“กูบอกว่าอย่าเข้ามาใกล้ไง ไอ้เฮียหน้ามึน!”
เสียงหวานที่ปกติจะนิ่งสงบถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิดระคนสั่นไหว ทิวากระแทกคัตเตอร์ลงบนโต๊ะดราฟต์จนเกิดเสียงดังสนั่น ท่ามกลางสายตาของเพื่อนในสตูดิโอสถาปัตย์ที่ต่างพากันหยุดมือแล้วหันมามองเป็นตาเดียว
ร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปวิศวะที่เปื้อนคราบฝุ่นจางๆ ของกรวิชญ์ไม่ได้สะทกสะท้านกับแรงอารมณ์ของคนตัวเล็กแม้แต่น้อย เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองผ่านกลุ่มคนรอบข้างตรงดิ่งมาที่ทิวาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“มึงเรียกใครว่าไอ้เฮียหน้ามึนนะทิวา?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่ากดต่ำลงจนคนฟังใจกระตุก กรวิชญ์ก้าวขาฉับๆ เข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นไอแดดจางๆ บนตัวเขามันรบกวนสมาธิของทิวาจนแทบอยากจะคว้าไม้บรรทัดเหล็กฟาดสักทีสองที
“ก็เรียกคนที่ยืนเกะกะทางเดินอยู่เนี่ยแหละ ไปไกลๆ เลยนะ ที่นี่ที่ของสถาปัตย์ ไม่ใช่สนามแข่งรถที่เฮียจะมาทำท่าดุดันใส่ใครก็ได้” ทิวาเชิดหน้าขึ้น แม้ในใจจะประหม่าจนต้องกำมือแน่นใต้โต๊ะ เขารู้ดีว่าความรู้สึกที่ตกค้างจากประโยคเด็ดขาดเมื่อวานมันยังกัดกินหัวใจอยู่
*“มึง… อยากตายคาตีนกูตรงนี้ใช่ไหมไอ้สาส!”*
คำพูดร้ายกาจที่หลุดออกมาจากปากของคนที่เขาเคยคิดว่าพึ่งพาได้มากที่สุดยังดังก้องอยู่ในหัว ทิวาเม้มปากแน่น พยายามบังคับไม่ให้ตัวเองเผลอสบตาสีเข้มคู่นั้น ที่ตอนนี้มันไม่ได้ดูดุดันอย่างที่เคยเป็น แต่มันกลับมีความอ่อนแสงบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด
“งอน?” กรวิชญ์เลิกคิ้ว ถามสั้นๆ ห้วนๆ ตามสไตล์คนปากร้ายที่ไม่รู้วิธีง้อคนแบบปกติ
“ไม่ได้งอน และไม่ได้สำคัญตัวว่าต้องมาให้เฮียสนใจ ถอยไป!”
เต้ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ พยายามจะเข้ามาแทรกกลาง “เอ่อ เฮียครับ คือทิวาต้องส่งโปรเจกต์ด่วน ถ้าเฮียจะมาตามตื๊อหรือมาทะเลาะกัน ผมว่าไปที่อื่นดีไหมครับ ที่นี่ที่ทำงาน”
กรวิชญ์หันไปมองเต้ด้วยสายตาคมกริบเพียงวูบเดียว คนเป็นเพื่อนก็หุบปากฉับถอยกรูดไปอยู่มุมห้องทันที บรรยากาศรอบโต๊ะดราฟต์เงียบสนิทลงถนัดตา ราวกับโดนแรงกดดันจากเฮียวิศวะคนนี้สะกดไว้
“ไอ้เต้ มึงจะไปไหนก็ไป” กรวิชญ์ออกคำสั่งก่อนจะหันกลับมาสนใจคนตัวเล็กที่ก้มหน้าก้มตาเก็บอุปกรณ์ทำโมเดล “กูไม่ได้มาเพื่อทะเลาะ และกูก็ไม่ได้ว่างพอจะมาเดินตามเด็กดื้อไปทั่ว แต่ถ้ามึงยังไม่เลิกทำหน้าแบบนี้ กูจะลากมึงไปคุยที่อื่นเดี๋ยวนี้”
“เฮียไม่มีสิทธิ์!”
“กูมีสิทธิ์ในฐานะ ‘เฮียรหัส’ หรือจะให้กูทวงสิทธิ์มากกว่านั้น?”
ทิวาชะงักมือที่กำลังถือคัตเตอร์ เขาเงยหน้ามองคนตรงหน้าทันที ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความโกรธปนความน้อยใจ “สิทธิ์อะไร? สิทธิ์ที่จะมาพูดจาร้ายๆ ใส่กันตอนที่เฮียอารมณ์ไม่ดีงั้นเหรอ? เฮียทำแบบนี้ทำไม... ถ้าอยากไปอยู่กับคนสวยๆ อย่างพี่มีนก็นู่น ไปหาเขาเลย ไม่ต้องมาเสียเวลาตรงนี้!”
