หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 25

รอยยิ้มของลูกคือจุดอ่อน

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กชายวัยสองขวบดังประสานกับเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งอย่างสนิทสนม มันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่เธอคุ้นเคยจากพี่กันต์... คนที่คอยสร้างรอยยิ้มให้สองแม่ลูกเสมอมาในยามที่โลกใบนี้ใจร้ายกับเธอ รสรินชะงักฝีเท้า ปลายนิ้วที่ถือถุงกระดาษบรรจุขนมปังโฮลวีตชาวันนี้สั่นเทาจนเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น หัวใจของเธอกระตุกวูบ ดิ่งหล่นลงไปถึงตาตุ่มราวกับมีใครเอาค้อนหนักๆ มาทุบลงกลางอก ภาพตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน ภายในพื้นที่สวนสาธารณะส่วนตัวของคอนโดมิเนียมหรู ภาคินัย อดีตสามีผู้เคยประกาศกร้าวว่าเกลียดเด็กและไม่เคยแยแสแม้กระทั่งการมีตัวตนของเธอ กำลังนั่งยองๆ บนพื้นสนามหญ้าสีเขียวขจี เนื้อตัวของเขาที่ปกติจะต้องสวมสูทเนี๊ยบราคาแพง บัดนี้กลับถอดเสื้อสูทออกเหลือเพียงเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นเหนือข้อศอก เนกไทถูกปลดออกอย่างไร้ระเบียบ และที่สำคัญที่สุด... บนตักกว้างของประธานหนุ่มผู้เย็นชาและเย่อหยิ่งคนนั้น กำลังมีร่างเล็กป้อมของ "น้องรัน" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอนั่งหัวเราะร่าเริงอยู่ "ฮ่าๆ คุณป๋า... สูงอีก! สูงอีกฮะ!" เสียงใสแจ๋วของลูกชายตะโกนก้องอย่างชอบใจ ขณะที่มือเล็กๆ ป้อมๆ ทั้งสองข้างกำลังเอื้อมไปคว้าจับเนกไทที่ห้อยรอมร่อของภาคินัยมาเล่นเป็นม้าโยก รสรินแทบหยุดหายใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก สายตาจับจ้องไปที่ภาพความสนิทสนมนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรันพัวพันกันจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ความโกรธเกรี้ยว ความหวาดกลัว และความเจ็บปวดในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันลงไปในหลุมลึก กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหายใจรดต้นคออีกครั้ง ทำไม... ทำไมเขาถึงเข้าหาลูกของเธอได้ง่ายดายถึงเพียงนี้? ทำไมเด็กน้อยที่เธอเลี้ยงดูฟูมฟักมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา ถึงได้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้ชายใจร้ายคนนั้น ราวกับมีสายใยบางๆ ที่มองไม่เห็นผูกพันกันไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน? *สายเลือด...* คำคำนี้พุ่งวาบขึ้นมาในหัวจนรสรินรู้สึกคลื่นไส้ ต่อให้เธอจะพยายามป้องปنينลูกชายจากเขามากแค่ไหน ต่อให้เธอจะตีตัวออกห่างและย้ายหนีไปไกลสุดขอบฟ้าเพียงใด แต่สัญชาตญาณความเป็นพ่อลูกและพันธุกรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบเลือนได้ด้วยคำพูดเย็นชาเพียงไม่กี่คำ ภาคินัยเงยหน้าขึ้นจากร่างเล็กของเด็กชาย ดวงตาคมกริบทรงอำนาจที่เคยทอดมองเธอด้วยความดูแคลนและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนอย่างที่รสรินไม่เคยพบเห็นมาก่อนในยามที่เขาอยู่กับเธอ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึกของเขา—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่น และ... ความตระหนักรู้บางอย่างที่ทำให้รสรินต้องรีบก้าวเท้าเข้าไปหาด้วยสัญชาตญาณของแม่เสือหวงลูก "น้องรัน! มานี่ค่ะลูก!" เสียงหวานเอ่ยเรียกออกไปอย่างร้อนรน แม้เธอจะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็ตาม เด็กชายวัยสองขวบสะالدเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงมารดา ดวงตากลมโตถอดแบบมาจากภาคินัยราวกับพิมพ์เดียวกันหันมามองตามเสียง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วพยายามจะดิ้นลงจากตักของภาคินัยเพื่อวิ่งมาหาเธอ "หม่าม้า! หม่าม้าขา ดูสิฮะ คุณป๋าใจดีมากเลย เล่นรถไฟกับรันด้วย!" น้องรันส่งเสียงเจื้อยแจ้วด้วยความตื่นเต้น สองขาป้อมวิ่งเตาะแตะเข้ามาหารสรินแล้วโผเข้ากอดเอวบางไว้แน่น พร้อมกับเงยหน้าขึ้นฟ้องด้วยแววตาเป็นประกายบริสุทธิ์ไร้เดียงสา รสรินย่อตัวลงโอบกอดร่างเล็กของลูกชายเข้าสู่อ้อมอก สัมผัสได้ถึงไออุ่นและหัวใจดวงน้อยที่เต้นระรัว เธอใช้มือเรียวบางลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มของลูกชายอย่างทะนุถนอม