เสียงล็อกกลอนประตูดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันกลับหนักหน่วงราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอกของลินิน หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ร่างบางที่กำลังยืนหันหลังจัดเอกสารการเงินบนโต๊ะทำงานถึงกับชะงักค้าง กลิ่นอายอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านเข้ามาในความมืดมิดของห้องทำงานส่วนตัวหลังเที่ยงคืน ทำให้เธอไม่ต้องหันไปมองเลยด้วยซ้ำว่าใครคือผู้มาเยือน
คิรากรก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ ทว่าทรงพลังจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงราวกับอุณหภูมิในห้องถูกแช่แข็ง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกว้างและรอยสักเลือนราง สะท้อนความเหนื่อยล้าจากการเคลียร์ปัญหาอันยุ่งเหยิงภายนอก แต่นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความกระหายที่ถูกเก็บกดไว้มานานหลายวัน
"ดึกดื่นปานนี้... ทำไมยังไม่นอนครับ คุณผู้หญิง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นจัดเป่ารดต้นคอระหงที่ตั้งตรงอย่างระแวดระวัง ก่อนที่ท่อนแขนแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กจะตวัดเข้าโอบรอบเอวบาง ลากดึงร่างของเธอเข้ามาชิดแนบแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศผ่าน คิรากรฝังใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมความหวานที่เขาโหยหามาตลอดสัปดาห์อย่างเอาแต่ใจ
"ปล่อยฉันเถอะค่ะ... เอ๊ย! ปล่อยฉันเถอะครับ คุณคีย์" ลินินเผลอหลุดคำเดิมออกไปด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังพยายามสร้างกำแพงกั้นระหว่างเธอกับเขาอยู่ เธอพยายามบิดตัวหนีออกจากการเกาะกุม แต่แรงกดดันจากร่างกายที่ใหญ่โตกว่ากลับทำให้เธอกลายเป็นเพียงลูกนกตัวน้อยในกรงเล็บของพญาอินทรี
"เรียกผมแบบนั้นอีกทีสิครับ... เมื่อครู่คุณเรียกผมว่าอะไรนะ" คิรากรกระซิบชิดใบหู ริมฝีปากร้อนผ่าวขบเม้มติ่งหูของเธอเบาๆ อย่างจงใจหยอกเย้า มือหนาลูบไล้ต่ำลงมาที่หน้าท้องแบนราบ ลูบผ่านเนื้อผ้าชุดทำงานอย่างอุกอาจจนลินินต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อควบคุมเสียงสั่นพร่าของตัวเอง
"ฉันบอกให้ปล่อย! เราตกลงกันแล้วนี่คะ... ไม่สิ เราตกลงกันแล้วนี่ครับ ว่าคุณจะให้เวลาฉัน" ลินินพยายามเค้นเสียงให้แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวเมื่อเธอหันกลับมาประจันหน้ากับเขา แม้แผ่นหลังจะชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานจนมุมอับจนทางหนีทีไล่ก็ตาม
คิรากรชะงักไปนิดเมื่อเห็นประกายตาแข็งกร้าวที่ไม่ยอมจำนนเหมือนเคย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบึ้งตึงขึ้นเล็กน้อย ความหงุดหงิดระAขึ้นในอกเมื่อพบว่าเหยื่อในกรงทองของเขากำลังเริ่มมีเขี้ยวเล็บ ลินินในยามนี้ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้ขอความเห็นใจอีกต่อไปแล้ว เธอยืนหยัดเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาที่เย็นชาและห่างเหิน ซึ่งนั่น... มันยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวมาเฟียหนุ่มให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
"เวลาเหรอครับ?" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มแน่นเข้าหากันด้วยความโกรธ "คุณคิดว่าตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผมปล่อยให้คุณได้หายใจสะดวกขึ้น นั่นคือการให้คุณสร้างกำแพงใส่ผมอย่างนั้นเหรอ ลินิน"
