หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 36

ชื่อเสียงระบือไกล

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
“ขาดทุนสามหมื่นตำลึงรวดในคืนเดียว! พวกเจ้ามีปัญญาทำงานกันบ้างหรือไม่!” เสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบลายครามกระแทกเข้ากับเสาไม้สักจนแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย เศษดินเผาและคราบน้ำชาอุ่นเฉียดใบหน้าของหลงจู๊ร้านค้าผ้าสกุลจางไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด จางเหว่ยยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม ใบหน้าที่เคยผึ่งผายเปี่ยมด้วยความมั่นใจบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาคู่ที่เคยมองผู้อื่นอย่างเหยียดหยามกำลังแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าติดจั่น บนโต๊ะทำงานของเขาเต็มไปด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินที่กลายเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกไร้ค่า และรายการสินทรัพย์ที่ถูกเจ้าหนี้ทยอยตามทวงถามไม่หยุดหย่อน “นายท่าน... มะ...ไม่ใช่ความผิดของบ่าวเลยขอรับ” หลงจู๊วัยชราหมอบกราบตัวสั่นงันงก หน้าผากแนบชิดพื้นเย็นเฉียบ “ใครจะไปคาดคิดว่าคุณหนูหลิน... ไม่สิ คุณหนูใหญ่หลินเฟยอวี่จะใช้กลยุทธ์รวมศูนย์เส้นไหม ตัดหน้าซื้อวัตถุดิบจากหัวเมืองฝ่ายใต้จนหมดสิ้น ซ้ำยังปล่อยผ้าทอเคลือบขี้ผึ้งกันน้ำรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดพร้อมกันสามเมืองใหญ่ ทั้งราชสำนัก ทั้งกองทัพ และเหล่าคหบดีต่างหอบตั๋วเงินไปต่อแถวหน้าหอการค้าสกุลหลินตั้งแต่ประตูเมืองยังไม่เปิด ตอนนี้... ตอนนี้ไม่มีใครเหลียวแลผ้าทอจากโรงทอของเราแล้วขอรับ!” “หุบปาก! อย่าเอ่ยชื่อนังแพศยานั่นให้ข้าได้ยินอีก!” จางเหว่ยตวาดก้อง กำปั้นทุบลงบนโต๊ะไม้หนาหนักจนเกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น หลินเฟยอวี่... สตรีที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดาน สตรีที่เขาเคยวางแผนหลอกใช้ความรักอันโง่เขลาของนางเพื่อกลืนกินทรัพย์สินตระกูลหลินในอดีต เหตุใดพอนางรอดพ้นจากอุบายของเขาไปได้ในครานั้น นางถึงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ดวงตาคู่นั้นของนางที่มองเขาในยามนี้ไม่มีเศษเสี้ยวของความเสน่หาหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเย็นยะเยือกดุจธารน้ำแข็งหมื่นปีที่จ้องมองซากศพไร้ค่า “ท่านพี่... ดื่มน้ำชาดับโมโหก่อนเถิดเจ้าค่ะ” น้ำเสียงอ่อนหวานปานน้ำผึ้งหยดชโลมดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอนุเหมยเซียน นางก้าวข้ามเศษกระเบื้องที่แตกกระจายเข้ามาอย่างนวยนาด มือเรียวขาวผ่องประคองจอกชาใบใหม่ ยื่นส่งให้ชายคนรักด้วยรอยยิ้มประจบ ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่หลังแพขนตากลับลุกโชนด้วยเพลิงริษยาที่แทบจะเก็บงำไม่อยู่ “จะให้นิ่งนอนใจได้อย่างไร!” จางเหว่ยปัดมือของนางออกอย่างไม่ไยดี จนนางต้องเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “เจ้าไม่ได้ยินเสียงคนข้างนอกหรืออย่างไรเหมยเซียน