"ของที่เคยเป็นของตระกูลเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
เสียงหัวเราะในลำคอของหลินฟางดังขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบกองไฟยามดึกสงบลงจนได้ยินเสียงถ่านไม้ลั่นเปรี๊ยะ นางไม่ได้สะท้านตกใจกับเงาร่างของชายแปลกหน้าผู้บุกรุกยามวิกาลแม้แต่น้อย มือเรียวบางที่เพิ่งบรรจงเคี่ยวซุปกระดูกหมูสูตรลับในหม้อดินเผายังคงคนช้าๆ อย่างใจเย็น กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศจีนผสมผสานกับความหวานเคี่ยวจนงวดของน้ำซุปตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ยิ่งขับเน้นให้ความอบอุ่นภายในรั้วฟาร์มตัดกับความโลภที่ฉายชัดในดวงตาของแขกไม่เชิญรายนี้อย่างสิ้นเชิง
จางหยาง สามีหนุ่มนายทหารผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด ขยับกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ไผ่ด้วยความเร็วปานเสือดาว ร่างสูงใหญ่กำยำก้าวเข้ามาขวางหน้าภรรยาเอาไว้ รัศมีความกดดันระดับนายทหารสนามรบแผ่ซ่านจนชายผู้แอบอ้างสิทธิ์ถึงกับผอยถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ท่านผู้ใหญ่บ้านรอง... ยังมีหน้ามาอ้างกรรมสิทธิ์บนที่ดินทำกินที่ทางการออกโฉนดให้ภรรยาข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกหรือ?" จางหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เยียบเย็นจนน่าขนลุก "หรือว่าเบี้ยหวัดจากทางการมันไม่พอใช้ จนต้องมาเที่ยวเดินดมกลิ่นหาเศษเงินตามบ้านชาวบ้านยามวิกาลเช่นนี้?"
ชายผู้บุกรุกคือ 'หลี่เฉียง' ญาติห่างๆ ของตระกูลอดีตผู้ใหญ่บ้านผู้เคยใช้อำนาจบาทใหญ่กดขี่ชาวบ้านในยุคก่อน ตอนนี้เขากำลังส่งยิ้มหยัน พยายามกวาดสายตามองไปทั่วอาณาบริเวณฟาร์มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยแปลงผักออร์แกนิกเขียวขจี โรงเรือนเพาะเห็ด และเล้าไก่ไข่พันธุ์ดีที่ออกไข่ให้ผลผลิตราคาสูง ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนทองคำที่ฝังอยู่ใต้ดินในสายตาของคนเห็นแก่ตัว
"จางหยาง เจ้าอย่ามาทำเป็นปากดี!" หลี่เฉียงกัดฟันกรอด พยายามเชิดหน้าสู้เพื่อกลบเกลื่อนความกลัว "ที่ดินแปลงนี้และสูตรหมักปุ๋ย รวมถึงวิธีทำเกษตรที่พวกเจ้ากำลังกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอยู่ทุกวัน มันควรเป็นของสาธารณะในหมู่บ้าน หรืออย่างน้อยก็ต้องแบ่งให้ตระกูลหลี่ผู้มีพระคุณเก่าแก่... พวกเจ้ามันพวกเห็นแก่ตัว กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา!"
หลินฟางวางทัพพีไม้ลงบนขอบหม้อ นางค่อยๆ ปัดเศษฝุ่นจางๆ บนผ้ากันเปื้อนผ้าฝ้ายสีคราม ก่อนจะก้าวเท้าออกมาจากด้านหลังของสามี ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเย้ยหยันอย่างปิดไม่มิด
"พระคุณเก่าแก่อย่างนั้นหรือคะ?" หลินฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงใสกระจ่างแต่ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "วันที่ครอบครัวเราเกือบอดตายในฤดูหนาวปีโน้น พวกท่านเคยส่งข้าวมาสักเมล็ดไหม? วันที่ข้าต้องอุ้มลูกน้อยตากฝนไปหาหยิบยืมเงินมารักษาตัว พวกท่านบอกว่าอย่างไรนะ... บอกว่า 'คนไร้ค่า ตายไปเสียก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวหลวง' มิใช่หรือ?"
คำพูดของหลินฟางราวกับคมมีดที่กรีดแทงลงบนความจริงอันเน่าเฟะ หลี่เฉียงหน้าถอดสี อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก
"จำไว้เถอะนะคะ..." หลินฟางก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกนิด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจากตัวนางทำให้หลี่เฉียงเผลอถอยหลังอีกครั้ง "ของที่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถของข้า ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาฮุบไปทั้งสิ้น หากท่านยังกล้ามาป้วนเปี้ยนสร้างความรำคาญให้ครอบครัวข้าอีกละก็... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
จางหยางฉวยจังหวะนั้นเตะก้อนหินใσόเท้ากระเด็นไปกระทบเสารั้วเสียงดังสนั่น เป็นสัญญาณเตือนขั้นสุดท้ายที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำขู่ใดๆ หลี่เฉียงหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว เขารีบหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ของสองสามีภรรยา
ความวุ่นวายยามดึกผ่านพ้นไปอย่างไร้ร่องรอย เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วของฝูงนกกระจอกและไก่ขันรับอรุณ แสงแดดสีทองสาดส่องลงบนหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวบนใบผักกาดเขียวขจีในฟาร์ม ส่งประกายระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงาม
ทว่าเช้านี้มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นที่หน้าประตูฟาร์ม...
