ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ)•ตอนที่ 37

ความเงียบที่น่ากลัว

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"เข้ามาทำไมไม่เคาะประตูวะ... ไม่เห็นเหรอว่าคนเขากำลังเคลียร์ป้องกันพื้นที่ส่วนตัวกันอยู่" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดเจือจางแต่กลับสั่นพร่าเล็กน้อยของทิว ดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ดนตรีที่แคบและอับทึบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นฝุ่นจางๆ บนสายกีตาร์ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ บรรยากาศรอบตัวมันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าลมหายใจอุ่นๆ ของคนตัวสูงกว่ารดลงบนปลายจมูกของผมอย่างจัง ผม—พาย มือเบสมาดเท่ที่ปกติไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยืนหลังชนเข้ากับชั้นวางโน้ตเพลงโดยมีร่างสูงของประธานชมรมดนตรีอย่างทิวค้ำยันแขนกักตัวไว้ทั้งสองข้าง หัวใจในอกเต้นโครมครามราวกับมีวงกลองชุดมาตั้งบรรเลงร็อกแอนด์โรลอยู่ข้างใน หน้าของผมร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ปกติผมเป็นคนหน้าหนาพอตัว แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเกินกว่าจะควบคุมสปีดความนิ่งของตัวเองได้ "ก็... ก็ใครใช้ให้ล็อกประตูห้องซ้อมตอนกลางวันแสกๆ ล่ะครับ" ผมหลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาอย่างมีความหมาย พยายามเถียงกลบเกลื่อนความประหม่าด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นแข็งกร้าว "แล้วนี่... ถอยออกไปเลยนะ ตัวหนักเป็นหมีควาย ทับลงมาได้..." "ปากดีจริงนะ" ทิวแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มนั้นแหบพร่ากว่าปกติจนผมต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาคมกริบของคนตรงหน้าไล่สายมองตั้งแต่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของผม ลงมาที่ลำคอขาว แล้ววนกลับมาสบตาตรงๆ อีกครั้ง "เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่เลย ทำไมตอนนี้เสียงสั่นล่ะครับคุณมือเบส" "ใครสั่น... บ้าเปล่า" ผมเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้รู้ว่าใบหน้าตัวเองตอนนี้คงแดงแจ๋จนปิดไม่มิดแล้ว ทิวขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเราแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ ความเงียบงันที่โรยตัวอยู่รอบตัวเราในตอนนี้มันไม่ใช่ความเงียบแบบสงบสุข แต่มันคือความเงียบที่น่ากลัว... ความเงียบที่ขับเน้นเสียงหัวใจของกันและกันให้ดังชัดเจนเสียจนน่าตกใจ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ย้อนกลับเข้ามาในหัวผมอย่างห้ามไม่ได้ ตอนที่ผมสะดุดล้มแล้วทิวพุ่งเข้ามาคว้าตัวไว้จนเราล้มทับกันลงไปบนพื้นพรม ก่อนที่เขาจะรีบพลิกตัวขึ้นมาคร่อมผมไว้เพื่อไม่ให้ผมกระแทกกับชั้นเหล็ก สายตาที่เขาใช้มองผมในเสี้ยววินาทีนั้นมันเต็มไปด้วยความตกใจ ความเป็นห่วง และบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด สัมผัสอุ่นจากมือใหญ่ที่โอบเอวผมไว้เพื่อพยุงตัวยังคงหลงเหลือความรู้สึกไว้บนผิวเนื้อผ่านเนื้อผ้า แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้แตะต้องตัวผมโดยตรงแล้วก็ตาม แต่มวลความร้อนจากร่างกายของเขาก็ยังคงแผ่ซ่านเข้ามาจนผมรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ทิวถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เขากลืนก้อนความรู้สึกบางอย่างลงคอ ก่อนจะค่อยๆ ขยับถอยหลังออกไปช้าๆ ปล่อยให้ผมเป็นอิสระจากพันธนาการทางสายตาและร่างกาย ร่างสูงยืดตัวขึ้นเต็มความสูง มือหนายกขึ้นเสยผมสีเข้มของตัวเองที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยอย่างลวกๆ สายตาที่เขามองมายังคงมีความซับซ้อนซ่อนอยู่ "ไปหยิบเบสของนายมาได้แล้ว เมฆกับพวกนั้นคงรออยู่ที่ห้องซ้อมใหญ่แล้วมั้ง" ทิวพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์เดิม แต่หูทั้งสองข้างของเขากลับแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด—ไอ้ท่าทีปากแข็งแต่ใจสั่นนี่มันแก้ไม่หายจริงๆ ผมยืนนิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ พยายามจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะคว้ากระเป๋าใส่เบสโปรดขึ้นมาสะพายไหล่ "รู้แล้วน่า ไม่ต้องมาสั่ง... ประธานจอมเผด็จการ" "ถ้ายังพูดมาก เดี๋ยวฉันจะลงโทษด้วยวิธีอื่นแทนการบ่นนะ" ทิวหันมามองค้อนด้วยหางตา ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ที่นานๆ ทีจะได้เห็น ท่าทางแบบนั้นมันทำให้ใจผมกระตุกวูบไปอีกรอบ เราเดินออกจากห้องเก็บอุปกรณ์ดนตรีด้วยความเงียบที่แตกต่างไปจากเดิม ความอึดอัดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศประหลาดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่มองไม่เห็น ทุกครั้งที่ไหล่ของเราเดินเบียดกันตามทางเดินแคบๆ ของตึกชมรม หัวใจมันก็พาลจะเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อๆ พอเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องซ้อมใหญ่ เมฆที่นั่งดีดกีตาร์โปร่งอยู่มุมห้องก็เงยหน้าขึ้นมามองทันที ดวงตาเจ้าเล่ห์ของเพื่อนสนิทกวาดสายตามองผมกับทิวสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่เดาความคิดออกได้ทันที "อ้าว... ไปหยิบเบสกันอีท่าไหนวะ ทำไมหน้าแดงกันทั้งคู่เลย ประธานทิว... หน้าพายเหมือนคนเพิ่งวิ่งรอบสนามบอลมาเลยนะ มึงพาเพื่อนกูไปทำอะไรในห้องแคบๆ นั้นวะ" เมฆเปิดฉากแซวทันทีตามสไตล์สายปั่นประจำกลุ่ม "เงียบปากไปเลยไอ้เมฆ ถ้ามึงยังไม่อยากให้กีตาร์โปร่งตัวโปรดของมึงไปนอนเล่นในถังขยะ" ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิททันทีเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ "อุ๊ย! ดุจังวะ สงสัยเมื่อกี้โดนดุมาเยอะ เลยเอามาลงที่กู" เมฆหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ดีดคอร์ดกีตาร์โปร่งเสียงใสปิ๊งออกมาเป็นจังหวะสนุกสนาน "เอ้าๆ เลิกเขินกันได้แล้วพวกมึง เพลงใหม่ที่เราจะใช้แข่งในงานมหาลัยสัปดาห์หน้ายังซ้อมไม่ลงตัวเลย ทิว... มึงมานี่เลย มาดูท่อนโซโล่ท่อนนี้หน่อย ดิฉันเล่นยังไงก็ไม่เข้ามือสักที" ทิวพยักหน้ารับ เดินเข้าไปหาเมฆที่หน้าขาตั้งโน้ตเพลงโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่สายตาคมกริบนั้นยังแอบเหลือบกลับมามองผมที่ยืนอยู่ข้างตู้แอมป์เป็นระยะๆ เคมีประหลาดระหว่างเรามันลอยฟุ้งอยู่ในห้องซ้อมจนคนอื่นๆ ในวงเริ่มสังเกตเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักอะไรมากไปกว่าการตั้งหน้าตั้งตาซ้อมดนตรีกันต่อ เสียงเบสทุ้มต่ำผสานกับเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงกลองชุดเริ่มบรรเลงประสานกันเป็นท่วงทำนองที่คุ้นเคย บรรยากาศความสดใสและพลังของเสียงเพลงช่วยดึงเอาสติและความเป็นมืออาชีพของเรากลับคืนมาทีละน้อย ผมหลับตาลงปล่อยให้ปลายนิ้วสัมผัสกับสายเบส ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดลงไปในตัวโน้ต ดนตรีคือภาษาเดียวที่ซื่อสัตย์ที่สุด มันไม่เคยโกหก และมันก็มักจะพูดแทนความรู้สึกในใจที่เราไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกมาตรงๆ เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ท่ามกลางเสียงเพลงและเสียงหัวoเราะเฮฮาของเพื่อนๆ ในชมรม ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ก็เริ่มเบาบางลง จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างตัวผมดังขึ้น *Rrr...* ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผมค้างเติ่งไปชั่วขณะ ข้อความจาก "ริน" อดีตคนคุยเก่าของทิวที่หายหน้าหายตาไปนาน ส่งตรงเข้ามาพร้อมกับรูปถ่ายและข้อความสั้นๆ ที่อ่านแล้วชวนให้หงุดหงิดใจ *[พาย... เธออยู่ตึกชมรมดนตรีใช่ไหม พอดีฉันมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับทิวเป็นส่วนตัวหน่อย ออกมาเจอหน่อยได้ไหม... หรือว่ากลัวว่าแฟนเธอจะหวง?]* ผมขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ ความรู้สึกหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจทันที ไม่ใช่เพราะกลัวอะไรทั้งสิ้น แต่เพราะความน่ารำคาญของผู้หญิงคนนี้ที่ชอบโผล่มาในเวลาที่ไม่สมควรจะโผล่มาที่สุด และที่สำคัญ... คำว่า "แฟนเธอ" ในข้อความนั้นมันชวนให้รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ในอกอย่างประหลาด ในขณะที่ผมกำลังจะกดล็อกหน้าจอเพื่อเมินข้อความนั้น เสียงก๊อกแก๊กที่ประตูก็
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมไม่ชอบคนง่าย(แต่ดันแพ้ทางคุณ) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%