หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 43

การกลับมาของอดีต

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มปีเก่าลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าสิ่งที่ทำให้ปลายนิ้วเรียวชะงักค้างบนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ มิใช่ความหอมกรุ่นของใบชา หากเป็นรอยประทับตราครั่งสีชาดบนแผ่นกระดาษสาแผ่นนั้น... ตราประทับตระกูลจาง หลินเฟยอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาสوكสุขุมเยือกเย็นดุจผิวน้ำในบึงลึกยามค่ำคืน นางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนก หรือแม้แต่ไหววูบให้ผู้ใดจับพิรุธได้ ในชาตินี้ นางเหยียบย่ำเศษซากความพินาศที่พวกมันเคยฝากไว้จนราบคาบ ตระกูลจางควรจะเป็นเพียงเศษฝุ่นผงใต้รองเท้าที่ถูกกาลเวลาพัดหายไปนานแล้ว เหตุใดเงาหัวเน่าเฟะจึงยังตามมาหลอนหลอกถึงในห้องหนังสือลับแห่งจวนฉินอ๋องเช่นนี้ "เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นลายมือของมัน?" เสียงหวานใสเอ่ยถามขึ้นอย่างเรียบเรื่อย ทว่ากดดันจนคนที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องล่างต้องตัวสั่นเทา "เรียนพระชายา... บ่าวตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้วเจ้าค่ะ" บ่าวรับใช้หญิงคนสนิทกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "รอยหยักตรงมุมอักษร ‘จาง’ และวิธีตวัดพู่กันแบบกดน้ำหนักลึกที่ปลายเส้น เป็นรูปแบบเฉพาะตัวที่ไม่มีทางปลอมแปลงได้ และที่สำคัญ... คนที่นำสารนี้มาส่ง อ้างว่าเป็น ‘สหายเก่า’ ที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านรองอำมาตย์จางในสำนักศึกษาหลวงเมื่อสิบปีก่อนเจ้าค่ะ" สิบปีก่อน... หัวใจของเฟยอวี่กระตุกวูบไปชั่วขณะ นางแค่นยิ้มหยันให้กับความบังเอิญที่ไม่อาจเรียกว่าบังเอิญ ในยุคสมัยที่นางกับจางเหว่ยยังเป็นเพียงสามีภรรยาจอมปลอม นางคือผู้กุมกระเป๋าเงินทั้งหมดของตระกูล จางเหว่ยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยหยาดเหงื่อและมันสมองของนาง ก่อนที่มันจะร่วมมือกับอนุเหมยเซียนกรอกยาพิษสังหารนางอย่างเลือดเย็นในห้องมืดทึบ แต่วันนี้น่ะหรือ... จางเหว่ยผู้น่าสมเพชคนนั้น กล้าดียังไงถึงส่งจดหมายท้าทายมาหานาง? "ให้มันเข้ามา" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ฉินอ๋องหลี่เฉิงก้าวออกมาจากฉากกั้นไม้แกะสลักลายมฆา ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองแผ่นกระดาษสาแผ่นนั้นด้วยความสนใจ แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยประกายอันตราย "ข้าอยากรู้นักว่า สุนัขจนตรอกตัวนี้ เอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าเห่าหอนหน้าประตูเรือนของชายาข้า" เฟยอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้เป็นทั้งคู่คิดและที่พึ่งทางใจ นางเห็นความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยียบเย็นนั้น นางจึงระบายยิ้มบางเบาออกมาราวกับดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางเหมันต์ "หม่อมฉันเกรงว่า... สุนัขตัวนี้ อาจจะไม่ใช่สุนัขธรรมดานะเพคะ" เฟยอวี่ลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมปักลายหงส์พลิ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน นางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชา หยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ใต้แสงเทียนที่วับแวม นางสังเกตเห็นรหัสลับที่ซ่อนอยู่ในการเว้นวรรคบรรทัด—รหัสที่ใช้เฉพาะกลุ่มนักศึกษาในสำนักศึกษาหลวงยุคราชวงศ์ก่อน ยุคที่นางกับจางเหว่ย... ยังไม่ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำในชาตินี้! "เพคะ ท่านอ๋อง" เฟยอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "ดูเหมือนว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจดหมายฉบับนี้ จะมิได้มีความทรงจำแค่เพียงชาติภพเดียวกับหม่อมฉันเสียแล้ว" หลี่เฉิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างมีความหมาย บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลลดอุณหภูมิลดลงจนน่าขนลุก "หมายความว่า... มี ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ ย้อนเวลาตามเจ้ามาด้วยอย่างนั้นหรือ?" ประตูกลเปิดออกพร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง แสงไฟสลัวสาดกระทบใบหน้าที่ซีดเซียวและดวงตาที่ฉายแววหวาดระแวง ทว่าทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับหลินเฟยอวี่ แววตาคู่นั้นก็เปลี่ยนจากความหวาดกลัว... เป็นความแค้นเคืองอันคุ้นเคยที่นางไม่มีวันลืมเลือนตลอดกาล "เฟยอวี่..." เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อนางอย่างสนิทสนมราวกับความตายในชาติก่อนไม่เคยเกิดขึ้น "เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่... ฮูหยินของข้า" เฟยอวี่ไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางประสานมือไว้ที่หน้าท้อง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่ริมฝีปากอย่างไม่ปิดบัง "จางเหว่ย... หรือควรเรียกว่า ‘ท่านพี่’ ดีล่ะเจ้าคะ?" เฟยอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีด "ไม่นึกเลยว่า คนที่ตายไปอย่างอนาถในกองเพลิงวันนั้น จะมีวาสนาหน้าด้านตามมาเกิดใหม่ในร่างของสหายเก่าได้... เหมยเซียนคงจะเหงาแย่สินะ ที่เจ้าต้องหนีหัวซุกหัวซุนมาหาข้าถึงที่นี่คนเดียว" ร่างของบุรุษตรงหน้าสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขาก้าวถอยหลังไปชนชั้นวางหนังสือจนข้าวของหล่นกระจาย "เจ้า... เจ้าจำได้! เจ้าก็ย้อนเวลากลับมาเหมือนกัน!" จางเหว่ยแผดเสียงออกมาอย่างลืมตัว ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวผสมความแค้น "ทำไม! ทำไมสวรรค์ถึงเข้าข้างเจ้า! ในเมื่อข้ากับนางวางแผนมาอย่างดี ทำไมเจ้าถึงได้ทุกอย่างไปครอง!" หลี่เฉิงก้าวเข้ามาขวางหน้าเฟยอวี่ไว้ รัศมีความกดดันระดับอ๋องผู้กุมอำนาจแผ่ซ่านจนจางเหว่ยทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ทว่าก่อนที่จางเหว่ยจะได้เอ่ยคำใดออกมาอีก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายผู้กำความลับ จางเหว่ยหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่นราวกับคนเสียสติ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของมันทันทีที่มันกัดก้อนยาพิษที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้น! "ฮ่าๆๆๆ... เจ้าคิดว่าข้ามาคนเดียวอย่างนั้นหรือ พระชายาหลิน..." จางเหว่ยกระอักเลือดออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองนางด้วยรอยยิ้มอาฆาตมาดร้าย "คนที่ต้องการชีวิตเจ้า... มิใช่มีแค่ข้า... แต่เป็น ‘คนในวังหลัง’ ที่เจ้าไม่มีวันนึกถึง... และบัดนี้... นางตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน!" สิ้นเสียงหัวเราะเฮือกสุดท้าย ร่างของจางเหว่ยก็ล้มฟุ้งลงกับพื้น ลมหายใจขาดห้วงไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงปริศนาชิ้นใหญ่ที่แขวนความรู้สึกของทุกคนไว้บนเส้นด้ายอันเปราะบาง หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นรัวไปพร้อมกับตัวละครนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%