หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 7

การพบกันโดยบังเอิญในงานกาล่า

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
เสียงดนตรีคลาสสิกจากวงออร์เคสตราชั้นนำที่บรรเลงคลอเบาๆ ภายในห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอล룸ของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศความอึดอัดรอบกายของภาคินัยเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย "คุณคินคะ... เหม่ออะไรอยู่หรือเปล่าคะทางนี้?" เสียงหวานหยดย้อยของเซเลบสาวไฮโซตระกูลดังที่เกาะเกี่ยวแขนแกร่งไว้ราวกับพยาธิเกาะติดเนื้อสดดังขึ้นข้างหู แต่ภาคินัยกลับแทบไม่ได้ยินมันเลย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพปั้นจมอยู่กับห้วงความคิดที่ถูกรบกวนด้วยความรู้สึกวูบโหวดในอกอย่างไม่มีสาเหตุ เขาปัดป้องความรำคาญด้วยการยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบ แต่มือหนากลับสั่นระริกเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นมาก่อน นับตั้งแต่คืนนั้น... คืนที่เขาโง่เขลาเบาปัญญาปล่อยให้ผู้หญิงคนเดียวที่เคยนอนร่วมเตียงต้องเดินจากไปพร้อมกับรอยคราบน้ำตาและสายตาที่ตายด้าน คืนที่เขาเพิ่งมารู้ความจริงเอาในวันที่สายเกินไปว่า ในท้องของเธอนั้นมีสายเลือดของเขาเติบโตอยู่ด้วย ชีวิตของภาคินัยก็ไม่เคยสงบสุขอีกเลย "ผมขอตัวสักครู่นะครับ..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบตึง สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะก้าวเดินหนีความน่าเบื่อหน่ายออกไปยังระเบียงกระจกใสโค้งรับกับวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนของมหานคร ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ประตูบานกระจกนิร dạng ถูกผลักเปิดออก กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในโสตประสาทและสัญชาตญาณดิบเถื่อนของเขาก็ลอยปะทะเข้ากับปลายจมูก กลิ่นกุหลาบผสมผสานกับความเย้ายวนของพิมเสนจางๆ ที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาของประธานหนุ่มกระชากวูบราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ภาคินัยชะงักกึก ฝ่าเท้าที่กำลังก้าวหยุดนิ่งสนิทราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ที่ตรงนั้น... กลางโถงทางเดินเชื่อมระหว่างระเบียงชมวิวและห้องจัดเลี้ยงวีไอพี รสรินกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ร่างบางที่ครั้งหนึ่งเคยสวมใส่ชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มราคาถูกและปล่อยให้เรือนผมยาวสยายอย่างไร้การจัดทรง ยามนี้กลับถูกห่อหุ้มด้วยชุดเดราต์ผ้าไหมสีแดงเพลิงผ่าสูงจนเผยให้เห็นเรียวขาเรียวยาวเนียนละเอียดทุกย่างก้าว ช่วงบนตัดเย็บด้วยลูกไม้ซีทรูแนบเนื้ออวดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนใจที่สะกดทุกสายตาของบุรุษเพศในงานให้เหลียวมองเป็นตาเดียว เรือนผมสีดำขลับถูกรวบเก็บไว้เป็นมวยสูงเผยให้เห็นลำคอระหงและลาดไหล่เนียนมนราวกับประติมากรรมชั้นยอด ดวงหน้าที่เคยซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนเข้มคมคาย ริมฝีปากอิบอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงกุหลาบที่ดึงดูดสายตาให้ผู้คนอยากลิ้มลอง และที่สำคัญที่สุด... แววตาคู่นั้น แววตาที่ไม่มีความอ่อนแอ หวาดกลัว หรือออดอ้อนขอความเห็นใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความมั่นใจ ความเย่อหยิ่ง เย็นชา และรัศมีของความทรงอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ราวกับพญาหงส์ที่บินสูงเกินกว่าที่หมาป่าไร้หัวใจอย่างเขาจะเอื้อมมือไปคว้าไว้ได้อีก "ริน..." ชื่อนั้นหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกของภาคินัยอย่างแผ่วเบา ราวกับคนละเมอ ลมหายใจของเขาติดขัด หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกโหยหา บ้าคลั่ง และอยากจะพุ่งเข้าไปกระชากร่างบางนั้นเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อสูดดมความหอมหวานที่โหยหามาแรมปีตีรวนขึ้นมาจนสมองแทบระเบิด แต่ทว่า... ก่อนที่ขายาวๆ จะทันได้ก้าวออกไปตามสัญชาตญาณดิบ ร่างสูงโปรสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปของ 'กันตภัทร' ก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวรสรินเสียก่อน ภาพที่กันตภัทรยื่นมือหนาออกไปโอบรอบเอวบางของเธออย่างสนิทสนม โดยที่หญิงสาวไม่ได้หลบเลี่ยงแถมยังคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้ด้วยความเต็มใจ นั่นคือหมัดฮุกน็อกเอาต์ที่กระแทกเข้ากลางหน้าอกของภาคินัยเข้าอย่างจัง! เส้นเลือดที่ขมับของประธานหนุ่มปูดโปน นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความหึงหวงและโทสะที่พุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่ มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนได้กลิ่นคาวเลือด *ผู้หญิงคนนั้นเป็นของเขา... ร่างกายนั้น กลิ่นหอมนั้น ริมฝีปากนั้น เคยเป็นของเขาคนเดียว!