หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 9

สืบประวัติอดีตภรรยา

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
“ผมต้องการข้อมูลทั้งหมดของเธอ... ทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้กระทั่งประวัติส่วนตัวตั้งแต่เด็กจนโต” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความกระวนกระวายใจอย่างปิดไม่มิดดังขึ้นภายในห้องทำงานหรูหราระบบอัจฉริยะ ภาคินัยกดตัดสายโทรศัพท์มือถือหลังจากออกคำสั่งเด็ดขาดกับเลขาคนสนิท ดวงตาคมกริบสีนิลเข้มทอดมองออกไปนอกกระจกใสบานยักษ์ที่สะท้อนภาพตึกระฟ้าของมหานครยามค่ำคืน แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ภายในห้วงความคิดของเขากลับไม่ใช่ทัศนียภาพอันสวยงาม หากแต่เป็นแผ่นหลังบอบบางระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงของดีไซเนอร์สาวมือหนึ่งจากปารีส—ผู้หญิงที่ทำให้หัวใจด้านชาของเขาเกิดรอยร้าวขึ้นมาอย่างประหลาด กลิ่นกายหอมละมุนจางๆ ที่ติดตรึงอยู่ปลายจมูก ท่วงท่าการเดินที่เชิดหยิ่งและเต็มไปด้วยความมั่นใจ รวมถึงดวงตากลมโตคู่สวยที่มองมาด้วยความเย็นชาไร้เยื่อใย... ภาพเหล่านั้นมันซ้อนทับกับใครบางคนในอดีต คนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งอย่างไร้ความปรานี คนที่เขาเคยเอ่ยปากไล่ออกจากบ้านหลังใหญ่โตโดยไม่เคยเหลียวแลว่าเธอจะไปซุกหัวนอนที่ไหน และที่สำคัญที่สุด... คนที่เขาเคยตราหน้าว่าเป็นแค่นักโทษกักขังอิสรภาพในชีวิตแต่งงานที่ไร้ความรัก รสริน... อดีตภรรยาที่เขาไม่เคยใส่ใจแม้แต่จะจดจำใบหน้าของเธอให้ขึ้นใจ เวลาล่วงเลยไปเกือบสามปีเต็ม นับตั้งแต่คืนวันที่พายุกระหน่ำและเธอหายสาบสูญไปพร้อมกับเอกสารใบหย่าที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน ภาคินัยในวันนั้นจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอมียี่ห้อลิปสติกโปรดคืออะไร หรือเวลาร้องไห้เธอจะมีเสียงสะอื้นแบบไหน รู้ตัวอีกที... บ้านหลังนั้นก็ว่างเปล่า ไร้เงาของภรรยาในนาม ไร้เสียงบ่นออดอ้อน (ที่เขาเคยรำคาญนักหนา) และไร้ซึ่งลมหายใจของความอบอุ่น จนกระทั่งโชคชะตาหรือความโหดร้ายบางอย่าง นำพาเขากลับมาพบเธออีกครั้งในฐานะ ‘มาดามริน’ ตัวแม่แห่งวงการแฟชั่นระดับประเทศ ผู้หญิงที่ไม่ได้อ่อนแอและรอคอยความเมตตาจากเขาอีกต่อไป ก๊อกๆๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่บานประตูไม้เนื้อดีจะถูกเปิดออกโดยเลขาหนุ่มคู่ใจ ภาณุ ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือถือแฟ้มเอกสารสีดำสนิทแนบไว้ที่อก แววตาของเลขาคนสนิทเต็มไปด้วยความลังเลและความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด จนคนที่นั่งรออยู่หลังโต๊ะทำงานต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ “ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง?” ภาคินัยเอ่ยถามเสียงเข้ม ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานด้วยความร้อนรน “ครับ... นาย” ภาณุกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าผู้เป็นนาย “ผมไปสืบประวัติเชิงลึกของของคุณริน... ดีไซเนอร์สาวคนที่เรากำลังจะเซ็นสัญญาด้วย มาเรียบร้อยแล้วครับ” “แล้วไงต่อ? เธอเป็นใครมาจากไหน ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าเธอนัก” ภาคินัยยื่นมือไปเปิดแฟ้มเอกสารนั้นด้วยความหงุดหงิดกับลีลาอึกอักของลูกน้อง ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวหนังสือและรูปถ่ายที่ถูกปริ้นต์ออกมาอย่างละเอียด ภาพถ่ายใบแรกคือภาพโปรไฟล์ของเธอในนิตยสารชื่อดัง ภาพที่สองคือประวัติการศึกษาต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่ปารีส และภาพที่สาม... ภาพถ่ายบัตรประชาชนใบเก่าที่ถูกสแกนเอาไว้ในระบบทะเบียนราษฎร์ พรึบ! ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ สมองของภาคินัยขาวโพลนจนแทบหยุดทำงาน ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งมั่นคงกลับเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือหนาที่ถือแฟ้มเอกสารสั่นเทาจนกระดาษด้านในร่วงหล่นกระจายเกลื่อนพื้น ชื่อ-นามสกุล: นางสาวรสริน วงศ์สุริยัน (สกุลเดิม) / รสริน ธนากุล (สกุลหลังสมรส) สถานะ: หย่าร้างตามกฎหมาย (เมื่อ 3 ปีก่อน) “ระ... รสรินอย่างนั้นเหรอ?” เสียงทุ้มแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอของประธานหนุ่ม ราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ หัวใจข้างซ้ายบีบตัวเข้าหากันอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง “เธอ... เธอคือรินเมียเก่าของฉันอย่างนั้นเหรอภาณุ!” “ใช่ครับนาย...” ภาณุก้มหน้าหลบสายตาดุดันที่เต็มไปด้วยความช็อกระคนเจ็บปวด “คุณรินคืออดีตภรรยาของคุณภาคินัยจริงๆ ครับ หลังจากที่เธอหย่ากับคุณเมื่อสามปีก่อน เธอเดินทางไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสทันทีโดยทุนส่วนตัว และใช้เวลาเพียงสองปีสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นดีไซเนอร์มือทองระดับท็อปของยุโรป ก่อนจะย้ายกลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ที่บริษัทของเราในตอนนี้ครับ” ทุกถ้อยคำของเลขาหนุ่มเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงบนศีรษะของภาคินัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพความทรงจำเก่าๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ม้วนเก่าที่ฉายซ้ำ ภาพวันที่เธอยืนถือซองเอกสารใบหย่าด้วยดวงตาสแดงก่ำ ภาพที่เธอเคยเอ่ยปากขอความเห็นใจแต่เขาปัดป่ายอย่างไร้เยื่อใย ภาพที่เขาเคยบอกว่า *‘เธอไม่มีค่าพอที่จะเป็นแม่ของลูกฉัน’*... เดี๋ยวนะ... ลูกของฉันงั้นเหรอ? ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ภาคินัยเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อนึกถึงคำพูดของผู้เป็นแม่และเหตุการณ์ในอดีต วันที่เธอย้ายออกจากบ้าน ท้องของเธอนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยหรือไม่? ในตอนนั้นเขาโง่เง่าเกินกว่าจะสังเกต เขาคิดแค่ว่าเธอคงอ้วนขึ้น หรือเป็นแค่ชุดรุ่มร่ามที่เธอชอบใส่! “แล้ว... แล้วลูกล่ะ!” ภาคินัยพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของภาณุด้วยความบ้าคลั่ง นัยน์ตาคมแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “เด็กคนนั้น... รินท้องใช่ไหม! เธอท้องก่อนจะไปปารีสใช่หรือเปล่าภาณุ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!” “นายครับ... ใจเย็นๆ ก่อนครับ” ภาณุพยายามแกะมือแกร่งออกด้วยความยากลำบาก “เรื่องเด็ก... ผมกำลังสืบอยู่ครับ แต่มีรายงานจากคนสนิทของคุณรินว่า เธอมีเด็กผู้ชายวัยสองขวบกว่าคอยตามติดไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา และเด็กคนนั้น...” “เด็กคนนั้นหน้าตาเหมือนฉันใช่ไหม!” ภาคินัยตะคอกลั่นห้อง หัวใจเต้นรัวระทึกจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความรู้สึกผิดบาป ความสำนึกผิด และความโหยหาถาโถมเข้ามาซัดกระหน่ำจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก โลกทั้งใบพังทลายลงมาตรงหน้า เมื่อตระหนักได้ว่า... ตนเองได้ทำลายครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุดด้วยมือของตัวเอง และที่แย่ไปกว่านั้น