ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมสีฟ้าของเด็กชายวัยกำลังน่ารักยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงซากประตู ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และรูปปากที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา ทำให้ประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งถึงกับยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อตระหนักได้ว่า... เด็กน้อยคนนี้คือสายเลือดเนื้อเชื้อไขแท้จริงของเขาที่ซ่อนเร้นมาตลอดสองปีเต็ม
"หม่าม้าฮะ... คนพวกนี้เสียงดังจัง รันตกใจหมดเลย"
เสียงใสแจ๋วที่เอื้อnเอ่ยออกมานั้นราวกับสายธนูอาบยาพิษที่พุ่งปักเข้ากลางใจของภาคินัยเข้าอย่างจัง มือหนาที่กำหมัดแน่นข้างลำตัวสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกมึนงงระคนตื่นตระหนกตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพของเด็กชายตัวน้อยตรงหน้าซ้อนทับกับภาพในอดีต ภาพวันที่เขาเคยปัดป้องความรับผิดชอบ ภาพวันที่เขาเคยไล่ไสส่งหญิงสาวผู้เป็นภรรยาให้ออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย โดยไม่เคยรู้เลยว่า... เธอกำลังอุ้มท้องสายเลือดของเขาไว้ในยามที่โลกทั้งใบพังทลายลงมา
รสรินสะดุ้งสุดตัว รีบก้าวเท้าเข้าไปดึงร่างป้อมของลูกชายเข้าสู่อ้อมอกอย่างปกป้อง สองมือสั่นระริกโอบกอดเด็กชายไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะมีใครมาพรากแก้วตาดวงใจนี้ไปจากอก สายตาที่เคยอ่อนโยนยามมองลูกแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบราศมีดโกนทันทีที่เงยขึ้นสบตากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนตะลึงงันอยู่เบื้องหน้า
"อย่ามามองลูกฉันด้วยสายตาน่าขยะแขยงแบบนั้นนะคะ ภาคินัย"
น้ำเสียงของรสรินเย็นเยียบและเฉียบคม บาดลึกจนผู้ฟังถึงกับสะท้าน ร่างบางก้าวออกมาบังร่างของน้องรันไว้มิดชิด ราวกับแม่นกปกป้องลูกน้อยจากเหยี่ยวร้าย
ภาคินัยรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉานใหญ่ด้วยความจริงที่เพิ่งกระจ่าง ชายหนุ่มกวาดสายตามองเด็กชายในอ้อมอกของอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ ทั้งเจ็บปวด ทั้งโหยหา และละอายใจจนแทบไม่กล้าสบตา สองปีที่ผ่านมา... เขาใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองในคฤหาสน์หลังใหญ่โดยไม่เคยรู้เลยว่า เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองต้องเติบโตมาในความยากลำบาก ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่เขาเป็นคนหยิบยื่นให้เธอกับมือ
"ริน..." ภาคินัยเปล่งเสียงออกมาได้อย่างยากเย็น ลำคอแหบผาก รisระโหยโรยแรงจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล "นี่... ลูกของเราใช่ไหม ริน ลูกของเราใช่ไหม..."
"ลูกฉันค่ะ!" รสรินตัดบทด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่ไร้หยดน้ำตา มีเพียงความเคียดแค้นชิงชังที่อัดแน่นจนล้นปรี่ "เขาเป็นลูกของฉันคนเดียว เป็นเด็กผู้ชายที่เกิดมาจากหยาดเหงื่อ ความยากลำบาก และความเจ็บปวดเจียนตายที่นายเป็นคนมอบให้! อย่าได้อาจเอื้อมใช้คำว่า 'ของเรา' กับเด็กคนนี้เลยค่ะ ภาคินัย เพราะในวันที่ฉันอ้อนวอนขอความเมตตาจากนาย นายเคยเห็นค่าชีวิตของเด็กในท้องฉันบ้างไหม!"
คำพูดแต่ละคำราวกับสายฝนที่โปรยปรายลงบนกองเพลิงแห่งความสำนึกผิด ภาคินัยรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก หน้าอกข้างซ้ายบีบรัดจนเจ็บแปลบ เขาก้าวเท้าเข้าไปหาอดีตภรรยาอย่างลืมตัว หวังจะเอื้อมมือไปสัมผัสร่างเล็กของลูกชายที่แอบอยู่ข้างหลังเธอ
"ถอยไป!" รสรินตวาดลั่น พร้อมกับปัดมือหนานั้นออกอย่างไม่ใยดี ดวงตาคู่คมจ้องมองเขาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ "อย่าแม้แต่จะใช้มือสกปรกคู่นั้นแตะต้องลูกฉัน! นายไม่มีสิทธิ์... ได้ยินไหมคะว่าคนอย่างนายมันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่ตรงนี้!"
