ถ้วยชาเคลือบกระเบื้องเซรามิกสีฟ้าครามในมือของหลินเฟยอวี่แตกร้าวออกเป็นสองส่วนอย่างเงียบเชียบ ของเหลวอุ่นสีอำพันรินไหลเปรอะเปื้อนเรียวนิ้วเรียวขาวที่กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ทว่าดวงตากลมโตคู่คมกลับมิได้กะพริบแลแม้แต่น้อย นางเพียงจดจ้องไปยังชายหนุ่มผู้มีเรือนร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรซ่อนลายเมฆาเบื้องหน้า
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟรู้ตัวหรือไม่, เฟยอวี่"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหินกระทบกันในลำธารยามค่ำคืนของฉินอ๋องหลี่เฉิงดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องลับใต้ดินเรือนรับรอง ภายในห้องนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชาผู่เอ๋อร์ชั้นดีผสมกับกลิ่นจางๆ ของสนหมึก ทว่าบรรยากาศกลับกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
หลินเฟยอวี่ค่อยๆ วางเศษถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างเชื่องช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาคู่คล้ายห้วงน้ำลึกที่สะท้อนเงาความแค้นจากชาติภพก่อน ยามนี้มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว "ไฟหรือเพคะ? หม่อมฉันเพียงแต่กำลังใช้มันแผดเผาผู้ที่สมควร มอดไหม้ไปพร้อมกับกองเพลิงที่พวกมันเป็นคนจุดขึ้นมาเองต่างหาก"
หลี่เฉิงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่มักประดับบนใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนผู้ไร้พิษภัย บัดนี้กลับเจือด้วยความระคนทึ่งและประกายตาคมปลาบที่ยากจะหยั่งถึง "หึ... หญิงสาวผู้หนึ่งที่ควรจะสนใจเพียงเรื่องการค้าขายผ้าแพรและใบชาในห้องหอ กลับกล้าดึงดันเข้ามาพัวพันกับเกมอำนาจในราชสำนัก เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าจะยอมเป็นหมากให้เจ้าใช้งาน"
"หม่อมฉันมิเคยบังอาจคิดจะใช้พระองค์เป็นหมากเพคะ" นางโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของดอกเหมยลอยแตะนาสิกของบุรุษผู้กุมอำนาจลับ "แต่หม่อมฉันรู้ดี... ว่าฉินอ๋องผู้ถูกลืมเลือน พระองค์กำลังต้องการ 'เงินทุน' และ 'เส้นสายทางธุรกิจ' ที่สะอาดบริสุทธิ์เพื่อค้ำจุนกองกำลังในเงาของพระองค์ และในขณะเดียวกัน หม่อมฉัน... ก็กำลังต้องการ 'อำนาจ' ที่สามารถบดขยี้สกุลจางและอนุเหมยเซียนให้จมดินโดยที่กฎหมายบ้านเมืองทำอันตรายใดๆ มิได้เช่นกัน"
คำพูดของนางเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนหัวใจของสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้
หลี่เฉิงหรี่ตาลง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางโดยไม่มีการลังเล ปลายจางของเขาอยู่ห่างจากหน้าผากมนเพียงไม่กี่ชốn ไออุ่นจากลมหายใจของบุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนทำให้นางต้องกลั้นหายใจชั่วขณะ
"เจ้าช่างกล้าดึงข้าลงมาในวังวนความแค้นส่วนตัวของเจ้าเสียจริง หลินเฟยอวี่" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย แฝงความอันตรายที่สั่นประสาท "การร่วมมือกับข้า หมายความว่าเจ้าจะต้องเอาชีวิตและจิตวิญญาณเข้าแลก หากพลาดพลั้งแม้แต่น้าวเดียว... ศรดอกแรกที่จะปลิดชีพเจ้าจะไม่ใช่ของสกุลจาง แต่จะเป็นลูกศรจากมือของข้าเอง"
หลินเฟยอวี่ไม่ถอยหนี นางเชิดหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมปลาบของเขาอย่างไม่เกรงกลัว ริมฝีปากบางแย้มยิ้มบางเบา ราวกับดอกเหมยที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งฤดูหนาว "หากเป็นพระองค์ที่เป็นคนลงมือ หม่อมฉันย่อมยินดีกว่าการต้องตายด้วยน้ำมือของสุนัขรับใช้พวกนั้นเพคะ... ตกลงตามนี้หรือไม่เพคะ ฉินอ๋อง"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด หากแต่เป็นความเงียบของการบรรจบกันระหว่างสองวิญญาณผู้ทะเยอทะยาน หลี่เฉิงจ้องมองรอยยิ้มเด็ดเดี่ยวบนใบหน้างดงามนั้นเนิ่นนาน ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ เป็นรอยยิ้มที่แท้จริงหาใช่หน้ากากที่เขาใช้ตบตาผู้คนในราชสำนัก
"ดี..." เขายื่นมือหนาออกมา ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่สัมผัสเบาๆ ที่คางมนของนาง "นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เรือนหลินและกองกำลังเงาพยัคฆ์ทมิฬ จะถือเป็นเรือนเดียวกัน... ใครหน้าไหนที่บังอาจแตะต้องเจ้า มันผู้นั้นต้องชดใช้ด้วยเลือด"
ทั้งสองตบมือสัตย์สาบานเป็นพันธะสัญญาทางสายตา ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องลับ ตามด้วยเสียงเคาะสามครั้งที่เป็นรหัสลับ ขันทีสนิทนามว่า 'อาเฉิน' พุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" อาเฉินคุกเข่าลงตัวสั่นเทา หอบหายใจถี่กระชั้น "สายข่าวของเราจากจวนเสนาบดีรายงานด่วนเข้ามา... เมื่อครู่ ฝ่าบาทเพิ่งมีราชโองการสมรสพระราชทาน!"
หลี่เฉิงขมวดคิ้วมุ่นทันที "สมรสพระราชทานให้ผู้ใด?"
อาเฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะช้อนสายตาหวาดกลัวขึ้นมองหลินเฟยอวี่แวบหนึ่ง แล้วเอ่ยชื่อออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ราชโองการ... พระราชทานงานมงคลระหว่าง 'คุณชายจางเหว่ย' แห่งสกุลจาง กับ... กับ 'องค์หญิงถิงถิง' พระราชธิดาองค์โปรดในไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ! และกำหนดการแต่งงานคือ... อีกเจ็ดวันข้างหน้านี้!"
เศษถ้วยชาในมือของหลินเฟยอวี่ที่แตกละเอียดอยู่แล้ว ถูกปลายนิ้วที่กำแน่นกดจมลงไปจนเลือดสีแดงสดรินไหลหยดลงสู่พื้นพรม ทว่านางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ดวงตาดำขลับวาวโรจน์ขึ้นด้วยจิตสังหารที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในชาติภพนี้
"องค์หญิงถิงถิงงั้นหรือ..." เสียงหวานเอ่ยลอดไรฟันอย่างเยียบเย็น ขณะที่มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม "ดูท่า... สกุลจางคงคิดว่าตนเองเหยียบย่างขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดไปเสียแล้วกระมัง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหมอกเหมยปลายฤดูมาโดยตลอดนะคะ
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 48
ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!