“หากเจ้าคิดว่าการส่งราชโองการมาให้ข้าถึงที่ร้านคือความเมตตา... ข้าเกรงว่าท่านคงเข้าใจความหมายของคำว่า ‘บุญคุณ’ ผิดไปไกลแล้ว ท่านอ๋อง”
หลินเฟยอวี่วางม้วนกระดาษประทับตราหลวงลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา เสียงกระทบของมันเบาหวิวแต่กลับหนักอึ้งในความรู้สึก นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเงาที่ทาบทับอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุ ดวงตาเรียวคมจดจ้องเพียงบัญชีรายรับรายจ่ายที่นางกำลังชำระสะสางให้สะอาดหมดจดราวกับกำลังลบเลือนร่องรอยความผิดพลาดในอดีตชาติ
เงาหลังม่านกั้นนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่แฝงด้วยความขบขัน “ผู้ใดจะกล้าหวังผลจากสตรีที่มองทะลุถึงก้นบึ้งของเจตนาผู้อื่นกันเล่า เฟยอวี่... เจ้าหวาดระแวงข้าเกินไปหรือไม่”
“ความหวาดระแวงคือเกราะคุ้มภัยชั้นดีในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บเช่นนี้” นางตอบพลางหยิบพู่กันขึ้นมาจดบันทึกตัวเลขตัวสุดท้ายลงไป “เชิญท่านกลับไปเถิด อย่าให้ใครเห็นว่าท่านมาที่ร้านผ้าเก่าๆ ของตระกูลหลินแห่งนี้ มิเช่นนั้น ‘ฉินอ๋องผู้ไร้ค่า’ อาจจะกลายเป็น ‘ฉินอ๋องผู้มีปม’ ในสายตาฮ่องเต้เสียเปล่าๆ”
นางไม่ได้รอคำตอบ ร่างระหงหมุนตัวเดินออกทางประตูด้านหลัง มุ่งหน้าสู่เส้นทางตัดผ่านป่าชายขอบเมืองเพื่อเลี่ยงการพบปะผู้คน จิตใจของนางยังคงครุ่นคิดถึงข้อความในราชโองการที่จางเหว่ยพยายามจะใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับนางในชาตินี้... *หึ ในเมื่อเจ้าต้องการส่งข้าลงนรก ข้าก็จะสร้างบันไดให้เจ้าปีนขึ้นไปให้สูงที่สุด ก่อนจะถีบลงมาให้จมดินโดยไม่เหลือซาก*
กลิ่นอายดินชื้นและใบไม้เน่าเริ่มปะทะจมูก กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมากับลมทำให้ฝีเท้าของนางหยุดกะทันหัน หลินเฟยอวี่คว้ามีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาอย่างใจเย็น นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดสีนิลที่บัดนี้ขาดวิ่นกองอยู่โคนต้นสนเก่าแก่ แผ่นหลังของเขามีรอยแผลฉกรรจ์ที่ถูกฟันด้วยกระบี่คมกริบ เลือดสีเข้มไหลซึมจนดินใต้ร่างเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ
นางย่อตัวลงต่ำ สังเกตบาดแผลนั้น... นี่ไม่ใช่การปล้นชิงธรรมดา คนที่ลงมือทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นมือสังหารระดับสูงจากวังหลวง
หลินเฟยอวี่ใช้นิ้วแตะที่ลำคอแกร่ง ลมหายใจเขาแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ ทว่าจังหวะการเต้นของหัวใจกลับหนักแน่นและมั่นคงอย่างประหลาด นางหรี่ตาลงเมื่อเห็นรอยตราประทับบนป้ายห้อยเอวที่ตกอยู่ไม่ไกล... *ตราสัญลักษณ์มังกรไร้ปีก*
"ฉินอ๋อง..." นางพึมพำด้วยความตกใจ การพบเขาที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น 'การฆ่าปิดปาก' ครั้งใหญ่ที่นางดันเข้ามาแทรกกลางพอดี
ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์แม้ในยามอ่อนแรงจ้องมองนางผ่านม่านหมอกแห่งความเจ็บปวด เขาพยายามจะขยับตัวแต่ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนต้องกัดฟันแน่น “เจ้า... ตามมาหรือ?”
