แสงไฟแฟลชจากสื่อมวลชนหลายสำนักที่สาดส่องเข้ามาไม่ได้ทำให้รสรินรู้สึกระคายเคืองเท่ากับสายตาคู่คมกริบที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ มุมมืดของห้องโถงจัดแสดงสินค้าอัญมณีระดับประเทศ
งานอีเวนต์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์เครื่องประดับชื่อดังในค่ำคืนนี้ ถูกยกระดับให้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีที่ร่างสูงสง่าของประธานหนุ่มแห่งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก้าวเข้ามาโดยไม่มีใครคาดคิด ภาคินัยในชุดสูทสั่งตัดสีเข้มรับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววเย่อหยิ่งและดุดัน กำลังจ้องมองตรงมาที่เธอกับบุตรชายในอ้อมแขน รสรินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก ร่างบางในชุดราตรีเข้ารูปสีแดงเพลิงขับเน้นทรวดทรงให้อรชรและทรงอำนาจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่รอให้เขาเหยียบย่ำเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วค่ะ
"คุณแม่ครับ... คนนั้นมองพวกเราน่ากลัวจังเลย"
เสียงใสแจ๋วของน้องรันดังขึ้นพร้อมกับมือน้อยที่กำสาบเสื้อราตรีของมารดาไว้แน่น ดวงตากลมโตสีนิลถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยนกำลังกะพริบปริบด้วยความหวาดระแวง รสรินก้มลงลูบศีรษะลูกชายแผ่วเบa ดวงตาคู่สวยฉายแววอ่อนโยนและปกป้องอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงที่กำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความเร่งรีบ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของแขกเหรื่อและนักข่าวเริ่มเบนมาทางพวกเขากันเป็นตาเดียว
"ริน..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยเย็นชาและไร้เยื่อใย บัดนี้กลับสั่นพร่าด้วยความเจ็บปวดและโหยหาอย่างสุดซึ้ง ภาคินัยหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้กลิ่นกายหอมคุ้นเคยและไอความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาปะทะ รสรินเม้มริมฝีปากแน่น เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเยືือกเย็นเพื่อซ่อนความร้าวรานที่ยังหลงเหลืออยู่ในซอกหลืบของหัวใจ
"อุ๊ย ท่านประธานภาคินัยนี่เองค่ะ ให้เกียรติมาร่วมงานของเราด้วยหรือคะ น่าเสียดายนะคะที่ดิฉันไม่ได้รับเชิญคุณเป็นการส่วนตัว" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ห่างเหิน และไร้ซึ่งเยื่อใยสิ้นเชิง
ภาคินัยไม่สนใจคำเหน็บแนมนั้น สายตาคมกราดของเขาเลื่อนลงมองเด็กชายตัวน้อยที่ซบอยู่บนอกของเธอ หัวใจของเขากระตุกวูบราวกับถูกค้อนทุบซ้ำๆ ภาพเด็กชายวัยสองขวบที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตนเองราวกับแกะ ยิ่งตอกย้ำความโง่เขลาในอดีตของเขาให้เด่นชัดขึ้น ความจริงที่ว่าเขาสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไขและภรรยาผู้แสนดีไปเพียงเพราะความเย่อหยิ่งของตนเอง กำลังแผดเผาช่องอกของเขาให้มอดไหม้
"ริน... เรามีเรื่องต้องคุยกัน" ภาคินัยเอ่ยเสียงเครียด มือหนายื่นออกหมายจะคว้าข้อมือเรียวของอดีตภรรยา
แต่รสรินไวกว่า เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวพร้อมกับเบี่ยงกายหลบอย่างไม่ไว้หน้า "ดิฉันคิดว่าเราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ ชีวิตของดิฉันกับลูกตอนนี้มีความสุขดี และคงไม่ต้องการความกรุณาจากอดีตสามีอย่างคุณหรอกค่ะ"
คำว่า 'อดีตสามี' บาดลึกลงไปในใจของภาคินัยจนเขาหน้าชา
ในจังหวะนั้นเอง กันตภัทร คู่แข่งทางธุรกิจและชายหนุ่มที่คอยตามขายขนมจีบและดูแลรสรินมาตลอดช่วงเวลาที่เธอย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ ก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงแววตาท้าทาย
"มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับคุณริน ให้ผมช่วยเคลียร์ไหมครับ?" กันตภัทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับเอื้อมมือไปโอบไหล่มนของรสรินอย่างสนิทสนม
ภาพนั้นทำให้ภาคินัยสติหลุดกระเจิง ความหึงหวงและโทสะพุ่งพล่านจนเลือดขึ้นหน้า ดวงตาคมกราดแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาพุ่งไปกระชากคอเสื้อของกันตภัทรอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถลา "ถอนมือสกปรกของแกออกจากเมียฉัน!"
