"เกม... กำลังจะเริ่มแล้วนะ เด็กน้อย"
เสียงทุ้มต่ำที่ทิ้งท้ายไว้เมื่อคืนยังคงวนเวียนก้องอยู่ในโสตประสาทของฉัน เหมือนคลื่นใต้น้ำที่ซัดสาดเข้ามาไม่หยุดหย่อนจนสมองของฉันแทบจะรวนไปหมดแล้วค่ะคุณขา! ให้ตายเถอะ... นี่ฉันเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในวงจรอันตรายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ จากดีลลับบ้าบอที่เริ่มต้นด้วยความหมั่นไส้ ทำไมตอนนี้มันถึงกลายเป็นสงครามประสาทที่หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เข้าใกล้เฮียรหัสปากร้ายคนนั้นไปได้ล่ะคะ
บรรยากาศภายในห้องสมุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ยามบ่ายแก่ๆ เงียบสงบจนได้ยินเสียงกระดาษพลิกและเสียงลมหายใจเข้าออก กองแบบจำลองโมเดลตึกระฟ้าที่ฉันต้องส่งอาจารย์พรุ่งนี้เช้ากองโตเป็นภูเขาเลากา จนตอนนี้ดวงตาคู่กลมของฉันเริ่มจะโฟกัสไม่ไหวแล้วค่ะ แผ่นหลังบางเอนพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้า สมองที่เคยแล่นฉิวดั่งรถแข่งฟอร์มูล่าวันตอนนี้กลับดาวน์ลงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแบตเตอรี่ไอโฟนสิบสามที่เสื่อมสภาพ
"ไหวไหมวะทิวา หน้าซีดเป็นไก่ต้มน้ำปลาแล้วนะนั่น"
เสียงกระซิบกระซาบจากเต้ เพื่อนสนิทตัวแสบดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่ยื่นกระป๋องกาแฟดำมาให้ตรงหน้า ฉันส่ายหัวดะเบาๆ อย่างหมดแรง ปากก็ยังไม่วายรั้นตอบกลับไปตามนิสัย
"ฉันยังไหว... สบายมาก โมเดลแค่นี้ไม่ณาญาติอะไรกับสถาปัตย์ปีหนึ่งหรอกน่า"
"ปากเก่งจริงๆ นะมึง ตาจะปิดอยู่แล้วยังจะมาทำเป็นเก่ง" เต้เบะปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตัดโฟมในส่วนของตัวเองต่อ พร้อมกับทิ้งท้ายเตือนสติ "เอ้อ... เดี๋ยวเฮียกรณ์รหัสของมึงเขาจะมารับไม่ใช่เหรอ เห็นไลน์มาถามยิบตั้งแต่เที่ยงละว่ามึงกินข้าวหรือยัง ห่วงยิ่งกว่าไข่ในหินซะขนาดนั้น ระวังเถอะ... ตกหลุมพรางเขาเข้าสักวันจะหาว่าเพื่อนไม่เตือน"
"ใคร ตกหลุมพรางใคร ไม่มีทางซะหรอก!" ฉันรีบเถียงคอเป็นเอ็น ทั้งที่ในใจกลับร้อนรốcผ่าวราวกับโดนน้ำร้อนลวก "คนอย่างเฮียกรวิชญ์นะ มีดีแค่ปากร้ายกับชอบกวนประสาทฉันไปวันๆ เท่านั้นแหละ ไม่มีทางที่ฉันจะ..."
ประโยคปฏิเสธยังไม่ทันหลุดออกจากริมฝีปากดี เสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นใกล้ๆ พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมผู้ชายปะปนกับกลิ่นไอฟรุ๊ตตี้จางๆ ที่ทำเอาหัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบ
"คุยอะไรกันอยู่ เสียงดังไปถึงข้างนอกโน่น"
ร่างสูงโปรดของเฮียกรณ์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ เจ้าตัวอยู่ในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าตัวเก่งที่พับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนได้รูป ดวงตาคมกริบกวาดตามองกองงานโมเดลระเกะระกะบนโต๊ะ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าโทรมๆ ของฉัน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยในแบบที่มองปราดเดียวก็รู้ว่ากำลังจะหาเรื่องแซว
"สภาพดูไม่จืดเลยนะเด็กน้อย นี่หักโหมหรือสมองมีรอยหยักไม่พอ ถึงได้ทำงานออกมาสภาพเหมือนตึกถล่มแบบนี้"
ให้ตายเถอะ! ปากคอเราะร้ายแบบนี้มีที่ไหนอีก ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ฉันง่วงจนสมองแทบจะน็อคและไม่มีแรงจะเถียงนะ แม่จะพ่นไฟใส่ให้หน้าชาไปเลยคอยดู!