"ฉันแค่กำลังทำหน้าที่ของตัวเอง และคุณเองก็ควรไปทำหน้าที่ของคุณ... ในเมื่อเราต่างฝ่ายต่างมีขอบเขต ทำไมคุณถึงต้องล้ำเส้นเข้ามาทุกครั้งที่ดึกดื่นแบบนี้ด้วย" ลินินเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอกยามที่ปลายนิ้วสากของเขาไล้ขึ้นมาแตะที่คางอิ่มเพื่อบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัส
"ขอบเขตงั้นเหรอ?" คิรากรทวนคำ เสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอช่างน่ากลัว "สำหรับผม... บนโลกใบนี้ ไม่มีคำว่าขอบเขตระหว่างเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันเป็นเรื่องของคุณ"
สิ้นคำพูด ร่างสูงก็พุ่งเข้าประชิดโดยไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้ตั้งตัว มือใหญ่ข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดายด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด ส่วนมืออีกข้างบีบเข้าที่คางของเธอให้เผยริมฝีปากออก ก่อนที่เขาจะบดจูบลงมาอย่างไร้ความปรานี
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศิตและการลงทัณฑ์ รสจูบดุดัน ร้อนแรง และป่าเถื่อนราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ ลินินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามเบือนหน้าหนีและเม้มปากแน่นเพื่อขัดขืน แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของเธอจะต้านทานแรงปรารถนาอันมหาศาลของมาเฟียหนุ่มได้ คิรากรขบเม้มริมฝีปากเธอกระทั่งได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ความเจ็บแปลบทำให้เธอเผลอเผยอริมฝีปากออกด้วยความเผลอตัว และนั่นคือจังหวะที่เขาแทกลิ้นร้อนเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในอย่างเอาแต่ใจ
รสจูบที่ทั้งดุดันและวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความคุ้นเคยและสัมผัสอันเร่าร้อนที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด กลับทำหน้าที่กัดกินสติสัมปชัญญะของเธอทีละน้อย ลินินรู้สึกได้ถึงความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นตามผิวแก้ว กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมราคาแพงทำเอาสมองของเธอพร่าม่าน มือที่เคยพยายามขัดขืนเริ่มอ่อนแรงลง ความชาชินและความปรารถนาลึกๆ ที่ถูกกดทับไว้กำลังถูกปลุกเร้าให้ตื่นขึ้นทีละเปลาะ
คิรากรรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เป็นอย่างดี รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึกเมื่อเขาผริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อปล่อยให้เธอได้สูบฉีดอากาศเข้าปอด แต่ดวงตาคมยังคงจับจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงก่ำและหอบสะั่นด้วยความปรารถนาอย่างผู้เหนือกว่า
"ไหนล่ะครับ... ความเข้มแข็งที่คุณเพิ่งอวดผมไปเมื่อครู่" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการจูบ "ร่างกายของคุณมันซื่อสัตย์กว่าปากเยอะ ลินิน"
"คน... คนบ้า..." ลินินเค้นเสียงด่าทอออกได้แค่นั้นเมื่อฝ่ามือหนาเริ่มลูบไล้ต่ำลงไปใต้ร่มผ้า เนื้อผ้าเนื้อดีถูกมือใหญ่แหวกออกสัมผัสผิวเนียนนุ่มโดยปราศจากการยินยอม แต่มันกลับเต็มไปด้วยความโหยหาที่ปฏิเสธไม่ได้ ความเย็นชาที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองกำลังถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่เขาเป็นคนจุดขึ้นมาอีกครั้ง
คิรากรไม่ปล่อยให้เธอได้มีเวลาคิดทบทวนอะไรอีกต่อไป ร่างสูงช้อนอุ้มร่างบางขึ้นจากพื้นในคราวเดียวจนลินินต้องเผลอใช้แขนเรียวโอบรอบคอเขาไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ตัวเองร่วงหล่น ฝ่าเท้าก้าวฉับๆ ตรงไปยังโซฟาตัวยาวกลางห้องทำงาน ก่อนจะทิ้งตัวลงโดยมีร่างบางถูกตรึงให้อยู่ใต้ร่างหนาหนักที่โถมทับลงมา
