ความเงียบงันในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองยามค่ำคืน ไม่เคยน่าสะพรึงกลัวเท่านี้มาก่อนค่ะ
เสียงกริ่งหน้าห้องที่ไม่มีการกดซ้ำ รองเท้าหนังราคาแพงที่ถูกถอดทิ้งอย่างไร้ระเบียบที่หน้าประตู และความมืดสลัวที่โรยตัวปกคลุมไปทั่วทุกมุมห้อง ภาคินัยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูททำงานสีเข้มปลดเนกไทออกอย่างลวกๆ มือหนากระชากคอเสื้อตัวเองเบาๆ เพื่อคลายความอึดอัด พร้อมกับกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบตัวด้วยความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นในอก
ปกติเวลานี้... กลิ่นหอมอ่อนๆ ของซุปอุ่นๆ หรือแม้แต่เงาร่างบอบบางที่มักจะนั่งรอเขาอยู่ที่โซฟาตัวยาวควรจะปรากฏแก่สายตา รสรินมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ... ผู้หญิงจืดชืด เจียมเนื้อเจียมตัว และเฝ้ารอเศษเสี้ยวความสนใจจากสามีอย่างเขาด้วยแววตาเวทมนตร์ที่เขาเคยนึกรำคาญใจ
ทว่าวันนี้... กลับมีความว่างเปล่าอย่างไร้เหตุผลเข้าต้อนรับเขา
"ริน..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อภรรยาออกไปอย่างไร้ความคาดหวัง ไร้ซึ่งการตอบรับ มีเพียงเสียงสะท้อนของความเงียบงันที่ตีกลับมาหาเจ้าของเสียง ภาคินัยแค่น 1 มุมปาก ความเย่อหยิ่งและทิฐิในใจทำให้เขาคิดเข้าข้างตัวเองในทันที
*คงจะงอนเรื่องเมื่อวานอีกสินะ...*
เขานึกถึงบทสนทนาอันเย็นชาและคำพูดตัดเยื่อใยที่เขาปาใส่เธอก่อนออกจากบ้านเมื่อหลายวันก่อน รสรินในสายตาของเขาเป็นเพียงผู้หญิงที่ไม่มีทางไปไหนได้พ้นอุ้งมือเธอแต่งงานกับเขาด้วยภาระผูกพันทางธุรกิจและบุญคุณจอมปลอม เธอไม่มีแม้แต่ครอบครัวที่อบอุ่นให้กลับไปพึ่งพา แล้วเธอจะกล้าบินหนีออกจากกรงทองหลังนี้ไปได้สักกี่น้ำกัน?
ความคิดนั้นทำให้เขายังคงนิ่งนอนใจ ภาคินัยเดินสาวเท้าเข้าห้องนอนใหญ่ด้วยท่าทางมั่นคง ความเหนื่อยล้าจากการประชุมมาราธอนทำให้เขาต้องการเพียงแค่การพักผ่อน แต่ทว่า... ทันทีที่ผลักบานประตูห้องนอนให้เปิดกว้าง ลมหายใจของเขากลับสะดุดกึก ราวกับมีใครเอาค้อนหนักๆ มาทุบลงกลางอก
ตู้เสื้อผ้าฝั่งของรสริน... ว่างเปล่า
ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเธอ รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับราคาถูกที่เธอสะสม หรือแม้แต่ครีมบำรุงผิวขวดเล็กๆ บนโต๊ะเครื่องแป้ง ทุกอย่าง... ถูกกวาดหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าไม่เคยมีผู้หญิงที่ชื่อรสรินอาศัยร่วมชายคาเดียวกันมานานนับปี
หัวใจของประธานหนุ่มกระตุกวาบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงสันหลัง ร่างสูงก้าวฉับๆ ไปเปิดลิ้นชักตู้เก็บเอกสารสำคัญ เอกสารหย่าที่เขาเคยยื่นคำขาดและขู่บังคับให้เธอเซ็นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน... บัดนี้ มันไม่ได้นอนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว
บนโต๊ะเครื่องแป้งหินอ่อน มีเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆ สีขาวสะอาดตา วางทับด้วยแหวนเพชรเม็ดเล็กที่เขาเคยโยนให้เธอเป็นของขวัญวันแต่งงานอย่างไร้เยื่อใย
ภาคินัยรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยมือที่เผลอสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว ลายมือบรรจงและเป็นระเบียบของรสรินปรากฏแก่สายตา
*“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมาค่ะคุณคิน... และยินดีด้วยนะคะที่คุณเป็นอิสระแล้ว”*
สั้นๆ เพียงแค่นั้น แต่กลับบาดลึกกรีดแทงลงมาในความรู้สึกของคนอ่านจนชาหนึบ ภาคินัยกำกระดาษแผ่นนั้นในมือแน่นจนยับยู่ยี่ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันมั่วสุม ทั้งโกรธเกรี้ยว หงุดหงิด และ... หวาดหวั่นอย่างประหลาดที่ระเบิดขึ้นในช่องอก
"เธอคิดจะเล่นเกมอะไรของเธอ รสริน!"
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันอย่างเกรี้ยวกราด เขาขว้างกระดาษแผ่นนั้นลงกับพื้นอย่างไร้ความปรานี ทิฐิอันสูงส่งและศักดิ์ศรีของความเป็นผู้นำตระกูลใหญ่คอยกระซิบเตือนสติว่า เธออาจจะแค่เรียกร้องความสนใจ ออกไปพักโรงแรมแถวนี้สักคืนสองคืนเพื่อให้เขาง้อ
ใช่... เธอไม่มีทางไปไหนได้หรอก ผู้หญิงอ่อนแออย่างเธอน่ะหรือจะกล้าเผชิญโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว?
แต่กระนั้น... ความกระวนกระวายใจที่แปลกประหลาดกลับเริ่มกัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ ร่างสูงคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมากดโทรออกหาเบอร์คุ้นเคยที่เขาไม่เคยใส่ใจจะโทรหาตลอดเวลาสามปีของการแต่งงาน
*ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...*
เสียงสัญญาณดังยาวนานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไร้ซึ่งการตอบรับจากปลายสายราวกับจะตอกย้ำความจริงอันน่ารำคาญใจ
"เวรเอ๊ย!"
ภาคินัยสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อเสียงระบบอัตโนมัติแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้ เขาโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงนอนหนานุ่มเสียงดังสนั่น ก่อนจะเสยผมสีเข้มของตนเองลวกๆ ด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เดินวนไปวนมาภายในห้องที่กว้างขวางแต่กลับรู้สึกอ้างว้างจนน่าประหลาด
ความเงียบงัดในคืนนี้ไม่ได้แปลว่าเธอสยบยอม... แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยครั้งแรก ว่ากำแพงที่เคยมีเขาเป็นศูนย์กลาง บัดนี้ได้พังทลายลงโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวเสียแล้ว
และในขณะที่ภาคินัยกำลังจะคว้ากุญแจรถเพื่อออกไปตามหาภรรยาตามความดื้อรั้นของตัวเอง เสียงข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันลับทางธุรกิจและภาพถ่ายปริศนาจากเบอร์แปลกก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง
ภาพของรสริน... อดีตภรรยาผู้จืดชืดที่เขากำลังตามหา กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนอยู่ในอ้อมแขนของ "กันตภัทร" ศัตรูคู่อาฆาตทางธุรกิจของเขา พร้อมกับเด็กชายตัวน้อยวัยเตาะแตะหน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาราวกับส่องกระจกเงา!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเข้มข้นในตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 4
ความว่างเปล่าที่เพิ่งสังเกต
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!