"ริน... พี่ขอโทษ..." สองคำนี้ที่เขาไม่เคยคิดจะเอ่ยปากพูดตลอดชีวิตการแต่งงาน บัดนี้กลับถูกพรั่งพรูออกมาด้วยความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจ "พี่สำนึกผิดแล้ว... ให้โอกาสพี่ได้ชดใช้ ได้ทำหน้าที่พ่อเถอะนะ ให้พี่ได้ดูแลลูก... และดูแลเธอ..."
"ชดใช้เหรอคะ?" รสรินหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยันเย้ยและขื่นขม จนคนที่ฟังรู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงกระดูกดำ "ความเจ็บปวดที่ฉันกับลูกต้องเจอ มันเอาอะไรมาแลกก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ นายคิดว่าเงินทองอำนาจของนายจะซื้อความรู้สึกที่ตายไปแล้วให้ฟื้นคืนมาได้งั้นเหรอ? ฝันไปเถอะค่ะ!"
น้องรันเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ มือเล็กๆ ดึงชายเสื้อของรสรินเบาๆ พร้อมกับกระซิบถามด้วยเสียงใส
"หม่าม้าฮะ... คุณลุงคนนี้น่ากลัวจัง ทำไมเขาถึงทำให้หม่าม้าโกรธล่ะฮะ"
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กชายราวกับมีดกรีดลงซ้ำๆ ที่แผลเดิม ภาคินัยทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี ยอมลดทิฐิและหยิ่งทะนงทั้งหมดที่มีลงต่อหน้าสองแม่ลูก ดวงตาคมกริบคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
"รันครับ... หนูชื่อรันใช่ไหมลูก..." ภาคินัยพยายามส่งเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจจะสั่นไหวรุนแรงยามมองใบหน้านั้น "พ่อ... เอ่อ... ลุง... ลุงขอโทษนะลูก ลุงเป็นพ่อ..."
"ไม่ต้องมาพูดจาน่ารังเกียจแบบนี้นะคะ!" รสรินพุ่งเข้ามาขวางหน้าลูกชายไว้ทันที เธอก้มลงมองอดีตสามีที่ยอมคุกเข่าแทบเท้าด้วยสายตาเยียบเย็น ไร้ซึ่งความสงสารเวทนาใดๆ ทั้งสิ้น "นายไม่มีสิทธิ์เรียกเขาว่าลูกจำไว้ซะ! สองปีที่ผ่านมา นายไปอยู่ที่ไหนตอนที่พวกเราลำบาก นายกำลังเสวยสุขอยู่กับผู้หญิงคนอื่นไม่ใช่เหรอคะ? แล้วตอนนี้มีหน้าอะไรมาขอร้องให้ฉันยกโทษให้"
บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดัน ความโกรธแค้นของรสรินแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า ขณะที่ภาคินัยได้แต่ก้มหน้ารับคำด่าทอเหล่านั้นด้วยความจำนน เพราะเขารู้ดีว่า... ทุกคำที่เธอพูดมันคือความจริงที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางระเบียงด้านนอก พร้อมกับร่างสูงสง่าของชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก
"เกิดอะไรขึ้นเหรอครับริน... เสียงดังไปถึงข้างนอกเลย"
กันตภัทรปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น มือหนาวางลงบนลาดไหล่บางของรสรินอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย สายตาคมกริบของนักธุรกิจหนุ่มคู่แข่งกวาดมองไปยังภาคินัยที่คุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยแววตาท้าทายและเย้ยหยันในที
ภาคินัยเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงนั้น รัศมีสีดำทะมึนแผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงที่ลุกพรวดขึ้นยืนทันที เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความหึงหวงและโกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง เมื่อเห็นชายอื่นกล้าแตะต้องอดีตภรรยาของตนอย่างสนิทสนมต่อหน้าต่อตา!
รสรินหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้กันตภัทร ผิดกับตอนที่มองหน้าเขาลิบลับ ภาพความสนิทสนมนั้นกระชากสติของภาคินัยให้ขาดผึ่งลงในพริบตา
"กันต์เหรอคะ..." รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่เธอไม่เคยใช้กับเขาเลยสักครั้ง "พอดดีเลยค่ะ... ช่วยเชิญแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้ออกไปจากบ้านของฉันทีนะคะ พอดีอากาศแถวนี้มันเริ่มหายใจไม่ออกเพราะมีคนหน้าด้านเกินไปค่ะ"
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ รสรินกลิ่นกำมะหยี่ขอส่งแรงใจให้ทุกท่านในตอนหน้าที่มีเซอร์ไพรส์ระลอกใหญ่รออยู่ค่ะ!
หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 14
สงครามน้ำลายและสายตาเยียบเย็น
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!