"รูปนี้... ตั้งใจจะขายให้เพจซุบซิบมหาลัย หรือจะเก็บไว้ดูคนเดียวแก้เหงาคะรุ่นพี่มีน"
เสียงของฉันดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ในเมื่อมีนเลือกที่จะเปิดเกมด้วยการชูหลักฐานชิ้นโบว์แดงขึ้นมากลางห้องคณะแบบไม่เกรงใจใคร ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องก้มหัวให้เหยื่อปลอมๆ อย่างเธอเหมือนกัน ทิวาคนนี้ไม่ใช่กระต่ายตื่นตูมที่จะวิ่งหนีสัปดน แค่รูปถ่ายมุมต่ำที่เบลอจนแทบดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร หากเอาไปเทียบกับเกรดทีวีมอนิเตอร์ในสตูดิโอสถาปัตย์ งานของฉันยังคมชัดและมีรายละเอียดมากกว่านี้หลายเท่า
"ทิวา!" มีนหน้าเสียไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นว่าฉันไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่เธอวาดฝันไว้ รอยยิ้มเยาะเย้ยบนริมฝีปากฉาบลิปสติกสีแดงสดกระตุกเกร็ง ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดมองฉันสลับกับร่างสูงใหญ่ของเฮียกรณ์ที่ยืนบังบูธโมเดลของฉันอยู่ "เธอคิดว่าตัวเองแน่มาจากไหน ถึงกล้ามาทำตัวสนิทสนมกับเฮียกรณ์ ทั้งๆ ที่ฐานะอย่างเธอมันก็แค่นักศึกษาปีหนึ่งที่อาศัยบารมีคนอื่นเขาไปวันๆ!"
"แล้วคิดว่าคนที่มีปัญญาคว้าเกรดเฉลี่ยสามจุดเก้าเจ็ดอย่างฉัน ต้องมาเกาะใครกินเหรอคะ?" ฉันก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวมีนอย่างไม่เกรงกลัว แม้ส่วนสูงเราจะต่างกันอยู่บ้าง แต่พลังงานความดื้อรั้นในตัวฉันตอนนี้มันพร้อมแผดเผาทุกคนให้เป็นจุล "ถ้าว่างมากจนเอาเวลาไปสืบเรื่องชาวบ้าน แนะนำให้เอาสมองอันปราดเปรื่องไปทำโปรเจกต์มหาโหดของตัวเองดีกว่านะคะ เพราะดูทรงแล้ว... ขืนยังเดินตามจีบผู้ชายไปวันๆ แบบนี้ ปีหน้าเธออาจจะต้องมานั่งรีเกรดร้องไห้ขี้มูกโป่งหน้าห้องทะเบียนแน่ๆ"
"เธอ!" มีนกรี๊ดออกมาเบาๆ อย่างเหลืออด มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกด้วยความโกรธจัด
"พอกدได้แล้ว มีน"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยโทนเสียงเรียบนิ่งแต่น่าเกรงขาม ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบลงทันที เฮียกรณ์ปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ในมือของมีนเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าดุดันไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... เขากลับยกยิ้มมุมปาก คล้ายกับคนกำลังดูเด็กน้อยเล่นขายของ
"รูปนั้นจะหลุดออกไปไหน หรือใครจะเอาไปเขียนข่าวอะไร ฉันไม่เคยสนใจ" เฮียกรณ์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนมีนสะดุ้งโหย่ง "แต่ถ้าเธอยังไม่เลิกยุ่งกับของของฉัน... หรือยังกล้าเอาเรื่องไร้สาระพวกนี้มารบกวนเวลาทำงานของเด็กสถาปัตย์คนนี้อีกแม้แต่ครั้งเดียว ฉันจะทำให้เธอรู้ว่า... ตำแหน่งดาวคณะบริหารที่เธอหวงนักหวงหนา มันหายวับไปกับตาได้เร็วกว่าการกดบล็อกไอจีซะอีก"
น้ำเสียงนั้นไม่มีคำหยาบคายหลุดออกมาสักคำ แต่แววตาที่มองมามันเต็มไปด้วยความเฉียบขาดระดับที่ทำให้มีนถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ หล่อนเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องด้วยความแค้นเคืองที่ปิดไม่มิด
