ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย•ตอนที่ 25

งอนเบอร์ใหญ่

ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นเป็นรอบที่สิบของวัน ทว่ามันไม่ใช่เสียงของทิวา… แต่เป็นของเฮียรหัสหน้ามึนที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ตรงข้ามต่างหาก โต๊ะม้าหินอ่อนใต้คณะสถาปัตย์ฯ ในยามบ่ายแก่ๆ แบบนี้ควรจะเป็นพื้นที่สงบสำหรับการปั่นโมเดลส่งอาจารย์ แต่บรรยากาศรอบตัวกรณ์ตอนนี้กลับมาคุคุกรุ่นยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็กในโรงงานภาควิชาเครื่องกล สายตาคมกริบของร่างสูงกวาดมองคนตัวเล็กที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาตัดฟิวเจอร์บอร์ดโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากันเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เหตุการณ์ระทึกขวัญหน้าตึกคณะเมื่อวานซืน ทิวาก็แปลงร่างเป็นก้อนหินไร้ความรู้สึกใส่เขาทันที ไลน์ไม่ตอบ โทรไม่รับ แถมเจอหน้ากันยังทำเป็นมองไม่เห็นราวกับเขาเป็นแค่ธาตุอากาศธาตุหนึ่งที่เดินผ่าน “นี่… หูหนวกหรือเป็นใบ้ไปแล้ววะ” เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ กรณ์กระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนน้ำกระฉูด แต่คนฟังกลับทำเพียงแค่เหลือบหางตามองแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าทำงานต่ออย่างไม่สนใจไยดี ทิวาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามซ่อนมือที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยเอาไว้ใต้โต๊ะ ใครจะไปบ้าจี้คุยด้วยล่ะ… ภาพรอยยิ้มมุมปากน่าขนลุกของไอ้รุ่นพี่คนนั้นยังติดตาอยู่เลย และที่แย่กว่านั้นคือ เขายังโกรธ—ไม่ใช่สิ เรียกว่าน้อยใจดีกว่า—ที่พอเกิดเรื่องขึ้นมา กรณ์กลับทำท่าทีหวงก้างแบบผิดเวลาแถมยังปากร้ายใส่เขาซ้ำเติมอีก ทั้งที่ความจริงแล้วเขากลัวแทบตายแต่กลับต้องมาเจอคนใจร้ายคอยซ้ำเติม “ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ก็เชิญไปนั่งที่อื่นค่ะ รบกวนเวลาทำมาหากิน” เสียงใสเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ปราศจากคำพูดจาต่อปากต่อคำที่เคยมีมาทุกวัน กรณ์ถึงกับชะงัก กรามคมขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เขาไม่เคย—ย้ำว่าไม่เคย—โดนเด็กปีหนึ่งตัวกระเปี๊ยกเมินใส่แบบนี้มาก่อนในชีวิต ปกติมีแต่คนวิ่งตาม ง้อขอความสนใจ แต่นี่อะไรวะ… ยัยเด็กนี่กล้าดียังไงมาทำเป็นเมินเขา? ร่างสูงผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ที่ทิวานั่งอยู่ มือหนาเอื้อมไปฉวยคัตเตอร์ในมือเล็กออกทันที พร้อมกับใช้นิ้วเรียวอีกข้างเชยคางมนให้เงยขึ้นสบตา บังคับให้เด็กดื้อต้องมองหน้ากันตรงๆ “มองหน้าเฮียเดี๋ยวนี้ ทิวา” สุ้มเสียงคาดคั้นลอดไรฟันออกมาด้วยความหัวเสีย “เป็นบ้าอะไรวะ โกรธเรื่องอะไร พูดออกมาดิฟะ จะมาเงียบใส่ทำไม” “ปล่อยค่ะ มือสกปรก” ทิวาปัดมือหนาออกอย่างไม่ใยดี ดวงตากลมโตตวัดมองด้วยแววตาแข็งกร้าวที่ซ่อนความน้อยใจเอาไว้มิดชิด “ฉันจะทำงาน ไม่มีเวลามาเล่นสงครามประสาทกับเฮียหรอกนะ” “เล่นบ้าอะไรเล่า!” กรณ์เผลอขึ้นเสียงใส่ด้วยความร้อนรน เขาไม่ชอบเลยวะ… ไม่ชอบแววตาว่างเปล่าที่อีกฝ่ายส่งมาให้ มันหงุดหงิดจนหายใจไม่ออก “เรื่องเมื่อวานซืนใช่ไหม ที่เฮียพูดจาไม่เข้าหูกล่าวหาว่าไปอ่อยคนอื่นน่ะ… เออ! เฮียขอโทษ โอเคยัง? พอใจยังวะ!” คำสารภาพผิดที่หลุดออกมาจากปากคนปากแข็งทำเอาทิวาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าคนอย่าง ‘กรณ์ วิศวะปีสาม’ จะยอมปริปากเอ่ยคำขอโทษใครก่อนได้ง่ายๆ ขนาดนี้ แต่ทว่า… มันยังไม่หายเคืองไง! “คำขอโทษไม่มีค่าอะไรหรอกค่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วสำนึกได้แค่วันนี้ พรุ่งนี้ก็กลับไปปากหมาใส่ฉันเหมือนเดิม” ทิวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยรื้นหยดน้ำใสด้วยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาหลายวัน “คิดว่าตัวเองเป็นใครเหรอคะ ถึงมาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉัน คอยตามจิกตามด่าตามหึงหวงตามอำเภอใจ ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลยสักนิด!” *เพล้ง!* เหมือนมีกระจกใสแตกละเอียดอยู่กลางอกของคนฟัง กรณ์ยืนนิ่งค้างไปทันที คำพูดแทงใจดำของคนตัวเล็กเปรียบเสมือนหมัดฮุกตรงเข้าที่ลิ้นปี่จนจุกพูดไม่ออก สมองอื้ออึงไปชั่วขณะ หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความกลัว—ความกลัวที่ว่าเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างเขากับเด็กคนนี้อาจจะขาดสะบั้นลงจริงๆ “ใครว่า… ไม่ได้เป็นอะไรกันวะ” กรณ์เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก ความร้อนรนพุ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กายเมื่อเห็นหยดน้ำตาใสๆ เอ่อคลออยู่หน่วยตาคู่สวยนั้น มือหนาเอื้อมไปหมายจะคว้าข้อมือเล็กมาจับไว้เพื่ออธิบาย “ถอยไปค่ะ!” ทิวาสลัดแขนหนาออกเต็มแรง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดเผาะลงบนหลังมือ “อย่ามาทำเป็นแคร์กันในวันที่มันสายไปเลยค่ะเฮีย… เพราะต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเฮียอีกแล้ว” พูดจบ ร่างบางก็คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายไหล่ หันหลังเตรียมจะก้าวเดินหนีออกไปจากตรงนั้นทันที “เดี๋ยวดิ, ทิวา! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!” กรณ์หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารemember ความรู้สึกเคว้งคว้างแบบนี้ไม่ได้เลยสักครั้งในชีวิต ขายาวก้าวพรวดเดียวเพื่อจะคว้าตัวคนดื้อเอาไว้ ทว่า… ยังไม่ทันที่มือหนาจะเอื้อมไปแตะชายเสื้อของคนตัวเล็ก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูที่เอ่ยทักขึ้นเสียก่อน “อ้าว น้องทิวา… ยังทำงานอยู่เหรอครับเนี่ย บังเอิญจัง พี่กำลังว่าจะแวะมาหาพอดีเลย” ร่างสูงของรุ่นพี่คณะบริหารคนเดิมที่เคยสร้างเรื่องไว้เมื่อวันก่อนก้าวเข้ามาหยุดยืนขวางทางเดินเอาไว้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกประดับไว้บนใบหน้า พร้อมกับช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่ถูกยื่นมาตรงหน้าทิวาโดยไม่เกรงใจสายตาดุดันของกรณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย กรณ์ชะงักกึก เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับซาตานร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากคู่กรณีเป็นชิ้นๆ ทิวายืนแข็งทื่อ มองช่อดอกไม้สลับกับใบหน้าของรุ่นพี่คนนั้นด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ในขณะที่กรณ์ก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าว ยื่นมือไปกระชากคอเสื้อของไอ้รุ่นพี่หน้าหม้อคนนั้นเข้าหาตัวอย่างแรง พร้อมกับเสียงคำรามต่ำที่ลอดไรฟันออกมาอย่างน่ากลัว “มึง… อยากตายคาตีนกูตรงนี้ใช่ไหมไอ้สาส!” [ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและลุ้นไปกับความซึนของเฮียกรณ์ด้วยกันนะคะ!]
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%