“ข้ามาเดินเล่น แล้วบังเอิญเจอขยะกองโตที่ควรถูกกำจัดทิ้งเสียมากกว่า” นางตอบเสียงเรียบ แต่สองมือกลับเริ่มฉีกชายกระโปรงผ้าไหมชั้นดีเพื่อทำความสะอาดบาดแผลอย่างคล่องแคล่ว “หากท่านตายที่นี่ ความวุ่นวายจะตกอยู่กับข้า หากท่านรอด... ท่านติดหนี้ชีวิตข้าหนึ่งครั้ง”
หลี่เฉิงพยายามแค่นยิ้ม “สตรีที่คิดเรื่องผลประโยชน์แม้ในยามช่วยชีวิตคน... เจ้าช่างน่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”
“เก็บคำชมไว้ใช้ตอนท่านยังมีลมหายใจเถอะ ท่านอ๋อง” นางหยิบสมุนไพรห้ามเลือดที่พกติดตัวออกมาบดเคี้ยวและพอกลงบนแผล มือของนางนิ่งสนิท ทว่าในใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวล นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสามีเก่ากับนาง แต่นางกำลังก้าวเข้าสู่เกมอำนาจที่เดิมพันด้วยชีวิต
ในขณะที่นางกำลังพันแผลให้เขา หลี่เฉิงคว้าข้อมือของนางไว้แน่นด้วยแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นความจริงจังที่คาดไม่ถึง
“เฟยอวี่... หากข้ารอดไปได้ ข้ามีสิ่งที่ต้องบอกเจ้า เรื่องที่ว่าทำไม ‘จางเหว่ย’ ถึงได้ครอบครองตราประทับของตระกูลเจ้าในวันที่เจ้าถูกประหารเมื่อชาติที่แล้ว...”
หลินเฟยอวี่ชะงักกึก พู่กันที่ถืออยู่ในมือร่วงหล่นลงพื้นราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาของนางเบิกกว้างสั่นระริกด้วยความเคียดแค้นและตื่นตะลึงในคราวเดียว
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” นางถามเสียงสั่น ร่างกายชาวาบไปทั้งตัวเมื่อคำถามที่นางพยายามตามหามาตลอดชีวิตกำลังจะได้รับคำตอบ จากปากของบุรุษผู้ที่น่าจะเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของนางเอง
ก่อนที่นางจะได้รับคำตอบ เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่จำนวนนับสิบก็ดังแว่วมาตามลม พร้อมกับเสียงคำรามก้องของหัวหน้ามือสังหารที่ไล่ล่ามาไม่ไกลนัก “มันหนีไปทางนี้! พลิกแผ่นดินหา! ท่านอ๋องผู้นี้ต้องไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้!”
หลี่เฉิงมองหน้านางด้วยสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย เขากระซิบด้วยเสียงที่แทบจะกลืนไปกับสายลม “เลือกว่าจะเก็บข้าไว้ เพื่อแลกกับความจริงที่เจ้าโหยหา... หรือจะทิ้งข้าไว้ตรงนี้ แล้วยอมเป็นเพียงสตรีผู้ต่ำต้อยที่รอวันถูกฆ่าเหมือนครั้งก่อน”
ท่ามกลางวิกฤตที่บีบคั้น หลินเฟยอวี่มองไปที่คมกระบี่ของพวกมันที่กำลังเข้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะตัดสินใจคว้าตัวเขาขึ้นพาดบ่าอย่างยากลำบาก ก้าวเข้าสู่ความมืดมิดของป่าลึกโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับโชคชะตาที่พลิกผันของเฟยอวี่ครับ - หมอกเหมยปลายฤดู
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 4
พบพานโดยบังเอิญ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!