"ถ้าเธอยังเอาแต่นั่งก้มหน้ามองสันหนังสือเล่มนั้นทำหน้าเหมือนคนกำลังไขปริศนาคดีฆาตกรรม ฉันเกรงว่าวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรมคาบหน้า เธอน่าจะได้ไปนั่งคุยกับวิญญาณบรรณารักษ์แทนที่จะได้ส่งรายงานนะคะ มินนา"
เสียงกระซิบที่เจือด้วยความระอาเล็กๆ ของพายดังขึ้น พร้อมกับสมุดเล็ทเชอร์สีพาสเทลที่ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวในมุมอับสายตาของห้องสมุดมหาวิทยาลัย ชั้นสาม
มินนาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาละออกจากหนังสือรวมบทกวีปกหนังสีน้ำตาลเข้มเล่มคุ้นเคย มันคือเล่มเดิม เล่มที่เมื่อวานนี้เพิ่งจะมีรอยดินสอจางๆ เขียนตอบข้อความความในใจของเธอลงไปในหน้ากระดาษแผ่นที่สิบสอง รอยหมึกดินสอที่เขียนด้วยลายมือตวัดหวัดแต่น้ำหนักมั่นคง ซึ่งเปลี่ยนโลกอันเงียบงันของเธอให้ปั่นป่วนจนนอนไม่หลับทั้งคืน
"เปล่าสักหน่อย... ฉันแค่วิเคราะห์โครงสร้างประโยคน่ะพาย" มินนาแก้ตัวเสียงเบา เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง พยายามซ่อนสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เธอใช้คั่นหน้าไว้ใต้ฝ่ามือ
"วิเคราะห์โครงสร้างประโยคด้วยการจ้องกระดาษแผ่นนั้นมาสามสิบนาทีเต็มเนี่ยนะ?" พายหรี่ตามองเพื่อนสนิทอย่างรู้ทัน นั่งลงตรงข้ามแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ "สารภาพมาซะดีๆ ตั้งแต่เมื่อวานที่เธอวิ่งหน้าตาตื่นออกจากห้องสมุดแล้วทิ้งฉันไว้กับกองหนังสือสมุนไพร เธอก็ดูแปลกไป เหมือนคนกำลังตามหาฆาตกรต่อเนื่อง... หรือว่าไอ้เจ้าของลายมือปริศนานั่น มันเขียนอะไรสะเทือนใจเธอเข้าล่ะ?"
มินนากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปลายมือเย็นเฉียบ เธอไม่ได้บอกพายเรื่องข้อความในหนังสือเล่มนี้ มันเป็นพื้นที่ส่วนตัว เป็นความลับเล็กๆ ที่เธออยากเก็บไว้ขบคิดคนเดียว แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวทุกครั้งที่นึกถึงประโยคสั้นๆ ที่ถูกเขียนตอบกลับมาว่า *'ความเงียบไม่ได้น่ากลัวเสมอไปหรอกครับ... บางครั้งมันแค่รอให้ใครสักคนกล้าพอที่จะรับฟัง'*
ถึงสรรพนามที่เขาใช้จะดูสุภาพ แต่ลายมือหนักแน่นและรัศมีความกดดันบางอย่างที่เธอสัมผัสได้ มันทำให้เธอแน่ใจว่า เจ้าของรอยดินสอนั้นไม่ใช่คนแก่โบราณคร่ำครึแน่ๆ
"เปล่าหรอك... ไม่มีอะไรจริงๆ" มินนาปฏิเสธเสียงอ้อมแอ้ม เบือนหน้าหนีไปมองออกนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ ที่สะท้อนภาพท้องฟ้ายามบ่ายแก่ๆ "ฉันแค่อยากรู้ว่า... ใครเป็นคนยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่านต่อจากฉันบ่อยที่สุดต่างหาก"
"อ๋อ อยากสืบหาตัว 'เจ้าชายกบ' ของเธอนี่เอง" พายทำเสียงสูงอย่างรู้ทัน ก่อนจะยักคิ้วยั่วเย้า "ถ้าอยากรู้นักทำไมไม่ไปเช็คประวัติที่เคาน์เตอร์ยืมคืนล่ะยะ?"
