หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 34

อุปสรรคจากท่านหญิง

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นหอมเย็นของหมึกชาฮั่วชั้นดีบนกระดาษซวนจื่อราคาแพงถูกกลบด้วยกลิ่นฉุนกึกของน้ำชาดอกกุหลาบป่าที่เพิ่งถูกสาดรดลงบนพรมปักลายหงส์บินอย่างจงใจ หลินเฟยอวี่ไม่ได้กะพริบตาแม้แต่น้อย หยดน้ำชาสีแดงคล้ำหยดลงตามปลายชายเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายเมฆาของนาง ช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังความอดทนของมนุษย์ นางเพียงปรายหางตามองรอยเปื้อนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของเรือนร่างระหงในชุดกระโปรงผ้าต่วนสีม่วงเข้มปักดิ้นทองระยิบระยับ ผู้กำลังแย้มยิ้มเยาะเย้ยด้วยความสะใจอยู่เบื้องหน้า "อุ๊ย... ตายจริง มือของข้าระคายเคืองนัก ถึงกับถือถ้วยชาไม่มั่นคง เสียมารยาทต่อหน้าแม่นางหลินผู้เลื่องชื่อเรื่องการค้าเสียแล้วกระมัง" ท่านหญิงฉางle (ฉางเล่อ) เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดปิดบัง ดวงตารูปเมล็ดซิ่งคู่นั้นกวาดมองหลินเฟยอวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาดมืด ข้าราชบริพารและนางกำนัลนับสิบชีวิตที่ยืนรายล้อมต่างก้มหน้ากลั้นยิ้ม ทว่าไม่มีใครกล้าส่งเสียงขบขันออกมาดังๆ เนื่องจากเกรงกลัวอำนาจในมือของพระองค์ ในห้องโถงรับรองของจวนมหาเสนาบดีเวลานี้ เต็มไปด้วยบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก งานเลี้ยงน้ำชาเพื่อการกุศลที่จัดขึ้นโดยตระกูลใหญ่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเวทีประลองกำลังทางจิตวิทยาอย่างเงียบเชียบ หลินเฟยอวี่รู้ดีว่าเหตุใดท่านหญิงผู้นี้จึงจงใจหาเรื่องนาง เหตุผลมิใช่เพียงแค่เรื่องความหึงหวงไร้สาระเรื่องที่ฉินอ๋องหลี่เฉิงเคยชายตาแลมองผลงานการบริหารร้านผ้าของนางในงานเทศกาลโคมไฟครั้งก่อน หากแต่เป็นความหวาดกลัวลึกๆ ในใจของชนชั้นสูง ที่เห็นสามัญชนผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาถือครองความมั่งคั่งและอำนาจต่อรองเหนือกว่าขุนนางบางคนต่างหาก "ท่านหญิงทรงมีพระเมตตากรุณายิ่งนัก เพิ่งจะทรงบริจาคเงินหมุนเวียนให้แก่โรงทานเมื่อครู่ มาบัดนี้ยังทรงประทาน 'ชาล้างซวย' ให้แก่หม่อมฉันผู้ต่ำต้อยถึงที่นี่ เกรงว่าบุญคุณครั้งนี้ หม่อมฉันคงต้องจดจำไว้จนวันตายทีเดียวค่ะ" น้ำเสียงของหลินเฟยอวี่ราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความโกรธเกรี้ยว นางแย้มยิ้มบางเบat ประณีตและงดงามราวกับภาพวาด ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับทำให้ท่านหญิงฉางเล่อรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด "เจ้า!" ท่านหญิงฉางเล่อตบโต๊ะเบาๆ ด้วยความขัดเคือง "สามัญชนกล้าดียังไงมาประชดประชันข้า? เจ้าคิดว่าเจ้ากุมบังเหียนการค้าผ้าครึ่งเมืองหลวงไว้ แล้วจะสามารถทำตัวเสมอท่านหญิงผู้สูงศักดิ์เช่นข้าได้งั้นรึ? ชาตระกูลต่ำต้อยอย่างเจ้า ต่อให้หาเงินได้มากเท่าภูเขา ก็เป็นได้แค่นางคณิกาชั้นต่ำที่ใช้เงินซื้อเกียรติเท่านั้นแหละ!" คำพูดเชือดเฉือนนั้นดังสะท้อนไปทั่วห้องโถง แขกเหรื่อคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ไกลออกไปเริ่มเหลือบสายตามามองด้วยความสนใจ บ้างก็สมน้ำหน้า บ้างก็เวทนา ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยเหลือ หลินเฟยอวี่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ นางค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดซับคราบน้ำชาบนชายเสื้ออย่างใจเย็น การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถเต็มไปด้วยความสง่างามที่แม้แต่สตรีในราชสำนักยังต้องยอมจำนน