บรรยากาศในห้องทำงานมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากถนนด้านนอกที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความต้องการอันดุเดือด คิรากรก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องอีกครั้ง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อจนเกิดอาการขนลุกชัน มือหนาปลดกระดุมเสื้อของเธอออกทีละเม็ดอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาเว้าวอนและขัดขืนในเวลาเดียวกันของหญิงสาว
"หยุดเถอะนะ... ขอร้องล่ะครับ คุณคีย์" ลินินเปล่งเสียงอ้อนวอนออกมาเป็นครั้งแรก หยาดน้ำใสคลอเบ้าด้วยความอึดอัดระคนน้อยใจที่เขาไม่เคยให้เกียรติการตัดสินใจของเธอเลยแม้แต่น้อย
คิรากรชะงักเงยหน้าขึ้นมองสบตาเธอนิ่ง นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมาดุดันและลุ่มลึกดังเดิม นิ้วเรียวเกลี่ยหยาดน้ำตาที่หางตาให้อย่างเบามือขัดกับความป่าเถื่อนในการกระทำเมื่อครู่
"ผมอาจจะใจร้ายกับคนทั้งโลก..." คิรากรกระซิบชิดริมฝีปากเธอ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ปฏิเสธไม่ได้ "แต่กับคุณ... ลินิน จำไว้ว่าผมไม่เคยใจแข็งได้เลยสักครั้ง"
สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากร้อนก็ประทบลงมาปิดกั้นคำพูดปฏิเสธทั้งหมดของเธออีกครั้ง ท่ามกลางพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำซัดสาดจนโลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน ความเร่าร้อนและลึกซึ้งดึงดูดทั้งสองให้จมดิ่งลงไปในห้วงเสน่หาอันอันตราย โดยไม่มีใครยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายชนะ
ทว่า ในขณะที่ร่างทั้งสองกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางไฟปรารถนาอันเร่าร้อน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบจากภายนอกห้อง ตามด้วยเสียงรายงานของบอดี้การ์ดคนสนิทที่ตะโกนแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
"นายครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ทางฝั่งโกดังสินค้าท่าเรือถูกลอบโจมตี และพวกมันกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ครับ!"
คิรากรผละออกจากริมฝีปากอิ่มทันที นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความเหี้ยมเกรียมในเสี้ยววินาที ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมจัดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ความเร่าร้อนเมื่อครู่มลายหายไปราวกับพลิฝ่ามือ แทนที่ด้วยบรรยากาศอันตึงเครียดและอันตรายถึงขีดสุด
ลินินที่นอนหอบสะั่นอยู่บนโซฟา รีบดึงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยของตัวเองขึ้นมาคลุมกายด้วยความตกใจ หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ภายนอกที่กำลังคืบคลานเข้ามา
คิรากรหันกลับมามองเธอนิ่งเป็นครั้งสุดท้าย แววตาเต็มไปด้วยความหวงแหนและคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน
"ล็อคประตูนี้ไว้... และต่อให้เกิดอะไรขึ้น อย่าออกไปจากห้องนี้เด็ดขาด จนกว่าผมจะกลับมาหาคุณ"
พูดจบ มาเฟียหนุ่มก็คว้าปืนพกสีดำสนิทจากลิ้นชักโต๊ะทำงานขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะสาวเท้ายาวเปิดประตูเดินออกไปเผชิญหน้ากับพายุลูกใหม่ภายนอก โดยทิ้งให้ลินินนั่งเคว้งอยู่ท่ามกลางความมืดและเสียงหัวใจที่เต้นระทึกบนเส้นด้ายแห่งความตาย...
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับห้วงอารมณ์อันร้อนแรงนี้ด้วยกันนะครับ)
พันธนาการร้ายรอยรักนอกกฎหมาย•ตอนที่ 18
พายุอารมณ์
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการร้ายรอยรักนอกกฎหมาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!