* ทางด้านรสริน แม้ภายนอกเธอจะยืนนิ่งสงบและแย้มยิ้มพูดคุยกับกันตภัทรอย่างออกรส แต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนของเธอกลับรับรู้ได้ถึงสายตาร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาอยู่ด้านหลัง เธ้ารู้ดีว่าเขาอยู่ตรงนั้น... รู้ว่าเขากำลังมองมาด้วยสายตาแบบไหน และยิ่งรู้ว่าหัวใจที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาของอดีตสามีคนนั้นกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเพียงใด รสรินก็ยิ่งกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความสะใจลึกซึ้ง *เจ็บใช่ไหมคะภาคินัย? ความรู้สึกที่ถูกเมินเฉยและถูกพรากสิ่งที่รักไปต่อหน้าต่อตา มันรสชาติเป็นอย่างไรบ้างล่ะคะ?* "ดูเหมือนว่า... เราจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญแอบมองเราอยู่ตลอดเวลาเลยนะคะคุณกันต์" รสรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าจงใจปล่อยให้ดังพอที่จะทะลุผ่านความเงียบไปถึงหูของคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล กันตภัทรหันไปมองตามสายตาของหญิงสาว ก่อนจะปรายตามองภาคินัยที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึงราวกับมัจจุราช "ปล่อยให้เขาดิ้นรนไปเถอะครับริน คนบางคนสมควรได้รับบทเรียนนี้แล้ว... และผมก็ยินดีที่จะยืนเคียงข้างคุณในฐานะคนที่จะช่วยรักษาแผลใจให้คุณเอง" "ขอบคุณนะคะคุณกันต์ สำหรับทุกอย่าง..." รสรินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกนิด จนดูคล้ายกับว่าทั้งคู่กำลังจะมอบจุมพิตให้กันท่ามกลางงานกาล่า "รสริน!" เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยโทสะและแรงหึงหวงตวาดกร้าวขึ้นด้านหลัง พร้อมกับมือหนาที่พุ่งเข้ามาคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอแล้วกระชากให้หันกลับไปเผชิญหน้ากันอย่างแรง! แรงปะทะนั้นทำให้ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ภาคินัยจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เชิดขึ้นท้าทายเขาอย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์เต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล "คุณกล้าดียังไงถึงมาทำตัวสนิทสนมกับมัน... ทั้งที่คุณยังเป็น..." "ยังเป็นอะไรคะคุณภาคินัย?" รสรินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และบาดลึกเสียดแทงหัวใจคนฟังจนหยดสุดท้าย ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้ความหวาดหวั่น "อย่าลืมสิคะว่าเรา 'หย่า' กันขาดกันเรียบร้อยแล้ว ใบหย่าใบนั้นคุณเป็นคนเซ็นเองกับมือไม่ใช่หรือไงคะ? หรือว่าสมองของคุณเริ่มเสื่อมจนจำไม่ได้เสียแล้วล่ะคะท่านประธานผู้สูงส่ง" คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ภาคินัยชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก เขากวาดสายตามองริมฝีปากสีแดงก่ำที่กำลังเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนนั้นด้วยความรู้สึกที่ทั้งรักทั้งแค้นจนแทบคลั่ง มือหนาที่บีบต้นแขนเธออยู่เปลี่ยนเป็นสั่นเทาด้วยความอัดอั้น "ริน... อย่าทำแบบนี้ กลับบ้านกับผม... เรามีเรื่องต้องคุยกัน" เสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อความหวาดกลัวที่จะสูญเสียเธอไปตลอดกาลเข้ากัดกินขั้วหัวใจ "บ้าน?" รสรินหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเย้ยหยันระคนสมเพช "บ้านหลังนั้นไม่มีที่สำหรับฉันหรอกค่ะคุณคิน... และที่สำคัญที่สุด จำใส่สมองของคุณเอาไว้ด้วยนะคะว่า ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้ ไม่ใช่ 'รสรินคนเดิม' ที่คุณจะเขี่ยทิ้งหรือทำร้ายจิตใจได้ตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้ว!" พูดจบ รสรินก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมของเขาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหมุนตัวเตรียมก้าวเดินหนีออกไปจากตรงนั้นโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเขาอีก แต่ทว่า... ในจังหวะที่เธอก้าวเดินผ่านเงาดำของเสาต้นใหญ่ที่ลับตาคน เสียงทุ้มเล็กๆ ใสแจ๋วที่ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลังเสา ก็ทำให้ฝ่าเท้าของรสรินต้องหยุดกักขัง และทำให้เลือดในกายของภาคินัยเย็นเฉียบลงในพริบตา "คุณแม่ครับ... คุณพ่อมารับเราแล้วเหรอฮะ? ทำไมคุณพ่อหน้าตาดูดุจังเลยล่ะฮะ?" เด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบหน้าตาจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งเป็นสันคมถอดแบบพิมพ์เดียวกับภาคินัยราวกับแกะ กำลังยืนกอดตุ๊กตาหมีตัวโปรดเอียงคอถามด้วยความไร้เดียงสา ภาคินัยเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราьюกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เมื่อก้มลงมองเด็กชายตัวน้อยที่เรียกเขาว่า 'คุณพ่อ' สลับกับใบหน้าซีดเผือดที่พยายามซ่อนความตื่นตระหนกไว้ภายใต้รอยยิ้มเย็นชาของรสริน (โปรดติดตามตอนต่อไป...) รสรินกลิ่นกำมะหยี่ร้อยเรียงถ้อยคำด้วยหัวใจค่ะ
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%