ทั่วทั้งเมืองหลวงเวลานี้ ไม่มีตรอกซอกซอยไหนที่ไม่พูดถึงชื่อของนาง! จากบุตรสาวคหบดีที่ไร้ตัวตน บัดนี้กลายเป็น ‘นายวาณิชย์หญิงอันดับหนึ่ง’ ที่แม้แต่ขุนนางขั้นสามยังต้องเกรงใจสามส่วน! แล้วตัวข้าเล่า... ข้ากำลังจะล้มละลาย!” เหมยเซียนกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด รอยยิ้มหวานแหววบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ ความชิงชังที่สุมรุมในอกแทบจะปะทุออกมาเป็นไฟ นางสู้อุตส่าห์ยอมเป็นเพียงอนุภรรยา คอยบงการอยู่เบื้องหลังเพื่อหวังจะเสวยสุขบนกองเงินกองทองของตระกูลหลิน แต่บัดนี้ หลินเฟยอวี่กลับผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุด ยืนอยู่บนยอดหอคอยที่นางไม่มีวันเอื้อมถึง ชื่อของหลินเฟยอวี่... เวลานี้ดังระบือไปไกลยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องเสียอีก ... ห่างออกไปสามช่วงถนน ที่ตั้งของ ‘หอการค้าเฟยอวี่’ สาขาหลัก บรรยากาศกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว ถนนด้านหน้าเนืองแน่นไปด้วยขบวนเกวียนบรรทุกสินค้าและผู้คนที่เบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ว่างให้มดเดิน พ่อค้าจากต่างแคว้น ขุนนางระดับสูงที่ส่งพ่อบ้านประจำจวนมาจับจองสินค้า รวมถึงชาวบ้านทั่วไป ต่างพากันชี้ชวนให้ดูป้ายชื่อร้านอักษรทองคำแท้ที่พระราชทานมาจากราชสำนักเพื่อตอบแทนการบริจาคเสบียงกักตุนคราวภัยแล้งเมื่อเดือนก่อน “ได้ยินหรือไม่ ข้าวสารราคายุติธรรมของหอการค้าเฟยอวี่ช่วยชีวิตผู้คนแถบชานเมืองไว้ตั้งเท่าไร หากไม่ได้คุณหนูหลิน ป่านนี้คงมีคนอดตายเป็นเบือ” “ไม่ใช่แค่นั้นนะ! ระบบตั๋วแลกเงินและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของนาง ทำให้พ่อค้าเล็กๆ อย่างพวกเราลืมตาอ้าปากได้โดยไม่ต้องกู้นอกระบบดอกเบี้ยมหาโหดของตระกูลจางอีกต่อไป” “นางมิใช่แค่เศรษฐินีธรรมดาเสียแล้ว... นางคือเทพธิดาแห่งการค้าชัดๆ!” เสียงสรรเสริญเยินยอดังเซ็งแซ่สะท้อนผ่านหน้าต่างบานเลื่อนไม้สลักลายโบตั๋นขึ้นไปยังชั้นสามของหอการค้า ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและชาหลงจิ่งชั้นเลิศ สตรีผู้เป็นศูนย์กลางของบทสนทนาทั่วเมืองหลวงกำลังนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์สีเข้ม หลินเฟยอวี่สวมชุดผ้าไหมสีครามปักดิ้นเงินเรียบหรู เส้นผมดำขลับดุจขนกาดำถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต ปักแซมด้วยปิ่นหยกขาวเพียงเล่มเดียว ใบหน้างดงามสะคราญไร้เครื่องประทินผิวหนาเตอะ นัยน์ตาสีรัตติกาลของนางลุ่มลึก สงบนิ่ง ดั่งผืนน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น มือเรียวงามจรดพู่กันลงบนสมุดบัญชีเล่มหนา เสียงตวัดพู่กันและเสียงลูกคิดไม้กระทบกันเป็นจังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ เป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงการทำงานของสมองอันปราดเปรื่อง ภาพในอดีตชาติผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึก... ภาพของตัวนางที่เคยนอนจมกองเลือดอยู่ในเรือนร้าง