“เจ้าคิดว่าเครื่องประดับชุดนี้... เหมาะกับข้าหรือไม่เจ้าคะ ท่านพี่จางเหว่ย?”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่แฝงด้วยความจริตจะก้านดังขึ้นกลางร้าน ‘จินเฟิง’ ร้านอัญมณีชื่อดังที่สุดในเมืองหลวง หลินเฟยอวี่ยืนอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุลาย สายตาคู่คมดุจน้ำแข็งจ้องมองร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่กำลังทำท่าทางออดอ้อนบุรุษข้างกาย
จางเหว่ย... คนที่นางเคยโง่งมมอบทั้งหัวใจและทรัพย์สินให้จนต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถในชาติก่อน บัดนี้เขายืนอยู่ตรงหน้า ข้าพเจ้ามองดูเขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ดูสง่างามอย่างจอมปลอมไม่ต่างจากในความทรงจำที่ขมขื่นของนาง
ส่วนสตรีที่แนบชิดอยู่ข้างกายเขานั้นคือ ‘อนุเหมยเซียน’ นางงูพิษที่ซ่อนกายอยู่ใต้ใบหน้าไร้เดียงสา รอยยิ้มของนางดูใสซื่อราวกับบุปผาแรกแย้ม ทว่าแววตาที่เหลือบมองปิ่นหยกราคาค่างวดในมือนั้นกลับเต็มไปด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด
“อะไรที่เหมาะกับเจ้า พี่ล้วนให้เจ้าได้ทั้งสิ้น” จางเหว่ยกล่าวพลางใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของหญิงสาวอย่างรักใคร่ การกระทำที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เฟยอวี่เจ็บเจียนตาย บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงภาพละครฉากหนึ่งที่นางกำลังนั่งชมด้วยความสมเพช
เฟยอวี่ขยับกายเล็กน้อย เสียงกำไลหยกที่ข้อมือกระทบกันเบาๆ นางไม่ได้ก้าวออกไปเผชิญหน้าในทันที แต่เลือกจะหยิบพู่กันขึ้นมาแต้มหมึกบนกระดาษสาที่วางอยู่เบื้องหน้า รายชื่อคู่ค้าและเส้นทางเดินเรือของตระกูลจางถูกจดบันทึกไว้อย่างชัดเจน การจะตัดทางเดินของศัตรู ไม่ใช่การปะทะด้วยกำลัง แต่มันคือการทำลาย ‘ฐานที่มั่น’ ทางเศรษฐกิจที่พวกเขากำลังหมายปอง
“คุณหนูหลินเจ้าคะ จะให้ข้าน้อยนำชาไปเสิร์ฟที่โต๊ะนั้นหรือไม่” สาวใช้คนสนิทกระซิบถาม
เฟยอวี่ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ต้อง... วันนี้เรามาเพื่อดูละคร ไม่ใช่เพื่อรับบทนางเอก”
นางขยับกายไปใกล้รอยแยกของฉากกั้นมากขึ้น สดับฟังบทสนทนาต่อมาของทั้งคู่ ซึ่งเป็นจังหวะที่หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความเยือกเย็น
“พี่จาง... ได้ข่าวว่าตระกูลหลินกำลังจะประมูลที่ดินผืนใหญ่แถบท่าเรือ หากเราได้มันมา การค้าทางทะเลของเราจะรุ่งเรืองถึงเพียงไหนเจ้าคะ” เหมยเซียนกระซิบเสียงแผ่ว ทว่าชัดเจนถึงใจความสำคัญ
จางเหว่ยหัวเราะในลำคอ “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานแม่สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างเฟยอวี่ก็จะเซ็นโฉนดที่ดินให้ข้าเองด้วยความเสน่หา ข้าหลอกนางง่ายดายเพียงใดเจ้าก็รู้... นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่รอวันถูกสละทิ้งเท่านั้น”
คำว่า ‘หมากตัวหนึ่ง’ กรีดลึกลงในใจของเฟยอวี่ แต่มันกลับเป็นเพียงน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟแห่งความแค้นที่โชติช่วงอยู่ในอก นางสูดลมหายใจลึก พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดก่อนจะขยับตัวออกไปจากมุมมืดนั้น
“พูดได้ดีนี่เจ้าคะ ท่านจางเหว่ย”
น้ำเสียงกังวานใสราวกับกระดิ่งเงินดังขึ้นกะทันหัน ทำให้ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว จางเหว่ยรีบผลักตัวเหมยเซียนออกห่างเล็กน้อย ก่อนจะหันมาปั้นหน้ายิ้มที่เต็มไปด้วยความฉงนเมื่อเห็นสตรีที่งดงามเหนือกว่าสตรีใดในร้านยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
