“ท่านพี่... ท่านหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าบัญชีคลังหลวงหายไป!”
เสียงกรีดร้องของอนุเหมยเซียนในห้องทำงานส่วนตัวของจางเหว่ยไม่ได้ทำให้บรรยากาศที่เยือกเย็นอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย จางเหว่ยยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษที่ถูกรื้อค้นจนยับยู่ยี่ มือของเขาสั่นเทาขณะกำจดหมายฉบับหนึ่งไว้แน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
“หุบปากเสียเหมยเซียน!” จางเหว่ยตวาดกลับ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “ข้าซ่อนมันไว้ใต้พื้นไม้ในห้องเก็บของอย่างมิดชิด ผู้ใดจะไปล่วงรู้ได้นอกจากคนในเรือน!”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากับความวิบัติที่คืบคลานเข้ามา หลินเฟยอวี่กำลังนั่งจิบชาเก๊กฮวยอย่างใจเย็นอยู่บนหอคอยชมจันทร์ของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม สายตาคู่คมกริบดุจหิมะแรกของนางจับจ้องไปยังคฤหาสน์ของจางเหว่ยด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีวันไปถึงดวงตา
“คุณหนูเจ้าคะ...” อาหลิน สาวใช้คนสนิทกระซิบข้างหู “ข่าวลือเรื่องการทุจริตเสบียงทหารของใต้เท้าจาง เริ่มกระจายไปถึงหูชาวบ้านแถวตลาดตะวันออกแล้วเจ้าค่ะ พวกเขากำลังรวมตัวกันที่หน้าจวนเพื่อทวงความเป็นธรรม”
เฟยอวี่วางถ้วยชาลงช้าๆ เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะเบาหวิวแต่กลับดังก้องอยู่ในความเงียบ “ให้มันเป็นเช่นนั้นแหละอาหลิน ความจริงเปรียบเสมือนตะกอนในน้ำ ยิ่งกวนมากเท่าไหร่ มันยิ่งขุ่นคลักจนไม่มีใครกล้าดื่มกิน... จางเหว่ยคิดว่าเขาสามารถสวมหน้ากากเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ได้ตลอดไปหรือ? ช่างเป็นความคิดที่ไร้เดียงสานัก”
ภายในจวนของจางเหว่ย ความวุ่นวายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเสียงตะโกนของฝูงชนด้านนอกดังแว่วเข้ามาอนุเหมยเซียนหน้าถอดสี นางคว้าแขนเสื้อของสามีไว้แน่น “ท่านพี่! หากเรื่องนี้ถึงหูฉินอ๋อง เราสองคนไม่มีทางรอดแน่ ท่านต้องรีบไปพบท่านผู้ดูแลคลังและทำลายหลักฐานที่เหลืออยู่!”
“สายไปแล้ว...” จางเหว่ยทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ความทะเยอทะยานที่เคยฉายชัดในแววตาบัดนี้มอดไหม้เหลือเพียงขี้เถ้า “มีคนส่งภาพวาดตราประทับลับของข้าไปให้กรมอาญาแล้ว ลายมือนั้น... ข้ารู้จักมันดี มันคือลายมือของคนที่ข้าเคยเหยียบย่ำลงในโคลนตมเมื่อชาติก่อน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเหมยเซียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “หรือว่าจะเป็นนาง... เป็นไปไม่ได้ นางตายไปตั้งนานแล้ว”
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานของเขาก็ถูกผลักออกอย่างแรง เงาร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้อง บุรุษผู้นั้นสวมหน้ากากเงินครึ่งหน้า แผ่รัศมีกดดันที่ทำเอาองครักษ์ของจางเหว่ยต่างพากันถอยกรูด ฉินอ๋องหลี่เฉิงก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อ
“ใต้เท้าจางดูท่าทางจะตกใจที่เห็นข้ามาเยือนยามวิกาลนะ” หลี่เฉิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยคมดาบ “ข้าบังเอิญได้รับของขวัญชิ้นพิเศษจากหญิงสาวนางหนึ่ง นางฝากให้นำมาคืนเจ้า... พร้อมกับบอกว่า ‘ดอกผลแห่งการโกงกิน ย่อมมีวันเน่าเสียในกระเพาะผู้กินเอง’”
จางเหว่ยพยายามตั้งสติ พยายามยืดตัวขึ้นด้วยศักดิ์ศรีที่หลงเหลือ “ท่านอ๋อง ท่านมีสิทธิ์อันใดมาบุกรุกจวนของข้า หลักฐานที่ท่านว่า... หากไม่มีลายเซ็นข้ากำกับ มันก็เป็นเพียงกระดาษเช็ดก้น!”