ประตูห้องปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
ฉันถอนหายใจยาวเหยียด ความตึงเครียดที่เกาะกุมหัวใจเมื่อครู่ค่อยๆ คลายตัวลง ร่างกายที่อดนอนมาเกือบสองวันเริ่มส่งสัญญาณประท้วง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ทว่าก่อนที่ฉันจะเซถอยหลังไปชนกองกระดาษชานอ้า แขนแกร่งของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของฉันไว้ได้อย่างทันท่วงที
"เก่งนักนะ ยัยตัวแสบ" เสียงกระซิบแหบพร่าดังอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่แถวขมับทำให้หัวใจที่สงบลงแล้วกลับเต้นระรัวขึ้นมาอีกรอบ "ปากเก่งแบบนี้ น่าจับมาฟาดก้นสักทีสองที ข้อหาหาเรื่องใส่ตัวไม่เว้นแต่ละวัน"
"ปล่อยเลยนะเฮีย... คนยิ่งเหนื่อยๆ อยู่" ฉันบ่นอุบอิบ พยายามดันแผงอกกว้างของเขาออก แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของนักศึกษาปีหนึ่งจะสู้แรงของเฮียรหัสสายวิศวะปีสามไหว เขากลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือใหญ่ที่ทาบอยู่ตรงเอวคืบ
"รู้ว่าเหนื่อยแล้วยังจะไปต่อปากต่อคำกับยัยนั่นทำไม" เฮียกรณ์ถอนหายใจยาว เขาดันตัวฉันให้นั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้า ให้ระดับสายตาของเราอยู่ในระนาบเดียวกัน ดวงตาคมเข้มคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าฉันด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "ตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าแล้วเนี่ย ทิวา"
"ก็โปรเจกต์มหาโหดของอาจารย์น่ะสิคะ เล่นสั่งแก้แบบใหม่หมดทั้งพาร์ตโครงสร้างและแลนด์สเคป ถ้างานนี้ไม่ผ่าน ฉันคงได้ซิ่วไปอยู่คณะเดียวกับเฮียจริงๆ แน่ๆ" ฉันเบะปากใส่เขาอย่างอดไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ต่อมน้ำตาพาลจะแตกเอาดื้อๆ
"ใครบอกว่าจะให้ซิ่ว..." นิ้วเรียวหนายื่นมาดีดหน้าผากฉันเบาๆ "จำสัญญาของเราไม่ได้หรือไง หืม? บอกแล้วไงว่าฉันจะช่วยปั้นสถาปนิกคนนี้ให้จบไปเปิดบริษัทด้วยกัน... ลืมแล้วเหรอ"
คำพูดง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงจังนั้น ทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกระตุกวูบ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่กำลังหนาวเหน็บจากความกดดันรอบด้าน ฉันเม้มปากแน่น มองคนตรงหน้าที่แม้จะปากร้ายใส่ตลอดเวลา แต่ในยามวิกฤตแบบนี้ เขากลับเป็นคนแรกที่ก้าวออกมายืนบังลมฝนให้เสมอ
"แล้วนี่... งานไปถึงไหนแล้วล่ะ?" เฮียกรณ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งประกบข้างฉัน หน้าจอคอมพิวเตอร์สว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นโมเดลสามมิติของโปรเจกต์ที่ยังคงค้างเติ่งอยู่
"เหลือพาร์ตเรนเดอร์กับเขียนแปลนอีกสามแผ่นค่ะ... แต่ฉันง่วงจะไม่ไหวอยู่แล้ว" ฉันพึมพำเสียงอ่อย เปลือกตากะพริบถี่ๆ ราวกับจะปิดลงให้ได้ทุกวินาที
"งั้นคืนนี้ไม่ต้องนอน" เฮียกรณ์พูดหน้าตาย
"ฮะ?! ว่ายังไงนะเฮีย!" ฉันหันขวับไปมองเขาตาโต