สายตาคมปลาบราวกับใบมีดหันไปจ้องมองผู้ชายที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นสนามหญ้าอย่างไม่เกรงกลัว ภาคินัยค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงสง่าในชุดเชิ้ตสีขาวที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยไม่ได้ลดทอนความน่าเกรงขามของเขาลงเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้ามาใกล้สองแม่ลูกช้าๆ ทิ้งระยะห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้รสรินรู้สึกอึดอัดจนเกินไป แต่สายตาคู่คมนั้นกลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอและลูกชายสลับกันไปมาด้วยความหมายลึกซึ้ง "คุณเข้ามาใกล้ลูกฉันทำไม?" รสรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแข็งกร้าว เธอกระชับอ้อมแขนที่โอบกอดน้องรันให้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าจะมีใครมาพรากแก้วตาดวงใจนี้ไปจากอก "ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับรสริน..." ภาคินัยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ผิดกับมาดประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งในอดีตอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมคายคู่นั้นทอดมองเธอนิ่งนาน "ผมแค่นั่งอยู่ที่ม้าหิน แล้วเด็กผู้ชายคนนี้ก็วิ่งเข้ามาหาผมเอง... แกเข้ามาถามผมว่า รถของเล่นที่ผมถืออยู่คือรุ่นอะไร" หัวใจของรสรินกระตุกวูบ เธอรู้ดีว่าลูกชายของเธอเป็นเด็กชื่นชอบรถยนต์ขนาดไหน และมักจะเดินไปทักทายคนแปลกหน้าที่มีของเล่นแปลกๆ เสมอ แต่เธอกลับไม่คาดคิดเลยว่า... คนแปลกคนที่ลูกชายเข้าไปทัก จะดันเป็นอดีตสามีผู้ให้กำเนิดที่เธอพยายามกีดกันออกไปจากชีวิต "แกไม่รู้จักคุณ... และคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาเข้าใกล้ลูกของฉัน ถอยไปค่ะ" รสรินกัดฟันกรอด พยายามสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียงไม่ให้ความอ่อนแอเล็ดลอดออกไปให้เขาเห็น "ไม่มีสิทธิ์เหรอครับ ริน..." ภาคินัยทวนคำเสียงแผ่ว รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนเป็นความขมขื่นลึกล้ำ เขาก้าวเข้ามาใรอีกหนึ่งก้าว จนรสรินต้องผถอยหลังโดยอัตโนมัติ "เด็กผู้ชายคนนี้เรียกผมว่า 'คุณป๋า' ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน... รินคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะครับ?" "บังเอิญ!" รสรินสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "เด็กสองขวบจะไปรู้อะไร! เขาแค่พูดตามประสาเด็กที่เห็นผู้ใหญ่ใจดีซื้อของให้เท่านั้นแหละ อย่าสำคัญตัวผิดไปเลยค่ะ คุณภาคินัย!" "บังเอิญงั้นเหรอ..." ภาคินัยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความเจ็บปวดที่เขาต้องแบกรับมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา "เด็กคนนี้หน้าตาเหมือนผมทุกกระเบียดนิ้ว น้ำเสียง รอยยิ้ม แม้กระทั่งนิสัยที่ชอบต่อเลโก้จนดึกดื่น... รินจะบอกผมว่าทั้งหมดนี่คือ 'ความบังเอิญ' อย่างนั้นเหรอครับ?" รสรินนิ่งงัน คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่าที่ยังไม่ทันจะตกสะเก็ด เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกอัดอั้นตันใจแล่นพล่านขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายคนนี้เด็ดขาด "ต่อให้ใช่แล้วยังไงคะ?" รสรินเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ แววตาแข็งกร้าวฉายชัดถึงความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกสะสมมาเนิ่นนาน "ในเมื่อคุณเป็นคนปฏิเสธเด็กคนนี้ตั้งแต่เขายังอยู่ในท้อง ในเมื่อคุณเป็นคนผลักไสไล่ส่งพวกเราให้ออกไปจากชีวิตของคุณเอง... แล้วตอนนี้คุณมีสิทธิ์อะไรมาทวงถามความเป็นพ่อ? สิทธิ์นั้นมันหมดไปตั้งแต่รินเซ็นใบหย่าให้คุณแล้วค่ะ!" คำพูดที่เฉียบคมและไร้เยื่อใยนั้นทำให้ภาคินัยชะงักงัน ร่างสูงใหญ่เซถอยหลังไปเล็กน้อยราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอกจนเขาแทบหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าทุกคำที่เธอกล่าวมานั้นคือความจริง—ความจริงอันโหดร้ายที่เกิดจากความโง่เขลาและความเย่อหยิ่งของตัวเขาเองในอดีต "ผมรู้ว่าผมมันเลว..." ภาคินัยเอ่ยเสียงสั่นพร่า ดวงตาคู่คมแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดที่อัดแน่นเต็มอก "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับรินมันไม่มีวันให้อภัยได้... แต่รินครับ ให้โอกาสผมได้แก้ตัว ได้ทำหน้าที่พ่อ ได้ชดเชยเวลาที่เสียไป... ได้ไหม?" "ไม่ได้ค่ะ!" รสรินตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว น้ำเสียงของเธอดุดัน เด็ดเดี่ยว และไร้ซึ่งความลังเลใจใดๆ ทั้งสิ้น "รินเลี้ยงลูกคนนี้ด้วยตัวคนเดียวได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินหรือความสงสารจากผู้ชายใจร้ายอย่างคุณ! และรินไม่มีวันยอมให้คุณเข้ามาพรากความสุขของลูกไปเด็ดขาด!" "หม่าม้า... รันเจ็บ..." เสียงเล็กๆ ของน้องรันที่ถูกกอดแน่นจนเกินไปเอ่ยประท้วงเบาๆ ทำให้รสรินต้องคลายอ้อมแขนลงด้วยความตกใจ เธอรีบก้มลงตรวจสอบร่างกายของลูกชายด้วยความห่วงใย ลืมตัวไปชั่วขณะว่ากำลังเผชิญหน้ากับใครอยู่ ในจังหวะนั้นเอง... เสียงทุ้มคุ้นเคยของใครอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของสวนสาธารณะ พร้อมกับก้าวเดินที่มั่นคงเข้ามาประชิดตัว "ริน... เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ? ผมเห็นคุณหายมานานเลยเดินมาตาม" กันตภัทรปรากฏตัวขึ้นในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองสบายๆ ใบหน้าหล่อเหลาและอบอุ่นฉายแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นรสรินยืนเผชิญหน้าอยู่กับภาคินัย และเมื่อสายตาของนักธุรกิจหนุ่มคู่แข่งกวาดไปเจอร่างของภาคินัยที่ยืนอยู่ตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงทันทีราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงหลายองศา ภาคินัยหันขวับไปมองผู้มาใหม่ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนเดินเข้ามา... กันตภัทร... ผู้ชายที่คอยอยู่เคียงข้างรสรินและคอยดูแลประคบประหงมลูกชายของเขามาตลอดหลายเดือนที่เธอหายตัวไป "นาย..." ภาคินัยกัดฟันกรอด สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนน่ากลัว กันตภัทรไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อท่าทีคุกคามนั้นแม้แต่น้อย เขากลับก้าวเข้ามาขวางระหว่างภาคินัยกับรสรินไว้ครึ่งหนึ่งอย่างเป็นสุภาพบุรุษ ก่อนจะส่งยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากให้คู่อริทางธุรกิจและหัวใจ "อ้าว คุณภาคินัย... บังเอิญจังนะครับ ที่มาเดินเล่นแถวบ้านของ *ครอบครัว* เรา" กันตภัทรจงใจเน้นเสียงคำว่า *ครอบครัว* อย่างชัดถ้อยชัดคำ เพื่อตอกย้ำสถานะของตนเองและเตือนสติให้อีกฝ่ายรู้ว่าใครกันแน่คือคนที่อยู่เคียงข้างรสรินในวันที่เธอไร้ค่าในสายตาของภาคินัย คำพูดนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึ่ง... ภาคินัยพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของกันตภัทรทันทีด้วยความโกรธเกรี้ยวที่เกินกว่าจะควบคุม บรรยากาศรอบตัวระอุเดือดขึ้นมาในพริบตาเดียว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของรสรินและเสียงร้องไห้งอแงของน้องรันที่ตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ทว่า... ในวินาทีที่หมัดหนาของภาคินัยกำลังจะเงื้อขึ้นซัดเข้าที่ใบหน้าของกันตภัทรนั้นเอง สายตาของภาคินัยก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อกันหนาวของเด็กชายในอ้อมอกของรสริน มันคือภาพถ่ายโพลารอยด์แผ่นเล็กๆ ที่ถูกถ่ายเก็บไว้เมื่อไม่นานมานี้... ในภาพนั้น... รสรินกำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข โดยมีกันตภัทรโอบกอดไหล่เธอไว้อย่างแนบชิดจากด้านหลัง และตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง... คือรอยยิ้มของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังชูนิ้วทำท่าหัวใจส่งให้กล้อง โดยมีลายมือหวัดๆ เขียนไว้ที่ด้านหลังภาพด้วยปากกาหมึกสีดำว่า... *"พ่อกันต์ แม่ริน น้องรัน — ครอบครัวของเรา"* ภาคินัยชะงักค้าง หมัดที่เงื้อไว้ตกลงข้างลำตัวทันทีราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความช็อกระคนเจ็บปวดเจียนตาย เมื่อตระหนักได้ว่า... ตำแหน่ง 'พ่อ' ที่เขาพยายามวิ่งตามหาและโหยหามันมาตลอด บัดนี้... มีชายอื่นครอบครองไปเสียแล้ว --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ — รสรินกลิ่นกำมะหยี่
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%