“เฟยอวี่? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะอ่อนหวาน ทว่าแววตาไหววูบอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าก็เพียงมาเลือกของขวัญวันเกิดให้ท่านน้า แต่ดูเหมือนว่าจะได้ยินอะไรที่น่าสนใจกว่าเรื่องของขวัญเสียอีก” เฟยอวี่ก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ ท่วงท่าองอาจสง่างาม สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่จางเหว่ย แต่ไปหยุดอยู่ที่ดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความริษยาของเหมยเซียน
“คุณหนูหลิน... ข้า... ข้ากับพี่จางไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นนะเจ้าคะ เราเพียงแค่ปรึกษาเรื่องการค้ากันตามประสาคนรู้จัก” เหมยเซียนรีบแก้ต่าง เสียงของนางสั่นพร่าอย่างเสแสร้ง
เฟยอวี่หยุดเดินตรงหน้าคนทั้งสอง ยื่นมือไปแตะปิ่นหยกในมือเหมยเซียนเบาๆ แล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก “คนรู้จักที่ห่วงใยกันถึงขั้นวางแผนอนาคตของตระกูลหลินเชียวหรือ? น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก... แต่เสียใจด้วยนะอนุเหมยเซียน เพราะที่ดินผืนนั้น ข้าได้ขายให้ผู้อื่นไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”
ใบหน้าของจางเหว่ยเปลี่ยนสีทันที “เจ้าว่าอย่างไรนะ! เจ้าขายให้ใคร!”
เฟยอวี่ยังไม่ทันตอบ เสียงฝีเท้าหนักแน่นของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากหน้าประตูร้าน เสียงนั้นทรงอำนาจและเย็นชาจนทำเอาบรรยากาศในร้านดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา
“ขายให้ข้า...” บุรุษในชุดสีดำสนิทปักดิ้นทอง เดินเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาคือฉินอ๋องหลี่เฉิง ผู้ที่ทุกคนต่างรู้กันดีว่าไร้อำนาจ แต่ในวินาทีที่เขาสบตากับเฟยอวี่ แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าคนนอกจะเข้าใจ
“อ๋องสาม!” จางเหว่ยหน้าถอดสี รีบก้มศีรษะลงต่ำทันที
เฟยอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ท่านอ๋อง... ท่านมาที่นี่เพื่อรับโฉนดที่ดินผืนนั้นด้วยตัวเองเชียวหรือเจ้าคะ?”
หลี่เฉิงก้าวมาหยุดข้างกายเฟยอวี่ ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังรัศมีของจางเหว่ยจนมิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ฟังดูน่าขนลุก “ข้าไม่ได้มาเพื่อรับโฉนด แต่ข้ามาเพื่อเตือนท่านจาง... ว่าบางสิ่งที่ไม่ได้เป็นของท่าน หากยังคิดจะเอื้อมมือมาแตะต้องอีกเพียงครั้งเดียว วันพรุ่งนี้... หัวของท่านอาจจะไม่ได้อยู่บนบ่าเสียแล้ว”
จางเหว่ยตัวสั่นเทา เขารู้ดีว่าแม้อ๋องสามจะเป็นเพียงอ๋องไร้อำนาจในสายตาชาวเมือง แต่เบื้องหลังเขานั้นคือขุมกำลังที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย
ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เหมยเซียนกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางแสร้งทำเป็นเป็นลมล้มพับลงไปกับพื้น มือของนางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อยาวค่อยๆ ควักห่อกระดาษสีน้ำตาลออกมาแล้วโยนลงใต้โต๊ะของเฟยอวี่ด้วยความรวดเร็ว
“พี่จาง... ช่วยด้วย! ข้า... ข้าถูกพิษ!” เหมยเซียนกรีดร้องเสียงหลงพร้อมกับชี้หน้ามาที่เฟยอวี่ “คุณหนูหลิน! ท่านวางยาพิษข้าเพียงเพราะความหึงหวงหรือเจ้าคะ!”
เฟยอวี่เบิกตากว้างเพียงชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างใจเย็น นางรู้ทันทีว่านี่คือกับดักที่เหมยเซียนเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่ในเมื่อนางก้าวเข้ามาในเกมนี้แล้ว การจะถูกต้อนให้จนมุมนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น
เฟยอวี่ก้มลงมองห่อกระดาษใต้โต๊ะตนเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองฉินอ๋องที่กำลังจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ท่านอ๋องเจ้าคะ... ดูเหมือนจะมีคนอยากจะเปลี่ยนให้ข้าเป็นฆาตกรในวันนี้เสียแล้ว”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "หมอกเหมยปลายฤดู" นะคะ
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 12
พบกับอนุเหมยเซียน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!