"ปล่อยนะคะภาคินัย! คุณบ้าไปแล้วหรือไง! นี่มันกลางงานแถลงข่าวนะคะ!" รสรินกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้น แสงแฟลชจากนักข่าวรัวยิงภาพความวุ่นวายนี้ไว้ทุกกระเบียดนิ้ว
ภาคินัยไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น เขาสลัดความยับยั้งชั่งใจทั้งหมดทิ้งไป ความหึงจนหน้ามืดทำให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง มือแกร่งละจากคอเสื้อกันตภัทรแล้วพุ่งมาคว้าข้อมือเรียวของรสรินทันที แรงบีบที่หนักหน่วงทำให้เธอเจ็บจนนิ้วเรียวชา
"ปล่อยฉันนะคนใจร้าย! คุณจะทำอะไร!" รสรินดิ้นรนสุดแรงเกิด พยายามปกป้องลูกชายในอ้อมแขนที่เริ่มส่งเสียงร้องไห้งอแงด้วยความตกใจกลัว
"เราต้องไปเคลียร์กันให้รู้เรื่อง... วันนี้ไม่ว่ายังไง เธอก็ต้องไปกับฉัน!" ภาคินัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและดุดันราวกับซาตานที่สูญเสียการควบคุม เขากึ่งลากกึ่งจูงรสรินที่อุ้มเด็กชายวัยสองขวบฝ่าวงล้อมนักข่าวและแขกเหรื่อมุ่งตรงไปยังทางออกด้านหลังอาคารทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ใครหน้าไหนได้ทักท้วง
แรงฉุดกระชากพาตัวเธอลัดเลาะผ่านห้องรับรองพิเศษจนมาถึงลานจอดรถส่วนตัวด้านล่าง ภาคินัยเปิดประตูรถยนต์หรูคันโตของตนเองด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างยังคงรวบจับข้อมือเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
"ขึ้นรถ!" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม นัยน์ตาดุดันฉายแววคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งหึงหวง โกรธเกรี้ยว และสำนึกผิดที่ตีรวนกันจนยุ่งเหยิง
รสรินสะบัดข้อมือออกจากการจับกุมทันทีที่เขาคลายแรง เธอกอดน้องรันแนบอก พลางถอยหลังไปชิดตัวรถด้วยความโกรธจัด ดวงตาคู่สวยรื้นหยาดน้ำใสด้วยความคับแค้นใจ "คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉันนะภาคินัย! เราหย่ากันขาดแล้ว! อย่ามาทำตัวป่าเถื่อนไร้อารยธรรมแถวนี้!"
"ใช่... เราหย่ากันแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้เซ็นใบหย่าในหัวใจตัวเอง!" ภาคินัยก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังบางแนบติดกับตัวรถ กักขังเธอไว้ด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความรุ่มร้อนในอารมณ์ "และที่สำคัญ... เด็กคนนั้น... แกเป็นลูกของฉันใช่ไหมริน ทำไมเธอถึงกล้าซ่อนลูกของเราจากฉัน!"
รสรินชะงักไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบเมื่อถูกถามจี้ใจดำ แต่เธอก็รีบตั้งสติและเชิดหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนริมฝีปากอิ่ม "ลูกของฉัน... ไม่ใช่ลูกของคุณค่ะ เด็กคนนี้มีแค่แม่คนเดียว ไม่มีพ่อใจร้ายแบบคุณ!"
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงกลางใจภาคินัยจนเขาเจ็บแปลบ เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและไร้ความปรานี ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึ่งลงทันที ภาคินัยก้มหน้าลงหมายจะประทับจูบลงบนริมฝีปากอิ่มเพื่อลงโทษความดื้อรั้นของเธอ
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะแตะโดนกลีบปากนุ่ม เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูตรของภาคินัยก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาเสียก่อน
เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดและตั้งใจจะตัดสายทิ้ง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งโทรมาจากห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรม (DNA) ที่เขาแอบเก็บตัวอย่างเส้นผมของน้องรันไปตรวจก่อนหน้านี้ รสรินสังเกตเห็นประกายตาที่เปลี่ยนไปวูบหนึ่งของอดีตสามี ขณะที่หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบพร้อมข้อความแจ้งเตือนผลตรวจที่ถูกส่งตรงเข้ามาในอีเมล...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ
หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต•ตอนที่ 22
หึงจนหน้ามืด
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่ามาร้องขอชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!