หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 41

ภัยแล้งครั้งใหญ่

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
“ตัวเลขในบัญชีนี้... มากกว่าคลังเสบียงของเมืองหลวงถึงสามส่วน แต่เจ้ากลับต้องการละลายมันทิ้งทั้งหมดในคราเดียว เพื่อราษฎรไร้ชื่อพวกนั้นอย่างนั้นหรือ?” เสียงทุ้มต่ำที่เจือทั้งความระอาและประกายความชื่นชมระคนกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือลับ แสงจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก หลินเฟยอวี่มิได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษสาแผ่นยาวที่เต็มไปด้วยตัวเลขรายรับรายจ่าย ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำขาวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้จันทน์ เป็นจังหวะที่แสดงถึงความสุขุมเยือกเย็น นางวางพู่กันในมือลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะเงยสบตาบุรุษผู้รินชาให้ตนเอง ฉินอ๋องหลี่เฉิงในอาภรณ์สีหมอกเข้มวันนี้ดูสงบนิ่งราวนักปราชญ์ผู้ตัดทางโลก หากแต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับซ่อนความคมปลาบที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกผู้คน ยกเว้นก็แต่... สตรีตรงหน้า “ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันมิได้ละลายทรัพย์ แต่นี่คือการ ‘ลงทุน’ ต่างหาก” เฟยอวี่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ทว่ากลับทรงพลังยิ่ง “ความแห้งแล้งปีนี้กินพื้นที่สามมณฑลทางเหนือ พืชผลเสียหายย่อยยับ ราคาข้าวพุ่งทะยานขึ้นสิบเท่าในเวลาไม่ถึงเดือน พ่อค้าคนกลางต่างพากันกักตุนสินค้า รอเวลาให้ราษฎรจนตรอกแล้วกว้านซื้อที่ดินทำกินในราคาถูก หากหม่อมฉันนิ่งดูด่าย ย่อมได้กำไรมหาศาลจากการปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดเช่นเดียวกับตระกูลจางและพวกขุนนางกังฉิน... แต่นั่นมิใช่หนทางที่หม่อมฉันเลือก” หลี่เฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงานของนาง กลิ่นอายบุรุษจาง ๆ เจือกลิ่นสนธยาโชยปะทะนาสิก “เจ้ากำลังใช้เงินเก็บเกือบครึ่งคลังของตระกูลหลิน เพื่อพยุงราคาข้าวในตลาดให้อยู่ในเกณฑ์เดิม... เจ้าไม่กลัวว่าพวกมันจะร่วมมือกันบีบให้เจ้าล้มละลายหรือ?” “ให้พวกมันลองดูสิคะ” เฟยอวี่แค่นหัวingเบา ๆ ในลำคอ แววตาคู่สวยไหววับด้วยความแค้นเคืองที่ถูกกดเก็บไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความนิ่งสงบ “ชาติก่อน... ข้าเคยเห็นคนนับพันต้องอดตายข้างถนน ลูกต้องขายแม่ ภรรยาต้องขายตัว เพื่อแลกกับข้าวสารเพียงถังเดียว ขณะที่คนตระกูลจางและอนุเหมยเซียนกลับจัดงานเลี้ยงฉลองบนกองเงินกองทองที่ได้จากความทุกข์ยากของชาวบ้าน ชาตินี้... ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสข้าได้มีชีวิตใหม่อีกครา เงินทองเหล่านี้มีไว้เพื่อใช้ทวงคืนความยุติธรรมและซื้อหัวใจคน มิใช่เพื่อสะสมให้ขึ้นรากหรอกเพคะ” คำพูดเด็ดเดี่ยวแต่นุ่มนวลนั้น ทำให้หลี่เฉิงถึงกับนิ่งงัดไปชั่วขณะ บุรุษผู้ผ่านสนามรบและเกมการเมืองมาอย่างโชกโชนอย่างเขา ย่อมรู้ดีว่าการต้านกระแสเศรษฐกิจในช่วงภัยแล้งเช่นนี้คือการเอาไข่ไปกระทบหิน หากไม่มีปัญญาที่ล้ำเลิศและความเด็ดขาดระดับเดียวกัน ย่อมไม่มีทางทำได้ “เช่นนั้น... แผนการของเจ้าคืออะไร?” หลี่เฉิงยอมจำนนต่อความดื้อรั้นอันมีเหตุผลของนาง นั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างให้เกียรติ “หม่อมฉันได้ส่งกองคาราวานสินค้าออกไปอีกสายแล้วเพคะ” เฟยอวี่ผายมือไปยังแผนที่แผ่นใหญ่บนโต๊ะ “แทนที่จะรอให้ข้าวจากภาคใต้ถูกผูกขาดโดยพ่อค้าใหญ่ หม่อมฉันใช้เส้นทางลับผ่านหุบเขาอสูร ลำเลียงข้าวสารล็อตใหญ่เข้าสู่สามมณฑลที่ประสบภัยแล้งอย่างเงียบ ๆ จากนั้นจะเปิดโรงทานแจกจ่ายในราคาต้นทุน พร้อมกับรับซื้อแรงงานจากชาวบ้านที่ไร้ที่ดินทำกิน ให้มาขุดลอกคูคลองและสร้างระบบชลประทานสำรอง เงินทุกอีแปะที่หม่อมฉันจ่ายออกไป จะไม่ใช่การ ‘สงเคราะห์’ แบบเปลުประโยชน์ แต่เป็นการจ้างงาน เพื่อให้พวกเขามีศักดิ์ศรีและสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองเมื่อภัยแล้งผ่านพ้น” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสือชั่วขณะ หลี่เฉิงมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ยิ่งรู้จักนางมากเท่าใด เขากลับยิ่งรู้สึกว่าสตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่ ‘เศรษฐินี’ ทั่วไป แต่นางมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลราวกับมองเห็นอนาคต และมีความเด็ดเดี่ยวที่บุรุษอกสามศอกหลายคนยังต้องอาย “เจ้าช่าง... ร้ายกาจนัก หลินเฟยอวี่” หลี่เฉิงเอמהเสียงพร่า พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่หายาก “หากเจ้าทำสำเร็จ ขุนนางกังฉินพวกนั้นคงกระอักเลือดตายเป็นแน่ เพราะนอกจากพวกมันจะกักตุนข้าวไว้จนเน่าคาคลังเพราะขายไม่ออกแล้ว ศรัทธาของราษฎรยังจะเทมาที่เจ้าจนหมดสิ้น” “หม่อมฉันมิได้ต้องการศรัทธาเพื่อการใด นอกจากเพื่อใช้มันเป็นเกราะคุ้ม13กาย... และเป็นดาบแทงทะลุหัวใจคนผู้แสร้งทำเป็นผู้ดีมีคุณธรรม” เฟยอวี่กล่าวพรางปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องยามเย็นถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับหยาดโลหิต บรรยากาศภายนอกเริ่มคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดของสถานการณ์บ้านเมือง ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างจริงจัง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องหนังสือ ตามด้วยเสียงเคาะรัวระคนร้อนรนของ ‘จูชุน’ สาวใช้คนสนิท “คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เฟยอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางส่งสัญญาณให้หลี่เฉิงหลบไปด้านหลังฉากกั้น ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้เข้ามา “มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงลนลานเช่นนี้?” จูชุนผลักประตูเข้ามา ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด นางหอบหายใจถี่กระชั้นก่อนจะรายงานด้วยเสียงสั่นเทา “กองคาราวานข้าวสารล็อตใหญ่ที่สุดที่จะมุ่งหน้าไปยังมณฑลชิงโจว... ถูกทางการสกัดกั้นไว้แล้วเจ้าค่ะ!” หัวใจของเฟยอวี่กระตุกวูบ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง “ใครเป็นคนสั่ง?” นางเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความเยือกเย็น แต่กลับเยียบเยือกเสียจนจูชุนสะท้าน “คือ... คือท่านอัครเสนาบดีจาง และ... และคุณชายจางเหว่ยเจ้าค่ะ! พวกมันอ้างว่าข้าวล็อตนั้นเป็นสินค้าหนีภาษีและอาจมีการปนเปื้อนพิษ เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงสั่งยึดทั้งหมดและ... และกำลังจะประกาศเผาทิ้ง ณ ลานประหารกลางเมืองในอีกหนึ่งชั่วยามนี้เจ้าค่ะ!” เพล้ง! ถ้วยชาในมือของหลี่เฉิงที่เพิ่งวางลง แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ ประกายตาดุดั่งพญาเหยี่ยววับวาวด้วยจิตสังหารรุนแรง ขณะที่หลินเฟยอวี่ผุดลุกขึ้นยืนช้า ๆ แววตาสีดำสนิทคู่นั้นลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เผาข้าวสารที่ควรจะเป็นลมหายใจของราษฎรนับหมื่นเพื่อดับอนาคตของนางอย่างนั้นหรือ? *ดี... ในเมื่อพวกมันเลือกทางตาย รahนนี้... นางก็จะจัดงานศพชุดใหญ่ให้พวกมันเอง!* — หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นรัวไปพร้อมกับตัวละครนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%