หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 2

ทางใครทางมัน

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือของภาคินัยสั่นน้อยมาก... ไม่ใช่เพราะความลังเล หากแต่เป็นความหงุดหงิดระคนรำคาญใจที่ต้องมาเสียเวลาเซ็นเอกสารไร้สาระพวกนี้กับผู้หญิงที่เขาไม่เคยชายตานับเป็นภรรยาอย่างเต็มปาก "เซ็นสิคะ... หรือว่าคุณเสียดายกระดาษแผ่นนี้" เสียงของรสรินราบเรียบและเย็นชาจนน่าใจหาย หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาสักหยดเดียว ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววออดอ้อนและเปี่ยมด้วยความหวังเมื่อครั้งวันวาน บัดนี้กลับว่างเปล่า ราวกับมองผ่านอากาศธาตุเมื่อยามทอดสายตาไปยังชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีตามกฎหมาย ภาคินัยแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งความรู้สึกผิด เขาวางปากกาลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดัง *กริ๊ก* ก่อนจะเลื่อนกระดาษแผ่นบางที่พรากพันธะทุกอย่างให้ขาดสะบั้นกลับไปหาเธอ "อย่าสำคัญตัวผิดไปเลยรสริน ฉันแค่รำคาญ... รำคาญที่ต้องทนเห็นหน้าจืดชืดของคุณในบ้านหลังนี้เต็มที อยากหย่านักไม่ใช่หรือไง ฉันก็เซ็นให้แล้วนี่ไง จะเอาอะไรอีก" น้ำคำเชือดเฉือนและแววตารังเกียจเดียดฉันท์นั้น หากเป็นรสรินเมื่อสามเดือนก่อน หัวใจดวงน้อยคงแหลกสลายจนแทบไม่มีชิ้นดี เธอคงคุกเข่าร้องขอความเห็นใจจากเขาเหมือนสุนัขตัวหนึ่งที่กลัวถูกเจ้าของทอดทิ้ง แต่ทว่า... ในวินาทีนี้ เธอกลับยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความสมเพชเวทนา จนหัวใจของประธานหนุ่มกระตุกวูบอย่างประหลาด "ขอบคุณค่ะ... สำหรับความใจดีครั้งสุดท้ายในชีวิตฉัน" รสรินหยิบเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาพลิกดู ลายเซ็นหวัดๆ ของภาคินัยปรากฏเด่นชัด มันคืออิสรภาพ... อิสรภาพที่เธอแลกมาด้วยหยาดน้ำตาและรอยแผลเป็นในจิตใจที่ไม่มีวันจางหาย หญิงสาวเก็บเอกสารใส่แฟ้มอย่างทะนุถนอม ราวกับมันคือสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวในโลก "ดี ถ้างั้นก็ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว ของทุกอย่างที่นี่ฉันซื้อด้วยเงิน... อย่าแม้แต่จะคิดหยิบฉวยอะไรติดมือออกไปนอกจากเสื้อผ้าเน่าๆ ของเธอ" ภาคินัยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมชายชาตรี เขายืนกอดอกมองเธอด้วยสายตากดดัน ไล่ราวกับเธอเป็นสิ่งสกปรกที่น่ารังเกียจ รสรินไม่ได้โต้เถียง เธอยังคงนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด มือเรียวบางภายใต้ถุงมือผ้าลูกไม้สีดำค่อยๆ ยกขึ้นลูบหน้าท้องแบนราบของตนเองเบาๆ อย่างทะนุถนอม เป็นสัมผัสที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความรักความผูกพันอันบริสุทธิ์... *ลูกจ๋า... แม่พาหนูเป็นอิสระแล้วนะลูก ต่อไปนี้เราจะมีกันแค่สองคน แม่จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเราได้อีกเด็ดขาด* ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า ความหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่กำลังก่อ ปฏิสนธิขึ้นมาท่ามกลางความเกลียดชังของบิดาบังเกิดเกล้า... ภาคินัยไม่มีวันรู้เลยว่า สิ่งที่เขาเพิ่งขับไลไสส่งออกไปจากชีวิตอย่างไม่ไยดีนั้น แท้จริงแล้วคือเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของตัวเอง และมันจะเป็นตราบาปชิ้นใหญ่ที่จะตามหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต "ไม่ต้องไล่หรอกค่ะ ฉันก็ไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนใจดำอย่างคุณให้เสนียดชีวิตเหมือนกัน" รสรินหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยว เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง ไม่มีความลังเล ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย "ปัง!" เสียงประตูกระจกบานใหญ่ปิดลงกระแทกใจคนมองอย่างแรง ภาคินัยยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงกว้างที่เงียบงัน ความรู้สึกโหวงเหวงแปลกประหลาดตีตื้นขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ เขาก้มมองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่า รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกวูบโหวตในอก... *ดีแล้วนี่ รสรินผู้หญิงน่ารำคาญคนนั้นออกไปจากชีวิตเขาแล้ว ทำไมเขาต้องรู้สึกใจหายด้วยวะ!