คราบโลหิตสีดำบนเศษหยกโบราณชิ้นนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่จะพบได้ทั่วไปในเขตแดนเซียน
หลี่มู่เหยียนปรายตามองวัตถุในมือด้วยแววตาที่ว่างเปล่าดั่งบึงน้ำไร้ระลอกคลื่น ทว่าปลายนิ้วที่กุมกระบี่เหินฟ้ากลับสั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่เอ่ยคำใดออกมา ความเงียบงันภายในถ้ำลับแลแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์เวลานี้หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซาน เบื้องหน้าของเขาคือร่องรอยการต่อสู้ที่ถูกลบเลือนด้วยค่ายกลอสูรโลหิต ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะตัวที่สูญหายไปพร้อมกับความล่มสลายของตระกูลเยี่ยเมื่อสิบปีก่อน
"ท่านอาจารย์ยังสงสัยสิ่งใดอยู่อีกหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นจากความมืด เยี่ยเฟิงก้าวออกมาจากเงาอัคคีของคบเพลิง ร่างโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทสะท้อนประกายแสงเย็นเยียบจากคมกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องผู้เป็นอาจารย์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง มีทั้งความเย้ยหยัน ความร้าวราน และร่องรอยของไฟแค้นที่ยังคงแผดเผาอยู่ในอก
หลี่มู่เหยียนไม่หันกลับไปมอง เขายังคงจ้องมองรอยสลักรูป 'ดอกบัวโลหิตเจ็ดกลีบ' บนผนังถ้ำ รอยสลักนี้ชัดเจนเกินไป... ชัดเจนเสียจนราวกับมีใครจงใจทิ้งเบาะแสให้พวกเขาเดินตามเกม
"ร่องรอยนี้สะอาดสะอ้านเกินไป" สุ้มเสียงของเทพกระบี่ราบเรียบ เยือกเย็น และบาดลึก "ผู้ที่ใช้วิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ทิ้งกลิ่นอายพลังปราณตกค้าง มีเพียงคนเดียวในใต้หล้า... จ้าวซีหราน"
เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความเจ็บปวด "หึ... ประมุขพรรคมารผู้ยิ่งใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมตระกูลเยี่ย ท่านเพิ่งเอ่ยนามของมันออกมาด้วยตนเองแล้วกระนั้นหรือ? หรือว่าท่านกำลังหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าอดีตที่ท่านพยายามฝังกลบมันไว้กำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมา?"
บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นอย่างฉับพลัน แรงกดดันจากพลังปราณระดับมหาเทพของหลี่มู่เหยียนแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุล ทว่าเยี่ยเฟิงหาได้ถอยหลังไม่ เขากลับก้าวเข้าไปประชิด ร่างกายทั้งสองห่างกันเพียงคืบ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ประหนึ่งกระบี่สองเล่มที่กำลังปะทะกันกลางอากาศจนเกิดประกายไฟ
"เจ้ากล้าดียังไงมาพูดกับข้าเช่นนี้" หลี่มู่เหยียนเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมปลาบกวาดมองศิษย์เอกผู้ทรยศ "เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เยี่ยเฟิง? การเจ้าดึงดันจะตามล่าจ้าวซีหรานด้วยวิธีการสกปรกเช่นนี้ มันทำให้เจ้าต่างอะไรจากมารร้ายพวกนั้น"
"แล้วท่านคิดว่าข้าควรทำเช่นไรเล่า?!" เยี่ยเฟิงตวาดกร้าว ความอดกลั้นตลอดสิบปีระเบิดออกมาในคราเดียว หยาดน้ำตาคลอหน่วยในดวงตาคู่คมแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความหยิ่งทะนง "ให้ข้าก้มหน้าก้มตารับวิถีกระบี่ไร้ใจของท่าน สละสิ้นซึ่งความแค้น ปล่อยให้วิญญาณของท่านพ่อท่านแม่และคนในตระกูลนับร้อยชีวิตต้องตายอย่างไร้ความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ! ท่านสั่งให้ข้าตัดขาดจากโลกีย์ สอนให้ข้าเย็นชาไร้ความรู้สึก แต่ท่านเอง... ท่านเองมิใช่หรือที่เก็บซ่อนปิ่นปักผมของนางไว้ในอกเสื้อตลอดเวลา!"