"หมายถึงเธอจะนอนตรงโซฟาตรงโน้น ส่วนฉันจะช่วยจัดการพาร์ตเรนเดอร์และเขียนแปลนที่เหลือให้เอง" เขาเอื้อมมือไปขยี้กลุ่มผมของฉันจนยุ่งเหยิงไปหมด "ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน... ฉันช่วยเธอปั่นงาน ส่วนเธอ... ห้ามดื้อแล้วก็นอนพักซะ ไม่งั้นพรุ่งนี้ตอนพรีเซนต์งาน หน้าตาเธอคงดูเหมือนศพเดินได้มากกว่าสถาปนิก"
"แต่ว่างานมันของฉันนะเฮีย... เฮียช่วยเยอะไปแล้ว" ฉันปฏิเสธเสียงเบา แม้ในใจจะแอบดีใจจนเนื้อเต้นก็ตามที
"อย่ามาเถียงน่า ทิวา" เฮียกรณ์หันมามองด้วยสายคาดโทษที่แฝงไปด้วยความเอ็นดู "ถ้าไม่อยากให้ฉันอุ้มเธอไปโยนไว้บนโซฟา แล้วนั่งทำงานคนเดียวจนสว่างคาตา ก็รีบไปนอนซะดีๆ... หรืออยากให้ฉันก่อม็อบประท้วงหน้าคณะสถาปัตย์ว่าเด็กดื้อไม่ยอมเชื่อฟังรุ่นพี่ล่ะ?"
ท่าทางจริงจังแกลมหยอกล้อของเขาทำให้ฉันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในที่สุด ทความเครียดที่สะสมมาทั้งวันทุเลาลงครึ่งหนึ่งเมื่อมีผู้ชายคนนี้อยู่ข้างๆ
ฉันพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเดินไปล้มตัวลงนอนบนโซฟายาวตัวเก่าในมุมห้อง แสงไฟสลัวจากโคมไฟโต๊ะทำงานสาดกระทบแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจพิมพ์คีย์บอร์ดและคลิกเมาส์รัวๆ เพื่อช่วยเคลียร์งานให้ฉัน เสียงคลิกเماส์ดังสลับกับเสียงถอนหายใจเบาๆ ของเขา เป็นเสียงดนตรีกล่อมชั้นดีที่ทำให้เปลือกตาของฉันค่อยๆ หนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ในหัวสมองที่กำลังจะเคลิ้มหลับ ฉันแอบคิดในใจว่า... ต่อให้โปรเจกต์นี้จะมหาโหดแค่ไหน แต่ถ้ามีเฮียรหัสปากร้ายคนนี้คอยยืนเคียงข้าง ขืนให้ลุยไฟหนีตายฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีบรรยากาศรอบกายก็เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของฉัน และเสียงกระดาษพลิกเบาๆ จากโต๊ะทำงาน
ฉันปรือตาขึ้นช้าๆ ความง่วงงุนยังคงเล่นงานอยู่เต็มพิกัด ตั้งใจจะพลิกตัวนอนตะแคงเข้าหาผนัง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่หน้ากระจกใสบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงด้านนอก...
ไม่ใช่เฮียกรณ์!
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิทกำลังยืนนิ่งสนิท มือข้างหนึ่งถือซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาไว้แน่น ดวงตาคมกริบภายใต้ความมืดของระเบียงกำลังจดจ้องตรงมาที่ฉัน... และที่น่ากลัวที่สุดคือ รอยยิ้มเย็นเยียบที่ปรากฏอยู่บนมุมปากของคนแปลกหน้าคนนั้น มันส่งตรงความหนยะยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาถึงสันหลัง
ร่างนั้นขยับริมฝีปากพูดคำพูดยาวเหยียดที่ไม่มีเสียงลอดผ่านกระจกเข้ามา... ทว่าการอ่านริมฝีปากของฉันพอจะจับใจความได้รางๆ ว่า...
*"เกม... กำลังจะเริ่มแล้วนะ เด็กน้อย"*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและลุ้นไปกับความซึนของเฮียกรณ์ด้วยกันนะคะ ❤️
ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย•ตอนที่ 31
โปรเจกต์มหาโหด
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!