"ถ้าเฮียว่างนัก ก็เชิญไปนั่งเงียบๆ หรือไม่ก็ไสหัวไปที่อื่นเลยค่ะ ฉันกำลังใช้สมาธิอยู่ ไม่ได้ว่างมาต่อปากต่อคำด้วยหรอกนะ" ฉันตอบเสียงอู้อี้ ใบซุกซบลงกับท่อนแขนตัวเองที่วางพาดอยู่บนโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาที่หนักอึ้งพยายามฝืนลืมขึ้นสู้กับความง่วง แต่สุดท้ายก็ต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ไหว ปล่อยให้เปลือกตาปิดสนิทลงช้าๆ
"ปากเก่งได้ตลอดแหละน่า..." เสียงทุ้มพึมพำลอดไรฟันเบาๆ
ฉันไม่ได้ยินประโยคหลังจากนั้นชัดเจนนัก รู้สึกเพียงแค่สัมผัสอุ่นๆ ที่ทาบทับลงมาบริเวณไหล่ลาด และกลิ่นกายคุ้นเคยที่โอยล้อมรอบตัวเอาไว้ ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันที่สะสมมาทำให้สติของฉันหลุดลอยเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ในความเงียบงันของมุมห้องสมุด... กรณ์ยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมราวกับถูกสาป
ร่างสูงที่ตั้งใจจะเข้ามาต่อปากต่อคำกับเด็กดื้อตามเคย กลับต้องชะงักกึกเมื่อศีรษะทุยของคนตัวเล็กกว่าค่อยๆ เอียงร่วงลงมาซบสนิทอยู่บนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำหนักตัวเบาหวิวที่ทิ้งน้ำหนักลงมาพร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผ่านเนื้อผ้าเสื้อช็อปบริเวณหัวไหล่ ทำเอาหัวใจของหนุ่มวิศวะปีสามถึงกับกระตุกวูบและเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
เต้ที่เงยหน้าขึ้นมาจากกองโมเดลพอดี ชำเลืองมองภาพตรงหน้าแล้วก็ได้แต่กลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเอือมระอาปนขบขัน ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ของตัวเองเงียบๆ แล้วลุกเดินเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นปล่อยให้คนทั้งคู่ได้อยู่ตามลำพัง
กรณ์ก้มมองคนตัวเล็กที่หลับสนิทคาไหล่ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความดุดันและท่าทีเย้าแหย่เมื่อครู่ กลับกลาย เป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย มือหนาที่ตั้งใจจะยกขึ้นมาผลักหัวอีกฝ่ายออกในตอนแรก กลับชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการค่อยๆ วางทาบลงบนพนักเก้าอี้ด้านหลังเพื่อประคองไม่ให้ร่างบางขยับเขยื้อนจนตื่น
เขากลัว... กลัวเหลือเกินว่าถ้าขยับตัวแรงแค่เพียงนิดเดียว เด็กดื้อคนนี้จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วกลับมาทำหน้าดุใส่เขาเหมือนเดิม
กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมสลวยที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของเขา ทำให้สติของกรวิชญ์กระเจิดกระเจิงไปหมด ปรกติแล้วเขาเป็นคนเกลียดความวุ่นวายและไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้น แต่กับเด็กสถาปัตย์ตัวแสบคนนี้... ทำไมเขากลับรู้สึกว่าต่อให้นั่งนิ่งเป็นหุ่นปั้นแบบนี้ไปจนถึงเช้า เขาก็ยอมทำโว้ย!
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ มีเพียงเสียงหัวใจของเขาสองดวงที่เต้นประสานกันในความเงียบ
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ กรณ์ค่อยๆ เอื้อมมืออีกข้างที่ว่างอยู่ขึ้นไปจัดปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าหวานของคนหลับใหลออกให้อย่างเบามือที่สุด นิ้วโป้งเผลอไล้เบาๆ บนพวงแก้มเนียนนุ่มโดยไม่รู้ตัว มุมปากหยักระบายยิ้มละมุนที่หาดูได้ยากยิ่งออกมาโดยอัตโนมัติ
"หลับลึกขนาดนี้... กล้ามากนะทิวา รู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่ากำลังทำให้เฮีย..."
เสียงกระซิบแผ่วเบากลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ คนที่ควรจะหลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราว กลับขยับตัวยุบยิก ใบหน้าเนียนซุกซบเข้าหาต้นแขนของเขาแน่นขึ้นไปอีก พร้อมกับริมฝีปากอิ่มที่พึมพำเบาๆ ออกมาในความฝัน
"อื้ม... เฮียกรณ์... คนบ้า..."
กรณ์ถึงกับลมหายใจสะดุด นัยน์ตาสีเข้มคมกริบก้มลงมองใบหน้าของคนที่ละเมอชื่อเขาออกมาด้วยหัวใจที่พองโตคับอก ความรู้สึกหมั่นไส้เมื่อครู่วันนี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความคลั่งรักที่พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่
ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะก้มลงไปกระซิบคำตอบข้างใบหูเล็ก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงทุ้มอันคุ้นเคยที่เอמהดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
"อ้าว... น้องทิวาทำไมมานอนตรงนี้ล่ะครับคุณกรวิชญ์... หรือว่าน้องเขาหมดแรงเพราะโดนเฮียใช้งานหนักเกินไปกันแน่ล่ะเนี่ย?"
กรณ์ชะתักกึก นัยน์ตาดุคมกริบตวัดกลับไปมองผู้มาใหม่ทันที ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นในเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้น
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินจิกหมอนด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย•ตอนที่ 32
เผลอหลับอิงไหล่
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!