ในชาติก่อน นางเคยถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดที่เจ็บปวดกว่านี้ ถูกหักหลังโดยคนที่รักและไว้ใจที่สุด จนต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในกองเพลิง ความเจ็บปวดเหล่านั้นหล่อหลอมให้นางกลายเป็นเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำดูถูกเหยียดหยามจากท่านหญิงผู้เอาแต่ใจเพียงคนเดียว จึงเป็นเพียงลมปากที่พัดผ่านผิวหนังเท่านั้น หาได้ระคายเคืองถึงหัวใจไม่ "ท่านหญิงทรงตรัสถูกต้องแล้วค่ะ เงินทองหาได้ง่ายดายเพียงใด ก็ไม่อาจซื้อชาติกำเนิดสูงส่งได้... แต่กระนั้น..." หลินเฟยอวี่เงยหน้าขึ้น สบตากับท่านหญิงฉางเล่อตรงๆ แววตานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก "เงินทองของสามัญชนต่ำต้อยเช่นหม่อมฉันนี่แหละเพคะ ที่คอยค้ำจุนเบี้ยหวัดและเสบียงกรังของกองทัพชายแดนที่พระสวามีของท่านหญิงทรงรับผิดชอบอยู่ หากไม่มีภาษีการค้าจากร้านค้าของหม่อมฉันและพ่อค้าคนอื่นๆ เกรงว่าม้าศึกในคอกของท่านอ๋องคงต้องกินแกลบแทนหญ้าแล้วกระมังเพคะ" เพล้ง! เสียงถ้วยชาในมือของท่านหญิงฉางเล่อร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจาย ใบหน้าของนางถอดสีด้วยความโกรธจัดจนบิดเบี้ยว หลอดเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด การพาดพิงถึงราชกิจและกองทัพของสวามีตนเองต่อหน้าธารกำนัล เป็นเรื่องที่ล้ำเส้นเกินกว่าที่ท่านหญิงผู้หยิ่งทะนงจะยอมรับได้ "นังสารเลว! เจ้ากล้าเอาเรื่องราชการมาขู่ข้าหรือ?!" ท่านหญิงฉางเล่อหวีดร้องลั่น ยกมือขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าขาวเนียนของหลินเฟยอวี่ ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือเรียวยาวกำลังจะเหวี่ยงลงมา ท่อนแขนของท่านหญิงกลับถูกมือข้างหนึ่งคว้าเอาไว้กลางอากาศอย่างแน่นหนา แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาด ราวกับคีมเหล็กที่ไร้ความปรานี "ท่านหญิงทรงอารมณ์ร้อนเกินไปแล้วกระมัง ที่นี่คือจวนมหาเสนาบดี หาใช่ห้องหับส่วนพระองค์ไม่ การลงไม้ลงมือกับแขกผู้มีเกียรติ... เกรงว่าจะไม่ใช่สิ่งที่สตรีผู้มีชาติตระกูลควรทำนะ" สุ้มเสียงทุมนุ่มกังวานดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดคลุมสีดำปักลายมฆาสีเงิน ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับงานแกะสลัก ดวงตาหงส์คู่นั้นกวาดมองเหตุการณ์ด้วยความเย็นชาแฝงประกายอันตรายที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องก้มหน้าหลบสายตาโดยอัตโนมัติ ฉินอ๋องหลี่เฉิงก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลินเฟยอวี่อย่างเป็นธรรมชาติ ปลายนิ้วเรียวของเขายังคงกุมข้อมือของท่านหญิงฉางเล่อไว้หลวมๆ ก่อนจะสะบัดออกด้วยความรังเกียจราวกับนางเป็นสิ่งสกปรก "ท่านอ๋อง..." ท่านหญิงฉางเล่อเบิกตากว้างด้วยความตกใจและน้อยใจ นางไม่คาดคิดว่าบุรุษที่นางแอบหลงใหลมานาน จะออกหน้าปกป้องสามัญชนชั้นต่ำผู้นี้ต่อหน้าธารกำนัล "ท่าน... ท่านกล้าแตะต้องข้าเพื่อปกป้องนังนี่รึ?!" "ข้าไม่ได้ปกป้องผู้ใด ข้าเพียงแต่รักษาหน้าตาของราชสำนักไม่ให้ต้องอับอายเพราะความไร้เหตุผลของท่านหญิงต่างหาก" หลี่เฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงกระดูกดำ เขามองท่านหญิงฉางเล่อด้วยหางตา ก่อนจะหันมามองหลินเฟยอวี่ แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงชั่วขณะอย่างไม่มีใครทันสังเกต "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?" หลินเฟยอวี่ส่ายหัวช้าๆ นางถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่เหมาะสม แม้ในใจจะรู้ว่าการปรากฏตัวของเขาช่วยชีวิตนางจากการเสียหน้า (และอาจรวมถึงการลงไม้ลงมือ) แต่การที่เขาเข้ามาพัวพันกับนางในยามนี้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นไปอีก "ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเมตตา หม่อมฉันมิได้เป็นอันใดค่ะ" นางตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพตามธรรมเนียม ทว่าแฝงนัยยะเตือนสติบางอย่างผ่านสายตาที่ส่งไปให้เขา 'ท่านกำลังสร้างศัตรูเพิ่มให้ข้าโดยใช่เหตุ' หลี่เฉิงลอบยมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน เขารู้ว่าสตรีตรงหน้ามีความสามารถเอาตัวรอดได้ ต่อให้ไม่มีเขาเข้ามาขัดจังหวะ นางก็ย่อมมีวิธีตอกกลับท่านหญิงฉางเล่อจนอีกฝ่ายกระอักเลือดอย่างแน่นอน เพียงแต่... เขาทนมองนางถูกรังแกไม่ได้ก็เท่านั้น "ในเมื่อแม่นางหลินไม่เป็นอะไร เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญทางธุรกิจที่จะต้องปรึกษาเจ้าพอดี" หลี่เฉิงเอ่ยชวนหน้าตาเฉย ไม่สนสายตาอาฆาตมาดร้ายนับสิบที่จ้องมองมา ทว่า ก่อนที่หลินเฟยอวี่จะทันได้ตอบรับ สายตาของนางก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยสายหนึ่งที่กำลังเดินหลบมุมออกจากประตูหลังของห้องโถง ร่างนั้นสวมชุดพ่อค้าเร่ธรรมดา ทว่าท่าทางการเดินและการสะพายถุงผ้าไหมปักลายประหลาดกลับสะดุดตา นางจดจำได้ทันที... นั่นคือถุงเงินของตระกูลจาง อดีตสามีผู้โหดเหี้ยมของนาง! และคนที่เดินตามหลังพ่อค้าคนนั้นไปติดๆ คืออนุเหมยเซียน หญิงสาวหน้าซื่อใจคดผู้ร่วมมือกันทำลายชีวิตนางในชาติก่อน! หัวใจของหลินเฟยอวี่กระตุกวูบ ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตชาติซ้อนทับขึ้นมาในเสี้ยววินาที เหตุใดคนพวกนี้จึงมาปรากฏตัวที่จวนมหาเสนาบดีได้? หรือว่า... การกลั่นแกล้งจากท่านหญิงฉางเล่อในวันนี้ จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญตามอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลับบางอย่างที่ถูกชักใยอยู่เบื้องหลัง? หลินเฟยอวี่หันขวับกลับไปมองท่านหญิงฉางเล่อที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความแค้น ดวงตาทรงอำนาจคู่นั้นแวบประกายความสะใจบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้ไม่มิด... ท่าทางเช่นนั้น มันคือแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าและกำลังรอคอยดูละครฉากใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า มือเรียวภายใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ความเย็นเยียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ ปมปริศนาที่นางตามหามานาน กำลังจะถูกคลี่คลายในสถานที่แห่งนี้ และหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะกระชากหน้ากากคนทรยศ ก็อยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น หลี่เฉิงสังเกตเห็นความผิดปกติทางสีหน้าของนาง เขาก้มตัวลงกระซิบเบาๆ ข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มนุ่มมีเสน่ห์เจือแววตื่นตัว "ดูท่า... เรากำลังจะได้เจอเรื่องสนุกกว่าที่คิดแล้วกระมัง แม่นางหลิน?" หลินเฟยอวี่ไม่ตอบคำ เขาส่งยิ้มเย็นเยียบให้เขาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินตามเงาร่างทั้งสองนั้นหายลับไปในความมืดของระเบียงทางเดินด้านหลัง โดยมีสายตาคมกริบของฉินอ๋องก้าวตามติดไปไม่ห่าง ราวกับเงาตามตัวที่พร้อมจะปกป้องและสังหารไปพร้อมกัน -------------------------------------------------- หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลเกมแห่งความรักและการแก้แค้นนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนชะตาข้ามภพ: เส้นทางเศรษฐินีพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%