กลิ่นกระดาษเก่าเคลือบด้วยความชื้นจางๆ ของฝนที่เพิ่งซาเม็ดไปเมื่อครู่ ลอยอบอวลอยู่รอบโต๊ะอ่านหนังสือมุมโปรด โต๊ะตัวที่แสงไฟสีส้มอมเหลืองสาดส่องลงมาพอดี ทำให้เงาของฉันทอดทับลงบนหน้ากระดาษของตำนานวรรณกรรมคลาสสิกเล่มหนา
แต่วันนี้... สมาธิของฉันไม่ได้อยู่กับตัวอักษรภาษาอังกฤษนับร้อยบนหน้ากระดาษเลยสักนิด
ปลายนิ้วที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงวงเล็กกำลังบรรจงตัดกระดาษการ์ดสีชมพูพาสเทลเนื้อหนา ความกว้างและยาวถูกวัดอย่างพอเหมาะพอเจาะเพื่อให้มันกลายเป็น ‘ที่คั่นหนังสือ’ ชิ้นพิเศษ ที่ผ่านการไตร่ตรองมานานนับสัปดาห์
"ถ้าทำประณีตเกินไป เขาอาจจะรู้ว่าเราตั้งใจ... แต่ถ้าทำลวกๆ ก็กลัวว่าเขาจะไม่เห็นคุณค่า"
ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางกัดริมฝีปากล่างอย่างใช้ความคิด ขณะที่สายตาก็เหลือบมองโต๊ะตัวยาวฝั่งตรงข้าม ซึ่งตอนนี้ยังคงว่างเปล่าไร้เงาของร่างสูงโปรดปรานในชุดช็อปวิศวะสีเลือดหมู
นี่ก็ใกล้เวลาที่เขาจะมาถึงทุกทีแล้ว... ปกติแล้วคีย์เป็นคนตรงต่อเวลาเสมอ เขามักจะมาถึงห้องสมุดเงียบสงบแห่งนี้ในช่วงบ่ายของวันอังคารและพฤหัสบดี เพื่อทบทวนตำราเรียนก่อนมีคลาสแล็บตอนเย็น และนั่นคือช่วงเวลาเดียวที่โลกอันวุ่นวายของนักศึกษาปีหนึ่งคณะอักษรศาสตร์อย่างฉัน ได้โคจรมาบรรจบกับโลกใบใหญ่ของหนุ่มหล่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ผู้แสนจะโดดเด่นคนนั้น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่นุ่มนวลดังแว่วมาแต่ไกล เสียงที่ฉันคุ้นเคยดีเสียยิ่งกว่าเสียงนาฬิกาปลุกในหอพัก หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ฉันรีบก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น ทั้งที่ในสมองว่างเปล่าขาวโพลน
กรุบ... เสียงเก้าอี้ไม้ถูกดึงออกเบาๆ ตามด้วยกลิ่นอายน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นไอปูนเปียกหลังฝนตก ลอยเข้ามาแตะจมูก
ฉันเหลือบสายตาขึ้นมองผ่านกรอบแว่นสายตาเพียงเสี้ยววินาที... คีย์กำลังนั่งลงตรงตำแหน่งเดิม รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากถูกส่งมาทักทายตามมารยาทเช่นเคย ดวงตาคมคายคู่นั้นดูอ่อนล้าลงเล็กน้อยจากการหักโหมอ่านหนังสือหนัก แต่ก็ยังคงประกายความอบอุ่นไว้อย่างครบถ้วน
"สวัสดีครับ... วันนี้อ่านเล่มเดิมเหรอครับมินนา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา กลัวจะรบกวนบรรยากาศอันเงียบงันของห้องสมุด
"อะ... อ๋อ ค่ะ พอดีบทนี้มันค่อนข้างยากน่ะค่ะ เลยต้องอ่านทบทวนหลายรอบหน่อย" ฉันตอบเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวจนเกินไป
คีย์พยักหน้ารับรู้เบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำราเล่มหนาของตัวเองขึ้นมาเปิดบ้าง ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะเปิดหน้าแรก สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่โผล่พ้นสันหนังสือเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะของฉัน
มันคือกระดาษการ์ดสีชมพูอ่อน ละมุนตา ที่ฉันแกล้งทำเป็น ‘ลืม’ วางไว้ใกล้กับอาณาเขตของเขา
ที่คั่นหนังสือชิ้นนั้น... ฉันบรรจงวาดรูปแมวเปอร์เซียตัวน้อยกำลังขดตัวนอนหลับปุ๋ยด้วยหมึกสีดำสนิท พร้อมกับลายมือหวัดๆ แต่ตั้งใจเขียนข้อความสั้นๆ ไว้ที่มุมล่างว่า
*‘ขอให้เป็นการอ่านหนังสือที่ราบรื่นนะคะ - จากคนมุมห้องสมุด’*