เขากำลังเดินเข้าไปหาหลุมพรางการแก้แค้นที่อดีตภรรยาตระเตรียมไว้ต้อนรับอย่างสาสม ก๊อกๆๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งขัดจังหวะความคลุ้มคลั่งภายในห้อง ภาณุสะดุ้งโหย่งรีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้ช่วยสาวหน้าห้อง “ท่านประธานคะ... มีแขกไม่ได้รับเชิญมาขอพบค่ะ เธอแจ้งว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่ที่จะต้องปรึกษาคุณคินเป็นการส่วนตัวในคืนนี้ค่ะ” ภาคินัยหอบหายใจหนักหน่วง พยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยเยือกเย็นตามวิสัยนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล แม้ว่าภายในใจจะร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา “ใคร?” เขาเค้นเสียงถามลอดไรฟัน “คุณรสรินค่ะ... เธอยืนรออยู่หน้าห้องทำงานของคุณตอนนี้เลยค่ะ” สิ้นคำพูดของผู้ช่วย ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับเรียวปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงสดก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้องทำงานของเขา ใบหน้าสวยเฉี่ยวเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมกวาดมองอดีตสามีที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ทั้งเย้ยหยัน ท้าทาย และ... เต็มไปด้วยความสะใจ “ไงคะคุณภาคินัย... ดูท่าทางคุณจะตกใจมากเลยนะ ที่เห็นดิฉันมายืนอยู่ตรงนี้” รสรินแย้มยิ้มเยือกเย็น น้ำเสียงหวานใสแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจเอ่ยทักทายสามีเก่าผู้เคยเหยียบย่ำเธอให้จมดิน “หวังว่าประวัติที่เลขาของคุณเพิ่งรายงานไป คงจะทำให้คุณ... นอนไม่หลับไปตลอดคืนนี้เลยสินะคะ” ภาคินัยก้าวขาไม่ออก ราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยความรู้สึกผิดบาปและเสน่ห์อันเย้ายวนที่ทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่าของหญิงตรงหน้า แต่ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปคว้ามือเธอเพื่อเอ่ยคำขอร้องอ้อนวอน เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยวัยเตาะแตะก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูที่เปิดแง้มไว้ “ม้ามี๊ฮะ... คุณป้าคนสวยบอกว่า ให้มารอตรงนี้ช่ะป่ะฮะ” เสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบเศษดังขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ในชุดเอี๊ยมยีนส์ที่วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาเกาะชายกระโปรงของรสริน ดวงตากลมโตเป็นประกายใสแจ๋ว จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากภาคินัยราวกับพิมพ์เดียวกันอย่างไรอย่างนั้น! ภาคินัยทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นห้องโดยไม่สนศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเด็กน้อยเอียงคอสงสัยแล้วมองตรงมาที่เขา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาลมหายใจของประธานหนุ่มหยุดชะงักไปชั่วขณะ “อ๊ะ! คุณลุงหน้าดุคนนั้น... ทำไมหน้าเหมือนป๋าป๊าในรูปถ่ายของผมจังเลยล่ะฮะม้ามี๊?” รสรินย่อตัวลงลูบผมนิ่มของลูกชายด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีที่กำลังน้ำตาคลอเบ้าด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก “รู้จักลูกชายของฉันหรือยังคะ... คุณภาคินัย?” —————————— ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าเผ็ดร้อนและบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าเดิมแน่นอนค่ะ! — รสรินกลิ่นกำมะหยี่
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%