“ข้าไม่ได้บ้า! พวกเจ้าต่างหากที่ตาบอด!”
เสียงคำรามแหบพร่าดังสะท้อนก้องทั่วเรือนรับรอง จานชามกระเบื้องเคลือบราคาแพงถูกกวาดลงพื้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ จางเหว่ยในอาภรณ์หรูหราที่บัดนี้หลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหล้าองุ่น ยืนหอบหายใจโยนตัวอยู่กลางห้อง ดวงตาคู่ที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายยามนี้กลับแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ราวกับคนเสียสติที่ถูกความมืดมิดกัดกินจิตวิญญาณ
อนุเหมยเซียนทรุดเข่าลงกับพื้น มือสั่นระริกพยายามเอื้อมไปจับชายเสื้อของชายผู้เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของนาง แต่นางกลับถูกเขาผลักออกอย่างแรงจนร่างกระเด็นไปกระแทกขอบโต๊ะ
“ท่านพี่... ท่านตั้งสติก่อนเถิดเจ้าค่ะ บัญชีร้านผ้าถูกอายัดไปแล้วก็จริง แต่เรายังเหลือทองคำสำรองในหีบใต้ดิน...”
“ทองคำรึ? หึ!” จางเหว่ยหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดลึกถึงโสตประสาท “เจ้าคิดว่านังแพศยาหลินเฟยอวี่นางจะยอมเหลืออะไรไว้ให้เราหรือ? บัญชีเหล่านั้น... ข้าตรวจสอบแล้ว มันถูกสับเปลี่ยนตั้งแต่สามเดือนก่อน! ทุกเหรียญทองที่ข้าส่งไปหมุนเวียน กลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าในมือคนอื่น!”
หลินเฟยอวี่ที่ยืนเฝ้ามองภาพเหตุการณ์อยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุลายพยัคฆ์เหยื่อพยัคฆ์มุมมืดของเรือน ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ใบหน้านางเรียบเฉยดุจผิวน้ำในบึงที่ไร้กระแสลม มือเรียวงามขยับจิบน้ำชาอุ่นๆ อย่างเชื่องช้า ดวงตาหงส์จับจ้องศัตรูที่กำลังดิ้นรนเหมือนปลาติดร่างแหอย่างสมเพช
ในชาติก่อน นางคือผู้ที่ถูกขังอยู่ในกรงทองที่จางเหว่ยสร้างขึ้นด้วยหยาดเลือดของนางเอง แต่ในชาตินี้... กรงนั้นพังทลายลงแล้ว และมันกำลังขังจางเหว่ยเอาไว้แทน
“ท่านพี่... ท่านกำลังทำลายตัวเองนะเจ้าคะ” เหมยเซียนร้องไห้โฮ ใบหน้าสวยหวานที่เคยใช้ล่อลวงบุรุษบัดนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตา “หากท่านยังทำเช่นนี้ พวกเราไม่พ้นโทษประหารจากทางการที่ตรวจสอบพบการทุจริตแน่!”
จางเหว่ยหันขวับมามองนาง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดที่น่าขนลุก เขาพุ่งเข้าไปบีบข้อมือของอนุสาวรายนั้นจนนางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“เจ้าเรียกข้าว่าอย่างไรนะ? โทษประหารรึ? ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าคอยเป่าหูให้ข้าเชื่อใจไอ้พ่อค้าเถื่อนพวกนั้น ข้าคงไม่เอาเงินก้อนสุดท้ายไปลงในสินค้าที่ไม่มีวันขายออก!”
เหมยเซียนตัวสั่นเทา พยายามจะอธิบาย แต่จางเหว่ยกลับลากตัวนางเข้าไปใกล้หน้าต่างไม้ที่เปิดกว้าง เผยให้เห็นขบวนรถม้าหรูหราที่เพิ่งแล่นเข้ามาเทียบหน้าคฤหาสน์
“ดูนั่น! ดูสิ่งที่นางกำลังทำ!” จางเหว่ยชี้มือสั่นเทาออกไปข้างนอก “นางกำลังประกาศขายที่ดินผืนสุดท้ายของตระกูลจาง... ที่ดินที่เป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคน! นางกำลังจะถอนรากถอนโคนข้า!”
หลินเฟยอวี่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงเบาหวิว แต่มันกลับดังชัดเจนในความเงียบงันของห้อง นางลุกขึ้นยืน ขยับสาบเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวออกมาจากมุมมืด รัศมีอันเยือกเย็นของนางทำให้บรรยากาศภายในห้องที่ร้อนระอุด้วยอารมณ์ของจางเหว่ยพลันเย็นเยียบลงทันที
จางเหว่ยชะงักกึก มือที่บีบแขนเหมยเซียนคลายออกช้าๆ เขาหันมามองสตรีที่ตนเคยดูแคลนว่าโง่เขลา บัดนี้เฟยอวี่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาดูสูงส่งและทรงอำนาจเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึง
“ท่านดูเหนื่อยเกินไปนะเจ้าคะ ท่านจาง” เสียงของนางราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธแค้น แต่มันกลับเป็นเสียงที่เชือดเฉือนหัวใจของเขาได้มากกว่ามีดนับพันเล่ม
“หลินเฟยอวี่! นังสารเลว! เจ้าทำอะไรกับข้า!” จางเหว่ยคำราม พุ่งตัวเข้าหานางหมายจะบีบคอ แต่เขากลับไปไม่ถึงตัวนาง เพราะร่างขององครักษ์เงาในชุดดำสนิทสองคนโผล่พรวดออกมาจากความว่างเปล่า ดาบคมกริบจ่อเข้าที่ลำคอของเขาเพียงคืบเดียว
เฟยอวี่เดินเข้าไปใกล้เขาเพียงก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางทำให้จางเหว่ยถึงกับชะงักงันด้วยความสับสนและหวาดกลัว
“ข้าก็แค่ทำในสิ่งที่ท่านเคยสอนข้าเอาไว้” นางกระซิบเบาๆ “การค้าคือสงคราม ใครพลาดเพียงก้าวเดียว ก็หมายถึงชีวิต... วันนี้ท่านพลาดก้าวที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว ท่านจางเหว่ย”
“เจ้าวางแผนไว้ทั้งหมด... ตั้งแต่วันที่เจ้ากลับมาที่นี่...” เขาเค้นเสียงรอดไรฟัน ดวงตาเบิกโพลง “เจ้าไม่ใช่หลินเฟยอวี่คนเดิม เจ้าเป็นปีศาจ!”
“ปีศาจหรือสตรีผู้ทวงความยุติธรรม... มันขึ้นอยู่กับว่าท่านยืนอยู่จุดไหนของชะตากรรมเท่านั้น” เฟยอวี่หันหลังกลับช้าๆ “นำตัวเขาไปกักบริเวณที่เรือนหลังเก่า อย่าให้ใครเข้าไปพบเขาจนกว่าคำสั่งจากฉินอ๋องจะมาถึง”
ทว่าก่อนที่องครักษ์จะลากตัวเขาออกไป จางเหว่ยกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วรึหลินเฟยอวี่? เจ้าคิดว่าฉินอ๋องรักเจ้าจริงๆ หรือ? เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งในกระดานของเขา! ถ้าเจ้าได้รู้ความจริงเกี่ยวกับ 'แผนการลับ' ที่เขากำลังทำอยู่ล่ะก็... เจ้าจะรู้ว่าจุดจบของเจ้า มันน่าสมเพชยิ่งกว่าข้าเสียอีก!”
เฟยอวี่หยุดเดิน เท้าของนางแข็งค้างอยู่กับที่ หัวใจที่เคยเยือกเย็นพลันกระตุกวูบอย่างไม่อาจควบคุมได้
จางเหว่ยยิ้มแสยะ เลือดที่ไหลซึมจากริมฝีปากที่ถูกขบกัดทำให้เขาน่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม “เขาไม่ได้ช่วยเจ้าเพราะความรัก... แต่เขากำลังใช้เจ้าเป็นตัวล่อเพื่อกำจัด 'คนคนหนึ่ง' ที่แม้แต่เจ้าก็คาดไม่ถึงว่าเขายังมีชีวิตอยู่!”
ประตูเรือนถูกผลักออกอย่างแรง เงาร่างหนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางความเงียบงัน
“พอได้แล้ว จางเหว่ย” สุ้มเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจที่ทำให้เฟยอวี่ต้องเบิกตากว้างเมื่อได้ยิน
นางค่อยๆ หันกลับไปมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา... ความหวังที่จะเห็นใบหน้าของฉินอ๋องหลี่เฉิงกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง เพราะคนคนนั้นไม่ใช่ฉินอ๋องอย่างที่นางคาดคิด แต่เป็นใบหน้าของคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่ชาติก่อน... และเป็นคนที่นางเกลียดชังที่สุดในชีวิต!
ความผิดพลาดเพียงหนึ่งก้าวในหมากกระดานนี้ คือจุดเริ่มต้นของความหายนะที่นางไม่อาจย้อนคืนได้อีกแล้ว... หรือนี่คือชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกพ้น?
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หมอกเหมยปลายฤดูนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 37
จางเหว่ยเสียสติ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!