เสียงเกือกม้ากระทบพื้นถนนหินกรวดดัง *กรับๆ* เป็นจังหวะหนักหน่วง ท่ามกลางความเงียบงันยามบ่ายที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยสายตาของชาวเมืองนับร้อยที่เบียดเสียดกันอยู่หน้าเรือนพักตระกูลหลิน
ขบวนราชรถไม้หอมกฤษณาแกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บซ่อนคม ปิดทับด้วยม่านแพรต่วนสีดำสนิทปักดิ้นทอง ล้อมรอบด้วยองครักษ์ชุดเกราะดำสนิทสวมหน้ากากเหล็กไร้แววตา พวกเขาไม่ได้พกแค่กระบี่ แต่เป็น ‘ธนูอาบยาพิษ’ ที่ถูกเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา บรรยากาศรอบด้านพลันทึบตันราวกับออกซิเจนถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
หลินเฟยอวี่ไม่ได้ขยับตัวนางยังคงยืนนิ่งอยู่หน้ากรอบหน้าต่าง สายตาสงบนิ่งราวกับบึงน้ำโบราณ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง มีเพียงประกายวาววับในดวงตาคู่นั้นที่ไหววูบชั่วขณะยามที่เห็นตราสัญลักษณ์ประจำ ‘ตำหนักฉินอ๋อง’ ปรากฏเด่นชัดบนธงนำขบวน
จางเหว่ยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หน้าถอดสี ร่างสูงโปร่งสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ ริมฝีปากที่เคยใช้เอ่ยวาจาพะเน้าพะนอหรือเยาะเย้ยหยันบัดนี้แห้งผาก เขาเป็นเพียงบัณฑิตสอบจอหงวนหน้าใหม่ที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่สนามการเมือง เหตุใดจึงบังเอิญไปพัวพันกับ ‘มังกรจำศีล’ ผู้น่าสะพรึงกลัวที่สุดในเมืองหลวงได้?
“นะ... นั่นมัน...” จางเหว่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามเอ่ยทำลายความเงียบเพื่อกู้ศักดิ์ศรี แต่เสียงของเขากลับสั่นพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “ขบวนของฉินอ๋อง เหตุใด... เหตุใดจึงมาหยุดอยู่ที่นี่? หรือว่า...”
“คุณชายจางคิดว่าเขามารับท่านกระมัง?”
เสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกเอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ หลินเฟยอวี่หันกลับมามองอดีตสามีด้วยหางตา รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนมุมปากช่างกรีดแทงหัวใจคนมองยิ่งนัก “ท่านช่างสำคัญตัวผิดยิ่งนัก เกรงว่าคนระดับท่าน ต่อให้คุกเข่ารออยู่สามวันสามคืนที่หน้าประตูตำหนักอ๋อง ก็ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเห็นเงาของม้าทรงด้วยซ้ำ”
“หลินเฟยอวี่! เจ้ากล้าดีอย่างไร—”
*โครม!*
เสียงตบพลองเหล็กกระทบพื้นหินดังสนั่นหวั่นไหว ตัดบทความโกรธเกรี้ยวของจางเหว่ยลงทันที องครักษ์นายหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า ขยับตัวเพียงเล็กน้อยแต่แผ่รังสีสังหารแผ่ซ่านจนผู้คนรอบข้างต่างพากันถอยรูดด้วยความหวาดกลัว จางเหว่ยหน้าซีดเผือด เข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความอัปยศอดสูและหวาดผวา
ในวินาทีนั้นเอง ม่านแพรต่วนสีดำของราชรถก็ถูกเปิดออกช้าๆ
เรียวหนาแต่สง่างามของบุรุษผู้หนึ่งก้าวลงมาสัมผัสพื้นดิน ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ปักลายพยัคฆ์ซ่อนลายเมฆสีหมอก ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก ทว่าดวงตากลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง มุมปากหยักลึกประดับรอยยิ้มหยันที่อ่านไม่ออก หลี่เฉิง... ฉินอ๋องผู้ถูกเล่าลือว่าเกียจคร้านและไร้อำนาจ บัดนี้กลับยืนตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของผู้คน
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ แม้แต่เสียงหายใจก็แทบไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง
หลี่เฉิงไม่ชายตามองฝูงชนที่คุกเข่าลงโขกศีรษะด้วยความหวาดกลัวแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของเขาพุ่งตรงไปยังหน้าต่างชั้นสองของเรือนพักตระกูลหลินทันที ราวกับมองทะลุผ่านทุกสิ่ง และหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงหน้าหวานล้ำแต่เยือกเย็นของหลินเฟยอวี่
“สตรีแซ่หลิน” สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ “วันก่อนเจ้าให้ ‘คำแนะนำ’ ข้าไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้ข้าจึงนำ ‘ของขวัญตอบแทน’ มาให้”
สิ้นคำสั่ง ขันทีคนสนิทก็ประคองหีบไม้จันทน์หอมลายมงคลขนาดย่อม ก้าวขึ้นบันไดเรือนพักด้วยฝีเท้าเงียบกริบราวกับภูตผี ก่อนจะวางลงเบื้องหน้าหลินเฟยอวี่ที่ยืนรอรับด้วยท่าทีสงบนิ่ง
จางเหว่ยและอนุเหมยเซียนที่เพิ่งตามมาสมทบ ต่างอ้าปากค้างด้วยความริษยาและประหลาดใจระคนกัน หีบไม้จันทน์หอมนั่น... แค่กลิ่นอายที่โชยออกมาก็รู้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาไม่ได้ในตลาดทั่วไป แล้วเหตุใด... เหตุใดฉินอ๋องผู้สูงศักดิ์จึงเจาะจงมอบสิ่งนี้ให้แก่สตรีที่ถูกสามีทอดทิ้งอย่างนางเล่า?
