หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 42

ศรัทธาของประชาชน

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
“ป้ายนี้… ข้ามิอาจรับไว้ได้เจ้าค่ะ นายท่านผู้เฒ่าโปรดเก็บกลับไปเถอะเจ้าค่ะ” เสียงหวานทุ้มกังวานราบเรียบแต่หนักแน่นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของลานกว้างหน้าหอการค้าตระกูลหลิน ปลายนิ้วเรียวเรียวดุจลำหยกของหลินเฟยอวี่ยกขึ้นปฏิเสธแผ่นป้ายทองคำสลักอักษร ‘ผู้มีพระคุณค้ำจุนแผ่นดิน’ ที่คุกเข่าถือด้วยสองมือสั่นเทาของอดีตคหบดีใหญ่ผู้เคยเหยียบย่ำนางอย่างไร้เยื่อใยในชาติก่อน ท่ามกลางสายตาของราษฎรนับพันที่เนืองแน่นจนแทบไม่มีที่เดิน ไม่มีเสียงกระซิบกระซาบใดเล็ดลอดออกมา ทุกผู้คนต่างกลั้นหายใจรอฟังคำพิพากษาจากปากสตรีผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง ‘สินค้าขัดดอก’ ไร้ค่า แต่วันนี้ นางกลับยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดด้วยลำแข้งของตนเอง ทรัพย์สินเงินทองที่นางทุ่มเทกระจายลงไปในยามที่แผ่นดินประสบภัยแล้งและโรคระบาด ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตคนนับแสนให้พ้นจากปากเหวแห่งความตาย หากแต่ยังซื้อศรัทธาอันบริสุทธิ์จากมวลชนที่ไร้ที่พึ่ง “คุณหนูหลิน… หากไม่มีท่านในวันนั้น ตระกูลอู๋ของพวกเราคงต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่แดนทุรกันดารหมดแล้ว ป้ายทองนี้แม้มีค่าไม่เท่าเศษเสี้ยวความเมตตาของท่าน แต่มันคือหัวใจของชาวเมืองหลวงนับหมื่นดวงนะเจ้าคะ!” ฮูหยินเฒ่าสกุลอู๋ร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน นางกระแทกหน้าผากโขกลงบนพื้นหินแกรนิตเบื้องหน้าเฟยอวี่เสียงดังทึบ ตามมาด้วยเสียงคุกเข่าพรึบใหญ่ราวกับคลื่นระลอกยักษ์ที่ซัดสาดเข้าหาฝั่ง ราษฎรนับพันพร้อมใจกันคุกเข่าลงคำนับสตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกเหมยเงินอย่างพร้อมเพรียง ไอร้อนจากศรัทธาและความเคารพเทิดทูนแผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบตัวไอร้อนระอุขึ้นมาอย่างประหลาด หลินเฟยอวี่กวาดสายตาคมปลาบมองฝูงชนเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยไหววับเล็กน้อย นางเห็นความหิวโหยในอดีตถูกแทนที่ด้วยความอิ่มหนำ เห็นความสิ้นหวังในแววตาของมารดาที่สูญเสียบุตรถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มตื้นตัน ทุกภาพเหล่านี้คือหยาดเหงื่อและกลยุทธ์การค้าอันแยบคายที่นางวางรากเอาไว้ทีละก้าว ทีละจังหวะอย่างอดทน เพื่อเหยียบย่ำกลุ่มคนที่เคยเหยียบยนต์นางให้จมดิน ทว่า… ในขณะที่ผู้คนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญให้นางเป็น ‘แม่พระแห่งความมั่งคั่ง’ มุมปากหยักลึกของนางกลับยกยิ้มเยาะหยันขึ้นอย่างบางเบา มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดีว่า โลกใบนี้ไม่มีคำว่าบุญคุณฟรี และความเมตตาของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ “ลุกขึ้นเถอะเจ้าค่ะ ทุกท่าน” เฟยอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่แฝงพลังอำนาจอันน่าเกรงขาม นางก้าวเข้าไปประคองฮูหยินเฒ่าสกุลอู๋ให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง สัมผัสอุ่นร้อนที่ส่งผ่านจากฝ่ามือทำให้หญิงชราสะท้านเฮือก “เงินทองที่ข้าหลั่งไหลออกไป มิใช่เพราะข้าใจบุญสุนทานจนเอาทรัพย์สินไปโปรยทานเล่นหรอกนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะข้าเชื่อมั่นว่า… ราษฎรที่มีกินมีใช้ คือรากฐานที่มั่นคงที่สุดของเศรษฐกิจแผ่นดินนี้ การที่พวกท่านรอดชีวิต และกลับมาตั้งตัวได้ นั่นคือดอกเบี้ยที่งดงามที่สุดที่พวกท่านมอบให้แก่หอการค้าหลินต่างหากเล่า” คำพูดที่ทรงพลังและตรงไปตรงมานี้ ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่านางไร้หัวใจ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเขาเลื่อมใสศรัทธาในความตรงไปตรงมาและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของนางยิ่งกว่าเดิม เสียงปรบมือและเสียงสรรเสริญดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ทว่า ในมุมมืดหลังแนวทหารอารักขาที่ยืนตรึงกำลังอยู่นั้น เงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีดำสนิทกลับยืนกอดอกพิงเสาหินอย่างเกียจคร้าน ใบหน้าคมคายดั่งเทพสลักซ่อนรอยยิ้มเอ็นดูไว้ภายใต้ปีกหมวกปักลายมฆา ฉินอ๋องหลี่เฉิงป้องปากเบาๆ ขณะทอดมองสตรีผู้กำลังส่องประกายเจิดจ้าท่ามกลางแสงตะวันยามบ่าย นางร้ายกาจถึงเพียงนี้… ช่างน่าหลงใหลเสียจนเขาอยากจะยกแผ่นดินนี้มาวางแทบเท้าให้นางครอบครองให้รู้แล้วรู้รอด “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ สายจากหน่วยข่าวกรองรายงานเข้ามาแล้ว… ทางฝั่งนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงกระซิบแหบพร่าขององครักษ์เงาซ่อนอยู่ข้างกาย ทำให้รอยยิ้มบนพระพักตร์ของหลี่เฉิงเลือนหายไปในพริบตา แววตาคมกริบดั่งพญามกรรักษาอาณาเขตปรากฏขึ้นแทนที่ ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางความชื่นมื่นและเสียงแซ่ซ้อง ร่างของชายผู้หนึ่งในชุดบัณฑิตซอมซ่อ ผิวพรรณซีดเซียวและนัยน์ตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น ก็เบียดเสียดผู้คนพุ่งแหวกเข้ามาด้านหน้าสุด จางเหว่ยในยามนี้แทบไม่เหลือเค้าโครงของบุรุษผู้ทะเยอทะยานและสง่างามในอดีต เนื้อตัวมอมแมม เส้นผมหลุดลุ่ย มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้า “หลินเฟยอวี่! นังปีศาจสารเลว!” เสียงตะโกนแหบพร่าด้วยความคลุ้มคลั่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความยินดี ราษฎรโดยรอบต่างผวาถอยกรูดด้วยความตกใจ องครักษ์ประจำตัวของเฟยอวี่พุ่งเข้ามาหมายจะชักดาบเข้าขวาง ทว่านางกลับยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ปลายนิ้วเรียวชะงักนิ่ง รอยยิ้มบนมุมปากยังคงประดับอยู่ ทว่าแววตากลับเยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี เฟยอวี่ค่อยๆ หันกลับไปมองอดีตสามีที่เคยผูกสมัครรักโยงใย นางก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับราชสีห์ที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยดิ้นรนอยู่ในกำมือ “อ้าว… คุณชายจาง” เฟยอวี่เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเยือกเย็น “ลมหวนอันใดถึงพัดพาให้ท่านมาอยู่ ณ ที่ต่ำต้อยเช่นนี้เล่า? หรือว่า… เบี้ยหวัดจากอนุเหมยเซียนไม่พอให้ท่านซื้อสุราดื่มเสียแล้ว?” คำพูดจี้ใจดำนั้นทำให้จางเหว่ยหน้าดำคล้ำสลับเขียวด้วยความอัปยศอดสู เขากัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงกระดูกขบกันดังกรอบ “เจ้า… เจ้าร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะสูบเลือดเนื้อของตระกูลจาง! สมบัติเหล่านั้นควรเป็นของข้า! นังสารเลว เจ้าใช้วิธีสกปรกอันใดถึงทำให้คนพวกนี้กราบไหว้เจ้าได้!” “วิธีสกปรกหรือ?” เฟยอวี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ใสดั่งระฆังเงินกลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟังจนหน้าชา “คุณชายจาง… ในวันที่ท่านสัญญากับข้าว่าจะรักและทะนุถนอมข้าไปจนวันตาย ท่านยังจำได้หรือไม่ว่าท่านทำอย่างไรกับข้าบ้าง? ในวันที่ท่านเอาสัญญาการค้าไปจำนองเพื่อแลกกับเรือนหอของนังแพศยาผู้นั้น ท่านเคยละอายแก่ใจหรือไม่? วันนี้… ข้าใช้ความสามารถและความจริงใจซื้อใจคนทั้งเมือง แล้วท่านเล่า… นอกจากความอิจฉาริษยาและเกียรติยศจอมปลอมที่เหลืออยู่เพียงเปลือก ท่านยังมีสิ่งใดหลงเหลือให้ผู้คนเคารพอีกหรือ?” จางเหว่ยสะอึกจนตัวโยน เขาลืมตัวพุ่งทะยานเข้าหาอางหมายจะใช้มือสกปรกคว้าคอเสื้อของนางให้สะใจ “ข้าจะฆ่าเจ้า! นังสารเลว ตายเสียเถอะ!” ทว่า… ก่อนที่ปลายนิ้วของจางเหว่ยจะทันได้แตะชายอาภรณ์ของเฟยอวี่ เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบตัดผ่านอากาศด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าแลบ! ฉั๊วะ! เสียงคมดาบเฉือนผ่านอากาศ ตามด้วยโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเป็นละอองฝอย จางเหว่ยเบิกตากว้าง ค้างนิ่งอยู่ในท่าพุ่งทะยาน ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาป เบื้องหลังของหลินเฟยอวี่ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ปลายกระบี่ในมือหยาดหยดด้วยหยดเลือดสีสด ฉินอ๋องหลี่เฉิงค่อยๆ ลดกระบี่ลงช้าๆ นัยน์ตาหงส์คู่นั้นมองจางเหว่ยราวกับมองมดปลวกไร้ค่าตัวหนึ่ง “บังอาจนัก…” สุพรรณราชสำเนียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงสี่คำ แต่กลับกดทับบรรยากาศรอบบริเวณให้ดิ่งลึกลงสู่ความหนาวยะเยือก ราษฎรทั้งหมดต่างทรุดกายลงหมอบกราบด้วยความหวาดกลัวต่อรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวที่จู่ๆ ก็แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษลึกลับผู้นี้ หลี่เฉิงก้าวเข้ามาประชิดตัวเฟยอวี่ เอื้อมมือหนาโอบเอวคอดกิ่วของนางไว้หลวมๆ อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูขาวผ่องด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหัวใจดวงน้อยของนางกระตุกวูบ “แม่พระแห่งความมั่งคั่งของเปิ่นหวาง… ดูเหมือนว่าแมลงตัวนี้ จะรบกวนเวลาชมละครชิ้นเอกของเจ้ามากเกินไปเสียแล้วกระมัง?” เฟยอวี่ชะงักค้าง นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมปลาบที่พราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ของฉินอ๋อง ก่อนที่หางตาของนางจะเหลือบไปเห็นกองทหารม้าเกราะดำนับร้อยนายที่ควบทะยานเข้ามาปิดล้อมจัตุรัสกลางเมืองไว้ทุกด้าน พร้อมกับธงศึกปักตราสัญลักษณ์ที่ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง—นั่นคือตราประจำกองกำลังลับที่ควรจะถูกกักบริเวณไว้ที่ชายแดนบูรพา! หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นรัวไปพร้อมกับตัวละครนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%