"ตระกูลจางกำลังจะล่มสลายภายในสามเดือน หากเจ้ายังหาเงินมาถมรูรั่วในคลังไม่ได้ ไม่ต้องรอให้ทางการมาตรวจสอบหรอก ต่อให้เป็นข้า... ก็ช่วยเจ้าไม่ได้!"
เสียงทุบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวภายในห้องหนังสือลับของจวนตระกูลจาง กลิ่นน้ำหมึกราคาแพงอบอวลไปทั่วแต่กลับให้ความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก จางเหว่ยยืนนิ่ง ใบหน้าคมสันที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย ดวงตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์สั่นระริกเมื่อจ้องมองสมุดบัญชีที่เปิดทิ้งไว้ตรงหน้า
"ท่านพี่... ท่านหมายความว่าอย่างไรคะ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร" อนุเหมยเซียนที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดชะงัก นางหอบหายใจถี่ด้วยความตกใจก่อนจะรีบถลาเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่ม มือเรียวงามสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
จางเหว่ยสะบัดแขนออกอย่างรุนแรงจนร่างบางเซถลาไปกระแทกกับชั้นวางหนังสือ "เกิดจากความประมาท! ข้าลงทุนไปกับเส้นทางการค้าผ้าไหมทางใต้ คิดว่าจะเป็นกำไรมหาศาล แต่ใครจะไปรู้ว่าเรือสินค้าทั้งหมดจะถูกตีกลับเพราะคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน แถมเงินกู้ยืมจากโรงรับจำนำก็กำลังจะครบกำหนดชำระต้นเดือนหน้า... หากไม่มีเงินสดมาหมุนเวียน จวนนี้ก็ไม่ต่างจากสุสานดีๆ นี่เอง!"
เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน ความแค้นใจแล่นพล่านอยู่ในอก เขาจำได้ดีว่าหลินเฟยอวี่เคยเตือนเรื่องการผูกขาดเส้นทางการค้ากับตระกูลทางใต้ ทว่าในตอนนั้นเขาโง่เขลา หลงเชื่อคำยุยงของเหมยเซียนที่บอกว่านางเพียงแค่อยากกักตุนอำนาจทางการเงินไว้กับตัวเท่านั้น
"หรือว่า... จะเป็นนาง?" เหมยเซียนเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว สายตาของนางวูบไหว "ช่วงนี้หลินเฟยอวี่ขยายสาขาโรงเตี๊ยมและร้านเครื่องหอมไปทั่วเมือง แถมยังมีข่าวลือว่านางเข้าหานายท่านผู้ตรวจการคนใหม่บ่อยครั้ง ท่านพี่คะ... อย่าบอกนะว่านางจงใจปล่อยข่าวลวงเรื่องคุณภาพผ้าไหมเพื่อล่อให้เราลงเงินจนหมดตัว?"
จางเหว่ยเงียบงัน ดวงตาฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง หากทุกอย่างเป็นฝีมือของสตรีที่เขาเคยทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี นั่นหมายความว่าเขาถูกตบหน้าอย่างฉาดใหญ่ด้วยมือของนางเอง
ในขณะเดียวกัน ณ หอคอยชมจันทร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง หลินเฟยอวี่วางถ้วยชาเคลือบสีครามลงอย่างแช่มช้า ดวงตากลมโตดุจกวางสาวทอดมองทิวทัศน์ยามเย็นที่เริ่มมืดสลัว ผิวเนียนละเอียดของนางสะท้อนกับแสงตะเกียงดูงดงามราวกับภาพวาด ทว่าแววตาที่มองออกไปนั้นกลับว่างเปล่าและเยือกเย็นเกินกว่าสตรีวัยรุ่นทั่วไปจะพึงมี
"คุณหนูเจ้าคะ ข่าวจากสายรายงานว่าจางเหว่ยกำลังเร่งขายที่ดินทางทิศเหนือเพื่อนำเงินไปใช้หนี้แล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามากระซิบด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
เฟยอวี่ขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "ที่ดินผืนนั้นเป็นมรดกตกทอดสุดท้ายของตระกูลจาง หากเขายอมขายมันทิ้งเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม ก็แสดงว่าวิกฤตครั้งนี้หนักหนากว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก"
"แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปหรือเจ้าคะ?"