หลินเฟยอวี่ก้มมองหีบไม้เบื้องหน้า แววตาไหววูbyชั่วพริบตา นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปเปิดฝาหีบออกช้าๆ
ภายในนั้น... หาใช่ทองคำแท่งหรืออัญมณีมีค่าไม่ แต่มันคือ ‘โฉนดที่ดินผืนใหญ่ริมท่าเรือการค้าทางใต้’ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตระกูลจางกำลังหมายปอง และใต้โฉนดแผ่นนั้น ยังมี ‘ป้ายคำสั่งลับ’ สลักรูปพยัคฆ์เหิน ที่สามารถใช้สั่งการเครือข่ายข่าวกรองทั่วทั้งสามมณฑล!
หัวใจของหลินเฟยอวี่กระตุกวูบ นี่ไม่ใช่แค่ของขวัญขอบคุณ... แต่มมันคือ ‘อำนาจ’ ที่หลี่เฉิงจงใจยื่นส่งมาให้พยุงบัลลังก์การค้าที่นางกำลังจะสร้างขึ้นใหม่ เพื่อใช้ยันข้อต่อรองกับตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง!
เขากำลังเล่นเกมอะไรกันแน่? หรือเขาจะล่วงรู้แผนการแก้แค้นทั้งหมดของนางแล้ว?
“ท่านอ๋องทรงมีพระกรุณาธิคุณเกินไปแล้ว” หลินเฟยอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องล่าง น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงความนัยที่เข้าใจกันเพียงสองคน “ของขวัญชิ้นนี้หนักหน่วงเกินกว่าที่หม่อมฉันจะรับไว้ไหว เกรงว่ารับแล้ว... จะต้องชดใช้ด้วยสิ่งอื่นที่ใหญ่หลวงกว่า”
หลี่เฉิงแย้มสรวลที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นพราวระยับด้วยประกายความขบขันและความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด เขาก้าวเท้าช้าๆ เดินตรงไปยังบันไดทางขึ้นเรือนพักทีละก้าว ราวกับจงใจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนรอบข้างหยุดหายใจ
“รับไปเถอะ... หลิวเฟยอวี่” หลี่เฉิงหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ เข้มโน้มใบหน้าลงกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ของชิ้นนี้... ข้าตั้งใจมอบให้ ‘ว่าที่พระชายา’ ที่จะมาร่วมมือกับข้าพลิกแผ่นดิน... เจ้าคิดว่ามันยังน้อยไปหรือ?”
เพดานห้องราวกับหมุนคว่ำลงมาทันที สมองของหลินเฟยอวี่ขาวโพลนชั่วขณะ
*พระชายาอย่างนั้นหรือ?* นี่มันอยู่นอกเหนือจากแผนการที่นางคาดการณ์ไว้ทั้งหมด!
ก่อนที่หลินเฟยอวี่จะได้ทันเอ่ยปากปฏิเสธหรือซักถาม เงาร่างสูงใหญ่ขององครักษ์คนเดิมก็พุ่งเข้ามาขวางประตูก่อนจะประสานมือรายงานเสียงเครียดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ท่านอ๋อง! สายรายงานด่วนจากชายแดน... ‘กองทัพพยัคฆ์พิทักษ์’ ของแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลี่ ฝ่าด่านอุดรมาถึงนอกประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และผู้นำทัพที่ควบม้าอยู่หน้าสุด... คือองค์ชายสามผู้ล่วงลับที่ทุกคนคิดว่าตายในในสนามรบ... เขากำลังมุ่งตรงมาที่จวนนี้เพื่อทòiสิทธิ์การเป็น ‘คู่หมั้น’ ของคุณหลินเฟยอวี่ด้วยตนเอง!”
— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามภพมาด้วยกันครับ —
*หมอกเหมยปลายฤดู*
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 7
ของขวัญจากท่านอ๋อง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!