คำว่า ‘มีน’ ทำให้แววตาของกรวิชญ์เปลี่ยนไปชั่วขณะ เขาสาวเท้าเข้ามาจนระยะห่างแทบจะเป็นศูนย์ มือหนาข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะดราฟต์กักขังทิวาเอาไว้ในอ้อมแขน
“หึงเหรอ?”
“หลงตัวเอง!” ทิวาเถียงกลับทันควัน หน้าเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ
“ถ้าไม่ได้หึง ก็มองหน้ากูดีๆ ทิวา” กรวิชญ์ก้มลงมาจนจมูกเกือบจะชิดกับหน้าผากมน “กูรำคาญที่เห็นมึงหลบหน้า กูรำคาญที่เห็นมึงไม่ยอมกินข้าว และกูโคตรเกลียดเวลาที่เห็นมึงทำหน้าเหมือนโลกจะแตกเพราะคำพูดเหี้ยๆ ของกูเมื่อวาน”
ทิวานิ่งอึ้ง คำสารภาพดิบๆ ตรงไปตรงมาแบบวิศวะทำเอาใจเขาเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ความโกรธเคืองที่สั่งสมมามลายหายไปเหลือเพียงความสับสนที่ถักทออยู่ภายใน
“เฮีย... ไม่ได้ตั้งใจพูดใช่ไหม” เสียงของทิวาแผ่วลง
กรวิชญ์ไม่ตอบ แต่เขากลับคว้าข้อมือเล็กๆ นั่นไว้แล้วดึงให้คนตัวบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยแรงที่พอเหมาะ
“ไปหาอะไรกิน แล้วเลิกงี่เง่าสักที ก่อนที่กูจะทนไม่ไหวแล้วลากมึงไปปิดห้องเคลียร์กันให้จบเรื่อง”
“เฮีย! ปล่อยนะ ใครจะไปกับเฮีย!”
ทิวาพยายามสะบัดมือออก แต่แรงคนตัวใหญ่กว่ากลับกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับร่างสูงที่ฉุดดึงเขาให้เดินตามไปที่ประตูสตูดิโอ ท่ามกลางเสียงซุบซิบของเพื่อนในห้องที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะพ้นบานประตูสตูดิโอ ร่างเพรียวระหงของหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงสดก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าไว้เสียก่อน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยทำเอาทิวาชะงักฝีเท้า
มีนยืนมองทั้งคู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะไล่สายตามองไปที่มือของกรวิชญ์ที่ยังกุมข้อมือทิวาไม่ปล่อย
“ว้าว... ไม่นึกว่าจะเห็นเฮียกรณ์มาลากตัวเด็กกระจอกถึงที่นี่นะคะ” มีนยิ้มมุมปาก “หรือว่าเฮียแค่หิวจนหาส่วนประกอบทำอาหารไม่เจอ เลยต้องมาลาก ‘ของเล่น’ ไปกินเล่นแก้ขัด?”
กรวิชญ์หยุดเดิน เขาสัมผัสได้ถึงแรงกระตุกเบาๆ จากข้อมือของทิวาที่พยายามจะดึงออก
บรรยากาศหน้าสตูดิโอสถาปัตย์ที่เคยร้อนระอุอยู่แล้ว กลับตึงเครียดขึ้นจนเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน ทิวาที่เพิ่งจะยอมลดอีโก้ลงกลับมาขมวดคิ้วแน่นอีกครั้ง เมื่อเห็นแววตาที่ดูถูกเหยียดหยามของหญิงสาวตรงหน้า
กรวิชญ์หันกลับมามองทิวาชั่วครู่ ก่อนจะดึงตัวอีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวจนไหล่ชนกันแน่น เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของคนตัวเล็กเบาๆ จนคนฟังขนลุกซู่ แต่สายตายังคงจ้องมองมีนอย่างเย็นชา
“อยากรู้ไหมว่ากูมาที่นี่ทำไม?” กรวิชญ์ถามทิวา แต่ประโยคถัดมากลับหันไปพูดกับมีนด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทจนน่ากลัว “และถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นแค่ของเล่นหรือเป็น ‘คนสำคัญ’ ของกู... วันนี้มึงจะได้เห็นคำตอบ”
มือหนาเลื่อนจากข้อมือขึ้นไปกุมมือนุ่มของทิวาไว้แน่น แล้วบีบเบาๆ เป็นการให้สัญญาณบางอย่าง ก่อนจะก้าวเท้าพาทิวาเดินฝ่าอากาศที่กดทับผ่านหน้ามีนไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามองอีกเป็นครั้งที่สอง
ทิวาใจหายวาบเมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของคนตัวสูงที่กุมมือเขาไว้อย่างเปิดเผย เขาเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่ดูมุ่งมั่นของกรวิชญ์ ความรู้สึกที่ไม่แน่ใจเริ่มชัดเจนขึ้น... หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ดีลลับ’ ที่ไม่มีวันจบลงง่ายๆ อย่างที่เขาเคยคิดไว้?
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะคะ ไว้มาลุ้นต่อในตอนหน้าว่าเฮียเขาจะรุกหนักแค่ไหนกันค่ะ!
ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย•ตอนที่ 26
ตามตื๊อฉบับเฮียวิศวะ
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!