“เจ้าวางยาข้า… ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เสียงของหลินเฟยอวี่แหบพร่า สั่นระริกไม่ต่างจากเปลวเทียนที่ถูกลมกรรโชก ร่างของนางทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วไปตามกระแสเลือดราวกับลาวาที่กำลังเดือดพล่าน กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของนางให้มอดไหม้
หลี่เฉิงหยัดกายขึ้นเต็มความสูง เงาร่างของเขาทาบทับลงมาบดบังแสงไฟในห้องพักรับรองของงานเลี้ยงจนมืดมิด เขายกมือขึ้นเชยคางนางด้วยนิ้วเรียวยาวที่เย็นเยียบ ปลายนิ้วนั้นลากไล้ไปตามแนวขากรรไกรของนางอย่างหยอกเย้า ทว่าแววตาของเขากลับว่างเปล่าดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร
“ยาไม่ได้อยู่ในถ้วยชาที่เจ้าดื่มหรอกนะ เฟยอวี่... แต่มันอยู่ในผ้าเช็ดหน้าผืนที่ข้า ‘เผลอ’ ทำตกไว้ให้เจ้าเก็บต่างหาก” เขากระซิบข้างหูนาง กลิ่นอายบุรุษที่ปนไปกับกลิ่นกำยานหอมกรุ่นช่างเย้ายวนและอันตรายในคราเดียวกัน “เจ้าฉลาดนักในการวางแผนการค้า แต่กลับลืมไปว่าในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยคนมากเล่ห์เพทุบาย กฎข้อแรกคือห้ามสัมผัสสิ่งของที่คนแปลกหน้ายื่นให้”
เฟยอวี่กัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความเจ็บปวดจากคมฟันช่วยดึงสติให้กลับมาเพียงเสี้ยววินาที นางพยายามรวบรวมกำลังกายที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อผละหนี ทว่าขาของนางกลับไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนเมามาย
“ทำไม...” นางเค้นเสียงถาม
หลี่เฉิงไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้ม—ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ก่อนจะเดินไปที่ประตูแล้วกระชากเปิดออกทันที!
เสียงดนตรีบรรเลงและเสียงหัวเราะของเหล่าขุนนางในโถงกลางงานเลี้ยงดังกระหึ่มเข้ามา เสียงฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากที่ถูกใครบางคน ‘ชี้นำ’ ให้มาที่นี่กำลังใกล้เข้ามาทุกที เฟยอวี่เบิกตากว้าง นางรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้ง แต่นี่คือกับดักที่จะทำลายชื่อเสียงของนางให้ป่นปี้ในชั่วข้ามคืน
“อ๊ะ! นั่นมัน... คุณหนูหลินไม่ใช่หรือ?”
เสียงแหลมสูงที่แฝงไปด้วยความเสแสร้งดังขึ้นจากกลุ่มคนที่กรูเข้ามา อนุเหมยเซียนในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนเดินนำหน้าขบวนมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก นางจงใจหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูห้อง แล้วใช้มือปิดปากทำท่าตกใจสุดขีด
“สวรรค์! ท่านอ๋อง... ท่านมาทำอะไรในห้องส่วนตัวกับคุณหนูหลินกันเจ้าคะ?” เหมยเซียนจงใจเน้นเสียงให้ดังไปถึงหูของทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง สายตาของนางกวาดมองสภาพที่เสื้อผ้าของเฟยอวี่หลุดลุ่ยเล็กน้อยเนื่องจากความทุรนทุรายจากพิษยา ก่อนจะหันไปสบตากับจางเหว่ยที่ยืนทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ด้านหลัง
จางเหว่ยเดินก้าวออกมาข้างหน้า แววตาของเขามีทั้งความผิดหวังที่เสแสร้งและความสะใจที่ปิดไม่มิด “หลินเฟยอวี่! ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะทำตัวเหลวแหลกเช่นนี้! งานเลี้ยงมงคลของตระกูลจาง เจ้ากลับมาลักลอบพบชู้รักในห้องพักส่วนตัว!”
เฟยอวี่พยายามยันตัวขึ้นยืน ร่างกายที่สั่นเทาทำให้ดูเหมือนนางกำลังประคองตัวไม่ได้เพราะฤทธิ์สุราหรือความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง นางกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นทั้งขุนนางชั้นผู้ใหญ่และบรรดาฮูหยินที่ต่างมองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม บางคนถึงกับกระซิบกระซาบด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
นางหันไปมองหลี่เฉิงที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวกับเขากำลังชมละครฉากหนึ่งที่เขาเป็นผู้กำกับเองกับมือ
‘ไอ้ปีศาจ...’ นางสบถในใจ
“ท่านพี่... ท่านพูดเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?” เฟยอวี่ฝืนพยุงเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ในหัวจะหมุนคว้าง “หากท่านคิดว่าการที่ข้ามาพักผ่อนในห้องที่จัดเตรียมไว้ให้แขก เป็นการลักลอบทำเรื่องไม่ดี ท่านก็ช่างมีความคิดที่... ต่ำทรามเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการถึง”
“เจ้ายังจะเถียง!” จางเหว่ยพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือนาง แต่เฟยอวี่สะบัดออกด้วยกำลังทั้งหมดที่มี “หลักฐานคาตาขนาดนี้ เจ้าคิดว่าทุกคนที่นี่ตาบอดหรืออย่างไร?”