"บ้าหรือไง! บรรณารักษ์เขาไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการหรอกนะพาย อีกอย่าง... มันดูโรคจิตยังไงก็ไม่รู้ที่จะไปตามสืบเรื่องคนอื่นแบบนั้น" มินนาแย้ง หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความกระอักกระอ่วน
"งั้นก็ใช้วิธีโบราณสิคะ... เฝ้ารอ" พายไวกว่าที่คิด เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้กระซิบเสียงลอดไรฟัน "ห้องสมุดไม่ได้กว้างเกินความสามารถของเธอนี่นา มินนา ผู้หญิงที่ใช้เวลาอยู่ในนี้วันละสี่ชั่วโมงอย่างเธอ น่าจะสังเกตเห็นอะไรมากกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ? เอาล่ะ ฉันมีธุระต้องไปเคลียร์กับอาจารย์ที่คณะมนุษฯ ฝากจองโต๊ะนี้ไว้ด้วยนะ... สู้เขาล่ะนักสืบมินนา!"
พูดจบ พายก็คว้ากระเป๋าผ้าใบเก่งแล้วเดินลิ่วหายไปทางบันไดหนีไฟ ทิ้งให้มินนาเผชิญหน้ากับความเงียบงันของห้องสมุดอีกครั้ง
ความเงียบที่ในตอนนี้... กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโคมคราม
มินนาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า เธอตัดสินใจแล้ว วันนี้เธอจะไม่นั่งก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างเดียวเหมือนทุกวัน สายตาของเธอจะต้องทำหน้าที่เป็นเรดาร์คอยกวาดตามองหา 'พิรุธ' ของผู้ชายทุกคนที่เดินเข้ามาหยิบหนังสือในหมวดวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ยุโรปบริเวณนี้
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง กองหนังสือตรงหน้าไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย สมาธิของมินนากระเจิงไปหมดทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าเดินผ่าน ชั้นหนังสือสูงโปร่งกลายเป็นเหมือนเขาว迷กullที่ซ่อนเร้นสายตา เธอเห็นนักศึกษาหลายคนเดินเข้าออก บางคนมานั่งหลับ บางคนมาจับกลุ่มติวหนังสือเสียงเบา จนกระทั่งช่วงเวลาเกือบห้าโมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดสีส้มสาดส่องผ่านกระจกเข้ามาทาบทับพื้นไม้
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคงและคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากทางเดินด้านหลังชั้นหนังสือ
มินนาเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ มือเรียวแสร้งหยิบปากกาขึ้นมาหมุนเล่นในมือ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอแอบชำเลืองมองผ่านเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างด้านข้าง
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก กางเกงสแล็คสีเข้มรับกับสัดส่วนสมส่วนที่ดูโดดเด่น แม้กระทั่งในสถานที่เงียบสงบอย่างห้องสมุด ความนิ่งขรึมและบุคลิกที่ดูสะอาดสะอ้านนั้นก็ยังดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย
...คีย์...
หนุ่มวิศวะปีสองคนนั้น คนที่พายเคยเอ่ยปากแซวว่าเป็น 'เดือนคณะที่หลงทางมาผิดตึก' เพราะเขาชอบมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจและตำราเรียนเล่มหนาอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวประจำเสมอ
มินนาเคยคิดว่าโลกของเธอกับเขาเป็นเส้นขนานที่ไม่วันบรรจบกัน เธอเป็นแค่นักศึกษาตัวเล็กๆ ที่ชอบซ่อนตัวอยู่หลังกองหนังสือ ส่วนเขาคือจุดศูนย์กลางความสนใจของใครหลายคนในมหาวิทยาลัย การที่ผู้ชายระดับเขาจะมาสนใจหนังสือรวมบทกวีเก่าๆ หรือมานั่งเขียนข้อความโต้ตอบในกระดาษโน้ตกับคนแปลกหน้า... มันเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
แต่ทว่า... จังหวะก้าวของคีย์ไม่ได้เดินผ่านไปทางโต๊ะริมหน้าต่างอย่างเคย
ฝีเท้านั้นหยุดลงตรงหน้าชั้นหนังสือหมวดวรรณกรรมคลาสสิก... ซึ่งเป็นจุดที่มินนากำลังนั่งอยู่พอดี!