ฉันแอบกลั้นหายใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลักออกมานอกอกเมื่อเห็นคีย์หยุดชะงัก นิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ เอื้อมไปหยิบแผ่นกระดาษสีชมพูนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใกล้ชิด ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบตัวเราชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ เป็นฉากหลัง
ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มกวาดมองข้อความและภาพวาดบนนั้น รอยยิ้มที่มุมปากของเขาค่อยๆ คลี่กว้างขึ้นทีละน้อย... เป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากรอยยิ้มสุภาพตามมารยาททั่วไป แต่มันคือรอยยิ้มที่ลึกซึ้งและมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
"นี่... ของใครเหรอครับ" คีย์เงยหน้าขึ้นสบตาฉัน ดวงตาสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความขบขันแกแกมเอ็นดู
"เอ่อ... คือว่า..." ฉันหน้าแดงซ่าน ร้อนผ่าวไปถึงใบหู สมองตื้อตันจนคิดคำแก้ตัวไม่ออก "มะ... มินนา น่าจะวางไว้ผิดที่มั้งคะ พอดีทำเล่นแก้เครียดน่ะค่ะ!"
"อ๋อ... ทำเล่นแก้เครียดเหรอครับ" คีย์ทวนคำด้วยน้ำเสียงลากยาวอย่างหยอกเย้า เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะใช้นิ้วเคาะเบาๆ ลงบนแผ่นกระดาษสีชมพูในมือ "แต่บังเอิญจังเลยนะครับ ที่มันดันมาอยู่ใกล้โต๊ะผมพอดีแถมยังเขียนให้... คนมุมห้องสมุด อ่านอีกต่างหาก"
ฉันเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง อยากจะมุดแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด พายนะพาย... บอกให้ใช้วิธีเนียนๆ แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้เขินจนหายใจไม่ออกแบบนี้ไปได้ล่ะ!
ในจังหวะที่ฉันกำลังจะเอ่ยปากขอคืน คีย์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างกะทันหัน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งของฉันช้าๆ จนฉันต้องเงยหน้ามองเขาด้วยความตกใจ ดวงตาของเราสบกันในระยะที่ใกล้ชิดจนเกินความจำเป็น กลิ่นกายสะอาดสดชื่นของเขาโอบล้อมฉันไว้ราวกับถูกสะกดจิต
คีย์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากฉันเพียงไม่กี่คืบ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะขยับกระซิบด้วยน้ำเสียงกระseeta แผ่วเบาจนมีเพียงเราสองคนที่ได้ยิน
"ถ้าตั้งใจให้... ก็ช่วยรับอันนี้ไว้เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยนะครับ"
พูดจบ... เขาก็หยิบบางสิ่งออกจากกระเป๋าเสื้อช็อป แล้ววางมันลงบนหน้ากระดาษหนังสือของฉันอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปจากห้องสมุดทันที ทิ้งให้ฉันนั่งแข็งทื่อเป็นหุ่นปั้นอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
นิ้วมือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสวัตถุแปลกปลอมที่เขาเพิ่งวางไว้... มันคือ ‘ที่คั่นหนังสือหนังแท้’ สีน้ำตาลเข้ม ปั๊มลายรูปเกียร์วิศวกรรมและตัวอักษรย่อ K.T. พร้อมกับโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือตวัดสวยงามว่า
*‘ถ้าว่าง... เสาร์นี้ไปนั่งอ่านหนังสือที่หอสมุดกลางด้วยกันไหมครับ เจ้าของแมวสีชมพู’*
(ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับมินนาและคีย์นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ด้วยรักจากที่คั่นหนังสือสีชมพูค่ะ)
บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด•ตอนที่ 10
ของขวัญเป็นคั่นหนังสือ
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัวใจในมุมห้องสมุด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!