เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงสวรรค์•ตอนที่ 10

มรสุมที่ตั้งเค้า

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายโลหิตและไอทมิฬไม่ได้ลอยมาตามสายลม หากแต่แผ่ซ่านขึ้นมาจากผืนปฐพี ราวกับบาดแผลฉกรรจ์บนร่างของแผ่นดินที่กำลังปริแตกออกอย่างไร้เสียง ภายในค่ายพักแรมชั่วคราว ณ ชายแดนรกร้างบูรพา ท้องฟ้าเหนือศีรษะหาได้มีความมืดมิดตามธรรมชาติ ทว่าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิตคลั่ง หมอกปีศาจหนาทึบม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นน่าสะพรึงกลัว แผ่ขยายอาณาเขตกลืนกินแสงสุดท้ายแห่งทิวาอย่างไร้ความปรานี หลี่มู่เหยียนประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินผา ภายใต้ร่างของนางคือค่ายกลกระบี่สะท้านฟ้าที่ถูกปักไว้ด้วยศิลาวิญญาณเก้าสุนทรีย์เพื่อสะกดกลั้นพลังหยินอันชั่วร้ายที่พวยพุ่งขึ้นจากเบื้องล่าง ใบหน้างามสงบเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี แต่เม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามขมับและเรียวคิ้วขมวดมุ่นบ่งบอกถึงคลื่นลมรุนแรงภายในจิตใจที่กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก *“พลังมารในแดนบูรพาพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล... หรือว่าผนึกพันปีแห่งหุบเขาลี้ลับจะเสื่อมสลายแล้วจริง ๆ”* นางรำพึงกับตนเองในใจ แววตาคู่คมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองออกไปเบื้องหน้า ความเงียบงันยามนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของอสูร ในระยะห่างออกไปไม่ถึงร้อยลี้ กองทัพมารนับหมื่นชีวิตกำลังเคลื่อนพลราวกับฝูงตั๊กแตนเหล็กที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งบนเส้นทาง ไอสังหารพวยพุ่งเสียดฟ้าจนหมู่เมฆแตกกระเจิง ผู้นำทัพเบื้องหน้ามิใช่ใครอื่น—จ้าวซีหราน ประมุขพรรคมารผู้กระหายอำนาจ นั่งอยู่บนราชรถกระดูกอสูรที่ลากจูงด้วยมังกรทมิฬนัยน์ตาโลหิต รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนมุมปากของเขา ขณะที่สายตาทอดยาวมายังค่ายกลของสำนักเซียนด้วยความดูแคลน “หลี่มู่เหยียน... สตรีผู้เย่อหยิ่งจองหองแห่งสำนักกระบี่ไท่ซาน เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าค่ายกลกระบี่กระจ้อยร่อยแค่นั้นจะต้านทานคลื่นอสูรโลหิตของข้าได้?” เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่า สะท้อนก้องในโสตประสาทของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ประจำการอยู่แนวหน้า ที่มุมหนึ่งของค่ายกล เยี่ยเฟิงยืนกอดอกพิงลำต้นสนโบราณ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองไปยังกลุ่มควันทมิฬที่กำลังคืบคลานเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบัดนี้ราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ในมือของเขาหมุนกระบี่เล่มเก่าประจำกายอย่างเชื่องช้า ความทรงจำในวันที่ตระกูลถูกทำลายลอยวนกลับมาอีกครั้ง ภาพเปลวเพลิงสีชาดและเสียงกรีดร้องโหยหวนยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “เจ้าคิดจะลงมือแล้วหรือ เยี่ยเฟิง?” เสียงหวานใสแต่เย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นหลี่มู่เหยียนนั่นเองที่ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ปราณกระบี่รอบตัวนางหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดเล็ก สะท้อนถึงขอบเขตพลังอันลึกล้ำที่แม้แต่เขาก็ยังต้องหวั่นเกรง เยี่ยเฟิงไม่หันกลับไปมอง นางยังคงเป็นเช่นเดิม—สูงส่ง เย็นชา และมองเห็นทุกสิ่งเป็นเพียงหมากบนกระดาน “ลงมือ? ข้าเพียงแต่รอดูว่าระหว่างความโลภของจ้าวซีหราน กับความดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผลของพวกท่าน สิ่งใดจะพังทลายลงก่อนกัน” “เจ้ายังคงเกลียดชังข้าฝังใจสินะ” หลี่มู่เหยียนเอ่ยเสียงแผ่วเบา แววตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม “แต่จงจำไว้... ในยามที่เผ่ามารเหยียบย่ำแผ่นดินมนุษย์ ความแค้นส่วนตัวระหว่างเจ้ากับสำนักเซียนย่อมไร้ความหมาย” “ท่านพูดง่ายนี่!” เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะเสียงต่ำ ก้าวเท้าเข้าประชิดนางจนสัมผัสได้ถึงไอความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างระหง “สำนักเซียนที่ท่านปกป้องนักหนา คือผู้ที่เหยียบย่ำซากศพของคนในตระกูลข้าเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่อำนาจ! หากข้าจะช่วยพวกท่านในวันนี้... ก็มิใช่เพราะความเมตตา แต่วันที่ข้าจะสะสางบัญชีแค้นกับท่านและสำนักไท่ซาน ยังมาไม่ถึงต่างหาก!” บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดจนแทบระเบิด ประกายไฟแห่งความขัดแย้งระหว่างศิษย์ทรยศและปรมาจารย์สาวผู้ไร้ใจพวยพุ่งเสียดสีกันยิ่งกว่าคมกระบี่ ก่อนที่เสียงคำรามกึกก้องจากท้องฟ้าจะผ่าลงมาทำลายความเงียบ ตูมมมม! อุกกาบาตทมิฬลูกยักษ์พุ่งแหวกอากาศลงมาปักกระแทกใส่แนวป้องกันด่านแรกของค่ายกลจนแหลกละเอียด แรงระเบิดส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กองทัพมารนับพันส่งเสียงโห่ร้องคำรามกึกก้องราวกับภูตผีหลุดจากขุมนรก จ้าวซีหรานลุกขึ้นยืนบนราชรถ ร่างกายแผ่ไอสังหารสีดำทมิฬปกคลุมไปทั่วสารทิศ มือหนายกขึ้นชี้ตรงมายังค่ายกลกระบี่ของหลี่มู่เหยียน “ทำลายให้สิ้นซาก! วันนี้แดนมนุษย์จะต้องนองเลือดด้วยโลหิตของเหล่าเซียนผู้จองหอง!” เสียงโห่ร้องของเหล่าอสูรดังสนั่นหวั่นไหวราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะซัดสาดเข้าทำลายล้างทุกชีวิตให้สูญสิ้น ในวินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงเส้นด้าย หลี่มู่เหยียนสะบัดมือเรียกกระบี่วิญญาณคู่กายออกมาจากฝัก แสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องขับไล่ความมืดมิดรอบตัว นางหันไปสบตาเยี่ยเฟิงที่ยืนอยู่เบื้องข้างด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “หากเจ้ายังมีจิตวิญญาณของยอดฝีมือกระบี่... จงชักกระบี่ของเจ้าออกมาเสียตอนนี้!” เยี่ยเฟิงนิ่งงันไปชั่วลมหายใจ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวกุมด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัว ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันมืดสนิทลงฉับพลัน เมฆฝนสีดำสนิทก่อตัวเป็นรูปเกลียวพายุหมุนขนาดมหึมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์สายหนึ่งผ่าแหวกความมืดลงมาปักตรงกึ่งกลางระหว่างกองทัพมารและค่ายกลเซียนอย่างแม่นยำ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลายเมฆาด้วยด้ายทองคำ ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ ไอพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไปทั่วรัศมีร้อยลี้ จนแม้แต่จ้าวซีหรานยังต้องผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึง บุคคลปริศนาผู้นั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลางดงามราศีกดทับทุกสรรพสิ่ง ทว่าแววตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ สิ้นเชิง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... กระบี่ในมือของเขากลับมีรูปร่างและลวดลายที่เหมือนกับกระบี่ไร้ลักษณ์ของหลี่มู่เหยียนราวกับแกะ! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปลายปากกาของ หลิวเยี่ยนซี ในบทนี้นะคะ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%