ชาวบ้านนับสิบชีวิตยืนออกันแน่นขนัด บ้างก็ถือตะกร้า บ้างก็จูงลูกหลานมาด้วยความกระตือรือร้น ทันทีที่หลินฟางเปิดประตูรั้วไม้ไผ่ เสียงเซ็งแซwordsก็ดังขึ้นทันที
"คุณหนูหลิน! จริงหรือเปล่าที่เขาว่า ฟาร์มของเจ้าเปิดให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้วิธีปลูกผักไร้สารพิษด้วย?" ป้าชุน หญิงสูงอายุใจดีประจำหมู่บ้านเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกายความหวัง
หลินฟางยิ้มรับอย่างอ่อนโยน นางกวาดสายตามองเพื่อนบ้านที่เคยดูถูกเหยียดหยาม แต่วันนี้กลับเปลี่ยนท่าทีมาขอความช่วยเหลือด้วยความจริงใจ
"จริงค่ะป้าชุน..." หลินฟางผายมือเชิญทุกคนเข้าไปด้านใน "ประตูฟาร์มของข้าไม่เคยปิดกั้นผู้ที่ตั้งใจทำมาหากิน วันนี้ข้าจะสอนวิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพสูตรลับ และวิธีดูแลแปลงผักให้รอดพ้นจากแมลงศัตรูพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมีให้ทุกคนได้ดูกันชัดๆ เลยค่ะ"
เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจดังลั่นฟาร์ม ชาวบ้านต่างพากันกรูเข้าไปดูแปลงผักตัวอย่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ หลินฟางกลายเป็นวิทยากรจำเป็น นางอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด ชัดเจน และเข้าใจง่าย ทั้งยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงมือปฏิบัติจริง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบรรยากาศแห่งการแบ่งปันอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วของฟาร์ม
ในขณะที่หลินฟางกำลังสาธิตวิธีผสมดินปลูกให้อยู่ท่ามกลางกลุ่มแม่บ้าน สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นร่างสูงของจางหยางที่กำลังแบกกระสอบปุ๋ยเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา พร้อมกับกระซิบกระซาบรายงานสถานการณ์การค้าขายในตลาดเมืองหลวงที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ผลผลิตล็อตแรกขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แถมยังมีพ่อค้าคนกลางกระเป๋าหนักติดต่อขอเหมาซื้อผลผลิตล่วงหน้าตลอดทั้งฤดูกาลอีกด้วย
ความสำเร็จกำลังออกดอกออกผลอย่างงดงาม นามของ "ฟาร์มหลินฟาง" กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความสุขที่ใครๆ ก็ต่างใฝ่ฝัน
แต่ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังชื่นมื่นและทุกคนกำลังสนุกสนานกับการชิมซุปผักสดสูตรพิเศษที่หลินฟางเคี่ยวรอต้อนรับผู้มาเยือน เสียงรถม้าหรูหราคันใหญ่ติดตราสัญลักษณ์ตระกูลขุนนางชั้นสูงก็แล่นมาหยุดกอดอยู่ที่หน้าฟาร์มอย่างกะทันหัน
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าของหญิงวัยกลางคนผู้สวมอาภรณ์หรูหราและเครื่องประดับทองคำระยิบระยับ ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองฟาร์มด้วยความเย่อหยิ่ง ก่อนที่นางจะก้าวลงจากรถม้าด้วยความช่วยเหลือของบ่าวรับชาย พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินฟางแข็งค้างไปชั่วขณะ
"ไม่นึกเลยนะว่า... ลูกสะใภ้ที่เคยถูกขับไล่ออกจากตระกูล จะมีปัญญามาสร้างเนื้อสร้างตัวจนใหญ่โตถึงเพียงนี้... หลินฟาง จำแม่สามีคนนี้ได้หรือไม่?"
[ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "กระท่อมไผ่ริมธาร" มาโดยตลอดนะคะ]
วิถีรักฉบับฟาร์มสุขของเมียทหารผู้ตามใจภรรยาจนเสียคน•ตอนที่ 32
กลิ่นอายความสำเร็จ
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีรักฉบับฟาร์มสุขของเมียทหารผู้ตามใจภรรยาจนเสียคน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!