“ทำไมต้องเป็นเล่มนี้คะ? ทั้งที่ชั้นหนังสือโซนประวัติศาสตร์มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ”
เสียงของมินนาสั่นน้อยๆ แต่ในจังหวะที่ตัดสินใจเอ่ยปากถามออกไป เธอกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะคีย์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในมุมอับสายตาของห้องสมุด แต่มือที่เผลอไผลหยิบหนังสือเล่มเดียวกันขึ้นมาจากชั้นวางพร้อมกันโดยบังเอิญนั้น มันทำให้มินนาหลบสายตาไปทางไหนไม่ถูก
คีย์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาทันที เขายังคงใช้นิ้วเรียวยาวคั่นหน้าหนังสือเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ ปิดมันลงช้าๆ แล้วหันมาสบตาเด็กสาวอักษรฯ ที่ยืนหน้าแดงซ่านอยู่ตรงหน้า
“เพราะมันเป็นเล่มที่ไม่มีใครแตะต้องมานานแล้วครับ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง... สำหรับผม สิ่งที่คนอื่นมองข้าม มักจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ลึกกว่าที่เห็นเสมอ” เขาหยุดเว้นจังหวะ พลางขยับแว่นสายตาที่ดูไม่เข้ากับลุคหนุ่มวิศวะป๊อปปูล่าร์ของเขาเลยสักนิด “คุณก็ด้วยใช่ไหมครับ มินนา?”
หัวใจของมินนาเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนออกมานอกอก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ใช่การทักทายผ่านข้อความในสมุดบันทึกที่เธอมักจะสอดไว้ในชั้นหนังสือ
“คุณ... รู้จักชื่อฉันได้ยังไงคะ?”
คีย์ไม่ได้ตอบในทันที เขาวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา ก่อนจะผายมือเชิญชวนให้เธอนั่งลงตรงข้าม “ชื่อของคุณเขียนติดอยู่ที่หน้าปกด้านในของหนังสือเล่มก่อนหน้าที่ผมอ่านจบไป คุณมักจะทิ้งคำคมบทกวีไว้เสมอ... มันน่าสนใจกว่าบทเรียนวิศวะที่ผมกำลังปวดหัวอยู่มากเลยล่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมมุมห้องสมุด มินนาเลือกที่จะนั่งลงอย่างประหม่า เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกเปิดโปงตัวตนที่แอบซ่อนไว้หลังชั้นวางหนังสือมาตลอดเทอม ทั้งสองเริ่มบทสนทนาที่ไม่มีใครกล้าคาดเดาว่าจะลงเอยอย่างไร เรื่องราวจากหน้ากระดาษที่เคยแลกเปลี่ยนผ่านตัวอักษร ถูกเปลี่ยนมาเป็นถ้อยคำที่ไหลผ่านลำคอออกมาจริงๆ
จากเรื่องหนังสือเล่มโปรด ก็ไหลลื่นไปสู่เรื่องความฝันที่อยากเขียนงานวรรณกรรม ของสะสมที่ชอบ และความรู้สึกโดดเดี่ยวในรั้วมหาวิทยาลัยที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่เกินตัว มินนาพบว่าคีย์ไม่ได้มีเพียงภาพลักษณ์หนุ่มเท่ผู้สมบูรณ์แบบ เขามีความอ่อนไหว มีความเปราะบาง และมีรสนิยมการอ่านที่ละเอียดอ่อนจนน่าประหลาดใจ
เขามักจะเอียงคอรับฟังเธอด้วยแววตาที่จดจ่อ ส่วนมินนาก็ลืมความขี้อายไปสิ้น เธอเริ่มพูดถึงฉากหลังของตัวละครที่เธอหลงรักอย่างออกรส จนลืมสังเกตไปเลยว่าแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เคยสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานสูงนั้น ได้เลือนหายไปจนกลายเป็นเงาสลัวของช่วงเย็นแล้ว
“ตายจริง!” มินนาอุทานออกมาเมื่อเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนังที่เข็มยาวชี้เลขสิบสอง “นี่มันจะหกโมงเย็นแล้วนะคะ เราคุยกันเพลินจนลืมเวลาปิดห้องสมุดไปเลย!”
คีย์หัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและอบอุ่นจนมินนารู้สึกใจสั่น เขาไม่ได้รีบลุกขึ้น แต่กลับเอื้อมมือมาแตะขอบหนังสือเล่มที่พวกเขากำลังอ่านค้างไว้
“บางครั้ง... เวลาที่ผ่านไปเร็วเกินไป ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าเรากำลังมีความสุขกับมันจริงๆ นะครับ”
มินนากำลังจะตอบกลับ แต่ทว่าจังหวะนั้นเอง แสงไฟในห้องสมุดก็กระพริบสองสามครั้งก่อนจะดับลงจนมืดสนิท เหลือเพียงแสงสลัวจากไฟฉุกเฉินที่ส่องลงมายังโต๊ะตัวที่พวกเขานั่งอยู่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบรรณารักษ์เวรดึกที่เดินตรวจตราโซนด้านในดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ในความมืดที่บีบให้หัวใจของมินนาเต้นรัว คีย์ก็เอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ แล้วกระซิบเสียงต่ำจนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหูของเธอ
“อย่าเพิ่งขยับนะครับ... มีคนกำลังเดินมาทางนี้ และถ้าเขาเห็นเราที่นี่... บางทีความลับที่เราแอบคุยกันเรื่องหนังสือเล่มนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะถูกเปิดเผย”
มินนาหยุดนิ่งค้าง สัมผัสจากมือของคีย์ส่งผ่านความร้อนผ่าวไปทั่วร่าง ก่อนที่เธอกลั้นหายใจเมื่อเห็นเงาของใครบางคนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซอกมุมที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ เงาสูงใหญ่ของคนผู้นั้นทาบทับลงมาบนโต๊ะ และหยิบหนังสือเล่มที่พวกเขากำลังอ่านค้างไว้ขึ้นไปถือไว้ในมือ พร้อมกับเสียงทุ้มที่คุ้นเคยของ 'พาย' เพื่อนสนิทตัวแสบที่ดังขึ้นอย่างลึกลับว่า “ไหนล่ะ... คนที่เธอคอยเฝ้ามองมาตลอดเทอมน่ะ... อยู่ไหนกันนะ?”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับมินนาและคีย์นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ด้วยรักจากที่คั่นหนังสือสีชมพูค่ะ
บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด•ตอนที่ 9
บทสนทนาแรกในชีวิตจริง
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!