"ปล่อยให้เขาขาย... แต่จงไปกว้านซื้อที่ดินผืนนั้นมาในราคาที่ต่ำที่สุดเสีย" นางกล่าวเบาๆ ราวกับกำลังปรึกษาเรื่องดินฟ้าอากาศ "และที่สำคัญ จงกระจายข่าวเรื่องความไม่มั่นคงทางการเงินของตระกูลจางให้แพร่สะพัดไปถึงหูของบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของพวกเขา ความหวาดระแวงน่ะ... เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้ไฟที่กำลังไหม้จวนจางมอดลงอย่างรวดเร็ว"
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนดังก้องขึ้นที่ด้านหลังของหอคอย นางไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าคือผู้ใด กลิ่นไม้กฤษณาจางๆ ที่มาพร้อมกับลมเย็นคือเอกลักษณ์ประจำตัวของฉินอ๋องหลี่เฉิง
"เจ้าวางหมากได้โหดเหี้ยมนักนะเฟยอวี่" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดเคียงข้างนาง มือหนาเอื้อมมาจัดปิ่นปักผมให้นางอย่างเบามือ "จางเหว่ยไม่เพียงแต่จะเสียเงิน เขาจะเสียทุกอย่าง... แม้กระทั่งเกียรติยศที่เขาพยายามรักษามาตลอดชีวิต"
เฟยอวี่หันไปสบตากับบุรุษผู้กุมอำนาจเงา "ท่านอ๋อง... ท่านเคยกล่าวว่า 'ในสนามรบไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา' สำหรับข้า ในสนามธุรกิจก็เช่นกัน สิ่งที่จางเหว่ยทำกับข้าในชาติก่อน ไม่ใช่เพียงแค่การหักหลัง แต่มันคือการพรากวิญญาณของข้าไปตั้งแต่วันที่เขาโยนข้าทิ้งไว้ในกองเพลิง ข้าเพียงแค่ทำตามกฎแห่งกรรม... สนองคืนให้เขาสาสมเท่านั้น"
หลี่เฉิงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตานาง เห็นเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ไร้ซึ่งความลังเล เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา "ข้าเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เจ้า... พรุ่งนี้ที่งานเลี้ยงเต้นรำหน้าพระที่นั่ง จางเหว่ยจะถูกเรียกตัวไปสอบสวนเรื่องการยักยอกภาษีที่เขาก่อไว้เมื่อสามปีก่อน ข้ามีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เจ้าเป็นคนส่งมาให้... เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเมื่อแสงตะวันของวันพรุ่งนี้ลับขอบฟ้า ชีวิตของคนตระกูลจางจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกตลอดกาล"
เฟยอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจของนางเต้นจังหวะรัวกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะตื่นเต้นกับฉากจบที่นางเฝ้ารอมานานแสนนาน
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบจากสาวใช้คนเดิมดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง นางดูตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี "คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... จางเหว่ยหายตัวไปจากจวนเมื่อครู่นี้ พร้อมกับอนุเหมยเซียน และที่น่าตกใจไปกว่านั้น... คลังเงินของตระกูลหลินที่สาขาเมืองหลวงถูกลอบวางเพลิง!"
ดวงตาของเฟยอวี่เบิกกว้างขึ้นทันที หลี่เฉิงรีบคว้าข้อมือนางไว้แน่น ความสงบนิ่งในแววตาของเขาเลือนหายไปแทนที่ด้วยความกังวล "นี่ไม่ใช่แผนการขายที่ดิน... นี่คือแผนการ 'ทำลายล้าง' อย่างบ้าคลั่งของมัน!"
หากจางเหว่ยเลือกที่จะเผาทุกอย่างทิ้งแทนที่จะยอมพ่ายแพ้ สิ่งที่เฟยอวี่ต้องสูญเสียไม่ใช่แค่เงินทอง แต่มันอาจหมายถึงชีวิตของคนสำคัญที่นางพยายามปกป้องมาตลอด... และเงาดำที่พุ่งทะยานผ่านหน้าต่างออกไปนั้น ดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะย้อนกลับมาหานางโดยไม่ทันตั้งตัว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความเข้มข้นของตอนที่ 23 ไปด้วยกันนะคะ
หมอกเหมยปลายฤดู
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 23
วิกฤตของตระกูลจาง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!