ลมหายใจของมินนาสะดุดกึก เธอก้มหน้าต่ำลงแทบจะชิดกับสันหนังสือในมือ หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินเสียงมัน ร่างสูงหยุดยืนอยู่หลังชั้นหนังสือห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ เสียงกระดาษถูกพลิกพลิ้วเบาๆ และเสียงถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อนหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา
ชั่วขณะนั้น ความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากกว่าความกลัว ทำให้มินนาตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าที่สุดในชีวิต
เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ แสร้งทำเป็นจะหยิบหนังสือที่อยู่ชั้นบนสุดของล็อกเดียวกัน โดยใช้สันหนังสือบังใบหน้าของตัวเองไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วแอบชำเลืองมองลอดผ่านช่องว่างระหว่างสันหนังสือสองเล่ม
และภาพที่เห็น... ก็ทำให้เลือดในกายของมินนาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
คีย์กำลังยืนถือหนังสือรวมบทกวีเล่มสีน้ำตาลเข้ม... เล่มเดียวกับที่วางอยู่บนโต๊ะของเธอเมื่อวานนี้!
นิ้วมือเรียวยาวของเขากำลังเปิดไปที่หน้ากระดาษแผ่นที่สิบสอง หน้าที่มีรอยดินสอของเธอเขียนไว้ คีย์ยืนอ่านข้อความนั้นด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ได้ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นทอประกายล้ำลึก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นน้อยๆ อย่างพึงพอใจ ชั่ววินาทีนั้น... เขาดูไม่เหมือนวิศวกรหนุ่มมาดขรึมคนเดิม แต่เหมือนเด็กผู้ชายที่กำลังสนุกกับการเล่นซ่อนหาแล้วเจอเบาะแสสำคัญ
มินนาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบชักมือกลับและเตรียมจะหมุนตัวเดินหนีออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่เธอจะถูกจับได้ว่ากำลังแอบมองเขาอยู่
แต่ทว่า... ปลายข้อศอกของเธอพลาดไปปัดโดนสันหนังสือเล่มหนาที่วางซ้อนกันอยู่บนชั้น
*ตุบ!*
เสียงหนังสือเล่มใหญ่ร่วงหล่นกระแทกพื้นพรมหนาในห้องสมุดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงนั้นดังชัดเจนเสียจนผู้คนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว และที่แย่ที่สุดคือ... มันดังขึ้นต่อหน้าต่อตาคีย์ที่ยืนอยู่อีกฝั่งของชั้นหนังสือพอดี!
มินนากลั้นหายใจ ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความร้อนพุ่งขึ้นมาถึงใบหูและพวงแก้มจนแสบผ่าว เธอหลับตาปี๋ ไม่กล้าแม้แต่จะก้มลงไปมองหนังสือที่ตกอยู่บนพื้นด้วยซ้ำ
เสียงฝีเท้าก้าวอ้อมชั้นหนังสือมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
เงาสูงทอดตัวลงทาบทับร่างของเธอจนมิด มินนารับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมสะอาดจางๆ ที่เจือมากับอากาศรอบตัว เป็นกลิ่นเดียวกับที่เธอบังเอิญได้กลิ่นตอนที่เดินสวนกับเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน
"ดูท่าทาง... หนังสือเล่มนี้จะไม่อยากให้เธอเก็บความลับไว้คนเดียวนะครับ... มินนา"
เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยเรียกชื่อเธออย่างสนิทสนมดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับมือหนาที่ก้มลงหยิบหนังสือเล่มที่ตกอยู่ขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรงๆ ด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความหมายบางอย่างไว้เกินกว่าจะคาดเดา
****************************************
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเปิดหน้ากระดาษความรู้สึกไปพร้อมกับมินนานะคะ
บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด•ตอนที่ 6
ตามหาเจ้าของลายมือ
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!