เหมยเซียนเดินเข้ามาใกล้ บีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร “คุณหนูหลินเจ้าคะ ข้าพอจะเข้าใจว่าความเหงาเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ท่านจะทำเช่นนี้กับท่านจางไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านทำลายเกียรติของสตรีที่ควรจะเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้อื่นเช่นนี้...”
นางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเฟยอวี่ด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนมีเพียงแค่สองคนได้ยิน “ยาที่ข้าให้เจ้าดื่มเมื่อครู่... ยังมีฤทธิ์แรงกว่านี้อีกนะ หากเจ้าไม่อยากให้ทุกคนที่นี่เห็นเจ้าทำเรื่องน่าอายจนต้องอับอายขายหน้าไปทั้งตระกูล ก็จงสารภาพออกมาว่าเจ้าเป็นฝ่ายรวบรัดท่านอ๋องเสียเถิด”
เฟยอวี่มองใบหน้าของผู้หญิงที่นางเกลียดที่สุดในชีวิต แววตาของนางเย็นเยียบจนเหมยเซียนสะท้านวาบ พิษในร่างของนางกำลังเล่นงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่นางข่มความเจ็บปวดเอาไว้ด้วยความเคียดแค้นที่เดือดพล่านยิ่งกว่า
นางหัวเราะออกมาเบาๆ แม้จะดูน่าเวทนาในสายตาผู้อื่น แต่มันคือเสียงหัวเราะแห่งการโต้กลับ
“ท่านอ๋องเพคะ...” เฟยอวี่หันไปทางหลี่เฉิง ฝืนส่งยิ้มที่ทำให้หัวใจของบุรุษผู้เย็นชาถึงกับกระตุก “ในเมื่อคนพวกนี้ปรักปรำว่าข้า ‘สมสู่’ กับท่านในห้องนี้ ท่านจะช่วยกรุณาบอกพวกเขาได้หรือไม่... ว่าตั้งแต่นาทีที่ท่านเข้ามาในห้องนี้ ท่านได้ทำอะไรกับข้าบ้าง?”
หลี่เฉิงเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ด้วยความสนใจที่เกินคาดเดา
“เจ้าแน่ใจนะ... ว่าอยากให้ข้าพูดความจริง?”
เขาก้าวเข้ามาหาเฟยอวี่ช้าๆ ท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่จดจ้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น จางเหว่ยและเหมยเซียนมองดูเหตุการณ์ด้วยความมั่นใจว่าแผนการสำเร็จแล้ว ทว่าในขณะที่หลี่เฉิงโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกของเขาสัมผัสกับขมับของนาง เขากลับกระซิบด้วยเสียงที่ดังกังวานไปทั่วห้อง
“พวกเจ้าอยากรู้จริงหรือ? ว่าข้าทำอะไรกับนางในห้องนี้...”
เขากวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยท่าทีดุดัน ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ “ข้าแค่เข้ามาแจ้งข่าวเรื่อง ‘คดีทุจริตที่ซ่อนอยู่ในบัญชีการค้าของตระกูลจาง’ ที่นางเพิ่งส่งหลักฐานให้ข้าตรวจสอบต่างหาก ส่วนเรื่องที่พวกเจ้าป่าวประกาศว่านางทำเรื่องน่าบัดสี... ดูเหมือนพวกเจ้าจะร้อนตัวกันเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง!
จางเหว่ยหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีไก่ต้ม เหมยเซียนที่กำลังจะเอ่ยปากใส่ไฟกลับพูดไม่ออก ราวกับมีก้อนเลือดจุกอยู่ที่คอหอย
เฟยอวี่มองไปที่จางเหว่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไรต่อ ความร้อนจากพิษยาที่ถูกกดไว้ก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนนางต้านทานไม่ไหว ร่างของนางทรุดฮวบลงไปในอ้อมแขนของหลี่เฉิงทันที!
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะหมดสติ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มทหารรักษาพระองค์ก็ดังแทรกเข้ามาในโถงงานเลี้ยง พร้อมกับเสียงประกาศที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
เฟยอวี่ที่หรี่ตาลงมองภาพเบื้องหน้าผ่านม่านน้ำตา เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองก้าวเข้ามาในห้อง... และคนข้างกายของฮ่องเต้ที่เดินตามมาติดๆ กลับเป็นชายชราคนหนึ่งที่นางรู้จักดีที่สุดในฐานะ ‘ศัตรูตัวฉกาจของตระกูลหลิน’ ที่ตายไปแล้วในชาติก่อน!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับเฟยอวี่ในมรสุมครั้งนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าค่ะ
หมอกเหมยปลายฤดู
หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 27
การเสื่อมเสียชื่อเสียง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!