ถูกจางเหว่ยและเหมยเซียนเหยียบย่ำศักดิ์ศรี แย่งชิงกิจการและทรัพย์สินของบรรพบุรุษไปจนหมดสิ้น ลมหายใจสุดท้ายในชาตินั้นเต็มไปด้วยความแค้น ความโง่เขลา และความสิ้นหวัง ทว่าชาตินี้... นางใช้ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และระบบตลาดสมัยใหม่ที่ติดตัวมาจากอีกภพหนึ่ง พลิกฟื้นกิจการที่เคยซวนเซ ทำลายกับดักทางการค้าของจางเหว่ยทีละเปลาะ และบดขยี้เส้นทางสายการเงินของศัตรูจนย่อยยับ “คิดสิ่งใดอยู่หรือ... แววตาของเจ้าถึงได้ดูเยียบเย็นปานนั้น” สุรเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นจากมุมมืดริมหน้าต่าง หลินเฟยอวี่ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็ทรงทราบดีว่าเป็นผู้ใด กลิ่นอายเย็นชาแต่แฝงด้วยความกดดันอันสูงศักดิ์เช่นนี้ มีเพียงบุรุษผู้นี้คนเดียวในใต้หล้า ฉินอ๋องหลี่เฉิง ก้าวออกมาจากเงามืด ชายหนุ่มผู้ที่ภายนอกแสร้งทำตัวเป็นอ๋องเจ้าสำราญ ไร้พิษสง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองราชสำนัก ทว่าแท้จริงแล้วคือพญามังกรผู้กุมอำนาจเครือข่ายข่าวกรองที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในแผ่นดิน เขาสวมชุดคลุมตัวยาวสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยไหมสีเทา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนางด้วยประกายตาที่ยากจะอ่านออก “ข้าเพียงกำลังคิดว่า... ยิ่งยืนอยู่สูงเท่าใด ลมยิ่งพัดแรงเท่านั้นเพคะ ท่านอ๋อง” เฟยอวี่วางพู่กันลง ยกจอกชาขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ “กลัวหรือ?” หลี่เฉิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของนาง ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงสว่างที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ก่อเกิดเป็นเงาทาบทับลงบนร่างบาง “คำว่ากลัว... ข้าลืมวิธีสะกดมันไปตั้งแต่วันที่ข้าก้าวข้ามประตูนรกกลับมาแล้วเพคะ” นางสบตากับเขาตรงๆ ไม่มีแม้แต่ความประหม่าหรือหวาดหวั่น มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้หัวใจของบุรุษผู้เย็นชาต้องกระตุกไหว “ชื่อเสียงที่ระบือไกลในวันนี้ ย่อมตามมาด้วยคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มของคนริษยา จางเหว่ยกำลังเข้าตาจน และสุนัขที่จนตรอก... ย่อมกัดไม่เลือกหน้า” “มันไม่มีโอกาสได้แตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ” หลี่เฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจสั่งการเด็ดขาด “คนของเปิ่นหวางจับตาดูจวนสกุลจางทุกฝีก้าว หากเจ้าต้องการให้พวกมันหายไปจากโลกนี้ในค่ำคืนนี้... เพียงแค่พยักหน้า” เฟยอวี่คลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่งดงามแต่ไปไม่ถึงดวงตา “การให้พวกมันตายอย่างรวดเร็ว เป็นความเมตตาที่มากเกินไปเพคะ ข้าต้องการให้จางเหว่ยเห็นทุกสิ่งที่เขารัก ค่อยๆ พังทลายลงต่อหน้า ให้เหมยเซียนต้องลิ้มรสชาติของการสูญเสีย ไร้ที่ซุกหัวนอน และถูกเหยียบย่ำดั่งดินโคลน... เหมือนที่ข้าเคยประสบ” นางสลัดภาพหญิงสาวผู้อ่อนแอทิ้งไปนานแล้ว ในโลกของการค้าและอำนาจ ความปรานีคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด “ร้ายกาจสมเป็นเจ้า” หลี่เฉิงกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาฉายความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง มือหนาเอื้อมไปแตะที่ปลายนิ้วของนางเบาๆ อย่างลืมตัว สัมผัสที่อบอุ่นถ่ายทอดผ่านผิวเนื้อ ทว่าหลินเฟยอวี่กลับค่อยๆ ดึงมือออกอย่างสุภาพแต่หนักแน่น นางยังไม่พร้อมที่จะเปิดใจให้ผู้ใด ความรักในชาติก่อนแลกมาด้วยความตาย ชาตินี้เป้าหมายของนางมีเพียงการทวงแค้นและการก้าวขึ้นเป็นเศรษฐินีผู้ค้ำจุนแผ่นดินเท่านั้น หลี่เฉิงชะงักมือค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง “เช่นนั้น ข้าคงต้องเตือนเจ้าเรื่องหนึ่ง ชื่อเสียงของเจ้าในเวลานี้ไม่ได้สะเทือนแค่ตลาดการค้าในเมืองหลวง แต่มันดังไปถึง ‘วังหลวง’ เสียแล้ว” “วังหลวง?” คิ้วเรียวสวยของเฟยอวี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ใช่... เสด็จพี่ทรงจับตามองคลังเสบียงและสายป่านทางการเงินของเจ้า การที่ราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญเจ้ามากกว่าราชสำนัก เป็นทั้งเกียรติยศและเป็นทั้งภัยมหันต์” หลี่เฉิงโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “และที่สำคัญ... พระพันปีหลวงกำลังมองหาคู่หมายให้แก่รัชทายาท ข่าวเรื่องสตรีผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของเมืองหลวงย่อมไม่รอดพ้นหูตาของพระนาง” ยังไม่ทันที่เฟยอวี่จะได้เอ่ยตอบคำ ประตูห้องทำงานพลันถูกเคาะอย่างเร่งร้อน ก่อนที่เสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทจะพรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ไร้สีเลือด “คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เฟยอวี่หันขวับไปมอง สัญชาตญาณเตือนภัยในกายร่ำร้อง “มีเรื่องอันใด เสี่ยวชุ่ย ค่อยๆ พูด” “มีราชโองการด่วนจากวังหลวงมาถึงหน้าหอการค้าเจ้าค่ะ! แต่...แต่มิใช่ราชโองการพระราชทานรางวัล...” เสี่ยวชุ่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ร่างกายสั่นเทาด้วยความตระหนก “ขันทีจากตำหนักในแจ้งว่า... พระพันปีมีรับสั่งให้คุณหนูเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เดี๋ยวนี้ พร้อมด้วย ‘ตราประทับหยกโบราณ’ ประจำตระกูลหลินเจ้าค่ะ!” คำว่า *‘ตราประทับหยกโบราณ’* ดั่งอสนีบาตฟาดลงกลางใจของหลินเฟยอวี่! นั่นคือความลับที่แม้แต่จางเหว่ยก็ยังไม่เคยล่วงรู้ ตราประทับชิ้นนั้นคือสิ่งที่บิดาของนางซ่อนไว้ก่อนตาย และบอกนางเพียงคนเดียวว่ามันคือกุญแจสู่ขุมทรัพย์ที่แท้จริงของแผ่นดิน... เหตุใดสตรีผู้สูงศักดิ์ในวังหลังที่ไม่เคยออกจากตำหนัก จึงได้ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้?! ดวงตาของเฟยอวี่และหลี่เฉิงสบกันในความเงียบงัน บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งดั่งมีพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อกลืนกินทุกสิ่ง! --- ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หมอกเหมยปลายฤดูนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%