หลี่เฉิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้จางเหว่ยรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก “เจ้าลืมไปแล้วหรือจางเหว่ย ว่าบัญชีเล่มที่เจ้าซ่อนไว้ไม่ได้มีแค่ตัวเลข แต่มันมี 'ตราประทับลายนิ้วมือ' ของอนุภรรยาเจ้าที่เปื้อนหมึกแดงจากการลงนามสัญญาค้าอาวุธเถื่อนเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย”
ความเงียบเข้าปกคลุมฉับพลัน อนุเหมยเซียนหน้าซีดเผือดจนเป็นสีขาวราวกับกระดาษ นางหันไปมองจางเหว่ยด้วยความหวาดกลัว นางไม่เคยรู้เรื่องตราประทับนั่นมาก่อน จางเหว่ยเบิกตากว้าง เขาถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุด หรือบางที... เขาอาจถูกวางแผนให้เป็นแพะรับบาปตั้งแต่ต้นโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย
หลี่เฉิงโยนสมุดบัญชีเล่มหนาลงบนโต๊ะกลางห้อง มันเปิดอ้าออกเผยให้เห็นลายมือชื่อที่ชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้
“เจ้าพ่ายแพ้แล้ว จางเหว่ย” หลี่เฉิงเดินเข้าไปใกล้ กระซิบข้างหูชายผู้สิ้นหวัง “และคนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจนี้ มิใช่ทหารจากกรมอาญา... แต่เป็นคนที่เจ้าเคยทรยศหักหลังที่สุดในชีวิต”
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน จางเหว่ยหันไปมองด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก บานประตูไม้ถูกเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นสตรีผู้สวมชุดไหมสีครามเข้ม ใบหน้าของนางงดงาม ทว่าแววตากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากขั้วโลก นางคือหลินเฟยอวี่ ที่บัดนี้ไม่ได้มีท่าทีอ่อนแอเหมือนวันวานอีกต่อไป
นางเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าจางเหว่ย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยในฤดูหนาวโชยปะทะจมูกของเขา นางยกยิ้มมุมปากที่ทำให้จางเหว่ยต้องถอยกรูดจนหลังชนกำแพง
“ข้ากลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของข้า... ทั้งหมด” เฟยอวี่เอ่ยเสียงเรียบ พลางหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาวางลงบนโต๊ะข้างสมุดบัญชี “และเริ่มจากลมหายใจของเจ้า... ที่ข้าจะกระชากมันออกมาด้วยมือของข้าเอง”
ทว่าก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย เสียงระฆังเตือนภัยจากวังหลวงก็ดังสนั่นขึ้นทั่วเมือง! หลี่เฉิงขมวดคิ้วฉับ หันไปทางหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เฟยอวี่... ข่าวการกบฏที่ชายแดนถูกปล่อยออกมาพร้อมกับหลักฐานของเจ้า พวกเขากำลังใช้ชื่อของเจ้าเป็นข้ออ้างในการปิดเมือง!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความเข้มข้นของตอนที่ 22 ไปด้วยกันนะคะ
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 22
พ่อจางเหว่ยจนมุม
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!