่แรงมนุษย์หุ่นนักดนตรีอย่างเขามันต่างจากผมลิบลับ ทิวขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้มจนขนลุกซู่ "ไม่อยากจัดตอนนี้หรอก..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังอยู่ข้างหู ทำเอาสติสตางค์ที่สะสมมาทั้งวันกระเจิงหายไปในพริบตา "ฉันมีเรื่องอื่นที่อยากทำมากกว่า" "ไอ้ทิว... อื้อ..." คำพูดทุกคำถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนประกบลงมาปิดริมฝีปากของผมอย่างอารมณ์ชั่ววูบและตั้งใจ มันไม่ใช่แค่การสัมผัสผิวเผิน แต่เป็นจูบที่เอาแต่ใจ ดุดัน และแฝงไปด้วยความโหยหาที่เขาเก็บงำมานาน สมองผมขาวโพลน มือทั้งสองข้างที่พยายามจะผลักอกเขาออกในตอนแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อยืดของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว รสชาติหวานปนความดื้อรั้นที่เขาชิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ผมแทบละลายคาอ้อมแขน ในวินาทีที่ผมกำลังจะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสนั้น เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเสียงตะโกนโหววกเหวกของเมฆก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ "ไอ้พาย! ไอ้ทิว! พวกมึงอยู่ในห้องนั้นไหมวะ! ออกมาช่วยกูยกของหน่อยเร็วจารย์เรียกประชุมด่วนแล้วโว้ย!" ทิวผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างเสียดาย ดวงตาคมปลาบมองริมฝีปากบวมเจ่อของผมด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะโน้มตัวกระซิบเบาๆ ที่ข้างใบแดงก่ำของผม "รอดตัวไปนะมือเบส... แต่คืนนี้ เราเคลียร์กันยาวแน่" ผมหอบหายใจโยนตัวออกจากวงแขนเขา หน้าแดงแจ๋ด้วยความเขินอายและโกรธปนกัน รีบหันหลังคว้ากระเป๋าโดยไม่กล้าสบตาคนเจ้าเล่ห์แม้แต่นิดเดียว ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาฟินและลุ้นไปกับโมเมนต์หัวใจจะวายด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%