ฉับพลัน... อากาศรอบด้านราวกับหยุดนิ่ง
ดวงตาของหลี่มู่เหยียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปฏิกิริยาทางกายที่หาได้ยากยิ่งนี้ปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะรีบดึงสีหน้ากลับสู่ความเยือกเย็นตามเดิม ทว่ามันช้าเกินไป เยี่ยเฟิงเห็นมันแล้ว... เห็นความไหววูบในแววตาของอาจารย์ผู้ไม่เคยสะทกสะท้านต่อสิ่งใด
ปิ่นปักผมหยกขาวลายดอกเหมย... สิ่งของชิ้นสุดท้ายของสตรีผู้เป็นที่รัก ซึ่งหายสาบสูญไปในคืนที่ตระกูลเยี่ยถูกกวาดล้าง และเป็นคืนเดียวกันกับที่หลี่มู่เหยียนช่วยชีวิตเด็กชายเยี่ยเฟิงออกมาจากกองเพลิง
"เจ้า... รู้ได้อย่างไร" หลี่มู่เหยียนเค้นเสียงถาม ความกดดันรอบตัวมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าอันน่ากลัว
"เพราะข้าเป็นคนพบมัน" เยี่ยเฟิงยิ้มหยัน หยิบวัตถุชิ้นเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนลงบนพื้นเบื้องหน้าหลี่มู่เหยียน มันคือเศษหยกชิ้นที่แตกหัก ซึ่งมีลวดลายสลักลึกรูปดอกเหมย... ลวดลายเดียวกันกับปิ่นปักผมเล่มนั้นไม่มีผิดเพี้ยน "และข้ายังรู้อีกด้วยว่า... จ้าวซีหรานไม่ได้เป็นเพียงแค่ประมุขพรรคมารธรรมดา แต่ในอดีต มันเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักของท่าน... เป็นคนที่เคยแย่งชิงทุกสิ่งไปจากท่าน... รวมถึงนางด้วย!"
คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในถ้ำราวกับเสียงอสุนีย์บาตฟาดลงกลางใจ หลี่มู่เหยียนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำอันมืดมนที่ถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลพันปีเริ่มสั่นคลอน ภาพของสตรีในชุดขาวผู้สิ้นลมในอ้อมแขน ภาพของสหายรักที่แปรเปลี่ยนเป็นศัตรู และภาพของรอยยิ้มสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะมอดไหม้
"จ้าวซีหราน... มันไม่ได้อยู่แค่ในเงา" เยี่ยเฟิงก้มลงเก็บเศษหยกขึ้นมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและเด็ดเดี่ยว "และเบาะแสในวันนี้... ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือคำท้าทายจากมัน... มันกำลังรอท่านอยู่ที่ 'หุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ' สถานที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น และเป็นสถานที่ที่มันรอจะสะสางบัญชีหนี้เลือดกับท่านและข้าพร้อมๆ กัน!"
หลี่มู่เหยียนนิ่งเงิบงัน กระบี่ในมือสั่นระริก ปรัชญากระบี่ไร้ใจที่เคยยึดถือมาตลอดชีวิตกำลังพังทลายลงในพริบตา หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับมาเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดและโทสะอันพลุ่งพล่าน
ทว่า... ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดจากปากถ้ำก็ดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณประหลาดที่ไม่อาจระบุสำนักได้แผ่ซ่านเข้ามา
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งน่าขนลุกที่ดังสะท้อนไปทั่วผนังถ้ำ
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพศิษย์อาจารย์ที่น่าประทับใจเสียจริง หลี่มู่เหยียน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตามหาร่องรอยในวันนี้ เป็นฝีมือของจ้าวซีหรานผู้เดียว?"
เสียงปริศนาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดคลุมสีเทาเข้ม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกสวมด้วยหน้ากากกระดูกอสูรที่แตกละเอียด และเมื่อแสงคบเพลิงส่องกระทบเข้ากับใบหน้าที่แท้จริงของมัน... หลี่มู่เหยียนก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เพราะคนผู้นี้คือคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปลายปากกาของ หลิวเยี่ยนซี ในบทนี้นะคะ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงสวรรค์•ตอนที่ 8
ร่องรอยของผู้บงการ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!