* ชายหนุ่มสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกไป ก่อนจะเดินกระแทกเท้าขึ้นชั้นบนเพื่อเตรียมตัวไปบริษัท ทว่าเขากลับไม่รู้เลยว่า... การก้าวเดินออกไปของรสรินในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการชดใช้กรรมที่แสนสาหัส ที่ต่อให้เขามีเงินทองมากมายก่ายกองแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อเวลากลับมาแก้ไขอดีตได้อีกแล้ว รถยนต์คันหรูสีดำเงาเคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้านหลังใหญ่ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเย็นชาที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือ ณ คาเฟ่เล็กๆ ย่านใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วและเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ รสรินนั่งทอดสายออกไปนอกกระจกใส มือบางกุมแก้วโกโก้อุ่นๆ ไว้หลวมๆ ความอบอุ่นจากเครื่องดื่มช่วยบรรเทาความเหน็บหนาวในอกได้บ้าง "รินครับ..." เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยขึ้นพร้อมกับการทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม กันตภัทรส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ดวงตาคมปลาบฉายแววความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มเลื่อนกล่องของขวัญชิ้นเล็กๆ มาตรงหน้าเธอ "อะไรคะเนี่ย" รสรินเลิกคิ้วเล็กน้อยพลاںคลี่ยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิทที่ก้าวเข้ามาเป็นพื้นที่ปลอดภัยในวันที่เธอพังทลาย "ของขวัญฉลองอิสรภาพครับ... ยินดีต้อนรับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนสวยกลับคืนสู่โลกกว้างนะ" กันตภัทรพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ รสรินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มของเธองดงามและสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่ต้องอยู่ภายใต้เงาของอดีตสามีผู้เย็นชา เธอวางมือทาบท้องตนเองอีกครั้งพลางกระซิบแผ่วเบาในใจ... *ลูกจ๋า อดทนหน่อยนะ แม่จะสร้างโลกใบที่ปลอดภัยที่สุดให้หนูเอง* แต่ทว่า... ความสงบสุขในใจของเธอกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อประตูคาเฟ่ถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าของใครบางคนก้าวเข้ามา... บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในพริบตา สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของภาคินัยกวาดมองไปทั่วร้านโดยบังเอิญ เนื่องจากเขาต้องมานัดพบคู่ค้าทางธุรกิจที่นี่ และจังหวะเวลานั้นเอง... ดวงตาคมก้าวร้าวคู่นั้นก็สบเข้ากับร่างของอดีตภรรยาที่เขากเพิ่งเซ็นใบหย่าและไล่ออกจากบ้านไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำลังนั่งหัวร่อต่อกระซิกอย่างมีความสุขอยู่กับผู้ชายคนอื่น! รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของภาคินัยแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นมือของกันตภัทรยื่นไปแตะเบาๆ ที่ไหล่บางของรสรินอย่างสนิทสนม ทว่า... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของประธานหนุ่มสะดุดกึก และทำให้โลกทั้งใบของเขาราวกับหยุดหมุนในวินาทีนั้น ไม่ใช่การที่อดีตภรรยามีผู้ชายคนใหม่คอยดูแล... หากแต่เป็น... ร่างเล็กจิ๋วของเด็กชายวัยประมาณสองขวบคนหนึ่ง ที่วิ่งเตาะแตะเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของรสริน พร้อมกับส่งเสียงเจื้อแจ้วคำว่า *"หม่าม้าฮะ"* ออกมาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ใบจิ้มลิ้มของเด็กน้อยคนนั้น... ดวงตากลมโต คิ้วเข้ม และโดยเฉพาะสันจมูกโด่งเป็นสันคมคาย... ถอดแบบพิมพ์เดียวกันออกมาจากตัวเขา "ภาคินัย" ราวกับส่องกระจกเงาไม่มีผิดเพี้ยน! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%