"ไอ้กรณ์! ไอ้ทิวา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! พวกมึงสองคนไปอยู่ด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ!"
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว 8ริกเตอร์ พร้อมกับเสียงโวยวายของไอ้เต้ที่ดังทะลุบานไม้เข้ามา ทำเอาสติที่กระเจิดกระเจิงอยู่แล้วของฉันแทบจะกระเด็นหลุดออกนอกหน้าต่างห้องนอนไปเลยค่ะ!
ให้ตายเถอะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
ฉันก้มมองสภาพตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่แล้วอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด เสื้อช็อปสีเลือดหมูตัวโคร่งที่ปกติควรจะอยู่บนตัวฉัน กลับถูกพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ แถมเสื้อยืดด้านในก็ยับยู่ยี่เพราะเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อคืนนี้... ใช่ค่ะ เมื่อคืน! คืนที่ฉันเมาแอ๋จนจำอะไรแทบไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมานอนอยู่บนเตียงนอนคิงไซส์กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของ *เฮียกรณ์* เจ้าของห้องหอพักสุดหรูใกล้คณะวิศวะนี่แหละค่ะ!
แถมประเด็นคือ... ตอนที่ไอ้เต้ตะโกนโวยวายเมื่อกี้ ฉันดันเผลอหลุดปากพูดอะไรน่าอายออกไปตอนที่อยู่กับเฮียสองต่อสองน่ะสิคะ!
"จะยืนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกอีกนานไหม ตัวเล็ก"
เสียงทุบประตูด้านนอกยังไม่น่ากลัวเท่าเสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นกระซิบชิดริมใบหู พร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงของคนตัวโตที่ถือวิสาสะสวมกอดเอวบางของฉันจากด้านหลัง ปลายคางได้รูปเกยอยู่บนลาดไหล่ของฉันอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบยกศอกขึ้นหมายจะกระแทกสีข้างคนฉวยโอกาสทันที แต่มีหรือที่คนตัวสูงกว่าจะยอมหลบพ้น เฮียกรณ์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี มือหนาคว้าข้อมือฉันไว้ได้ทันก่อนที่ศอกฉันจะถึงตัวเขาเสียอีก แถมยังรวบมือทั้งสองข้างของฉันไปไขว้หลังไว้ด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก!
"ปล่อยนะเฮียกรณ์! ไอ้เต้มันยืนรออยู่ข้างนอกนะเว้ย! ถ้ามันพังประตูเข้ามาแล้วเห็นสภาพเราตอนนี้ มีหวังฉันโดนมันเทศนาจนหูชาแน่!" ฉันหันไปแยกเขี้ยวใส่คนตัวโตที่ยังคงลอยหน้าลอยตาตีหน้ามึนใส่
"ให้มันพังเข้ามาสวะ... มันจะได้เห็นชัดๆ ว่าเมื่อคืน *แฟนฉัน* พูดอะไรกับผมบ้าง" เฮียกรณ์จงใจเน้นเสียงคำว่า 'แฟนฉัน' ชัดถ้อยชัดคำ แถมยังกระชับกอดให้แน่นขึ้นจนแผ่นหลังของฉันแนบชิดกับอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ
คำพูดนั้นทำเอาเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว ภาพความทรงจำสีจางๆ เมื่อคืนค่อยๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวสมองเป็นฉากๆ...
*ภาพที่ฉันนั่งงอแงอยู่บนเตียง... ภาพที่ฉันเอื้อมมือไปดึงปกเสื้อช็อปของเขาให้โน้มลงมาใกล้ๆ... และภาพที่ฉันดันเผลอหลุดปากพูดคำนั้นออกไปเต็มเสียงว่า...*
*“ถ้าเฮียยังดื้อ... คืนนี้ทิวาจะไม่ยอมให้กอดแล้วนะเว้ย... ไอ้เฮียปากหมา!”*
กรี๊ดดดด! อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายตรงนี้ซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย! ทำไมฉันต้องไปพูดอะไรน่าอายแบบนั้นใส่หน้าอีตาเฮียปากร้ายนี่ด้วยเล่า! ปกติปากเก่งไม่ใช่เหรอวะไอ้ทิวา ทำไมพอเมาแล้วถึงได้กลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ ให้เขาแกล้งอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ฟะ!
"หน้าแดงใหญ่แล้ว หูด้วย... แดงแจ๋เลยว่ะตัวเล็ก" เฮียกรณ์หัวเราะชอบใจหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นอาการฮึดฮัดแต่ทำอะไรไม่ได้ของฉัน ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่เห็นทีไรก็ชวนให้หมั่นไส้จนอยากจะหยิกเนื้อสักที
"ใครหน้าแดงเล่า! ปล่อยเลยนะ! ฉันจะออกไปเคลียร์กับไอ้เต้ข้างนอก!"
"จะออกไปทั้งสภาพนี้เนี่ยนะ?" เฮียกรณ์เลิกคิ้วกวนประสาท พลางกวาดสายตามองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าของฉัน "เสื้อก็ยังไม่ได้ใส่ดี กระดุมก็หลุดไปเม็ดนึง... อืม ถ้าออกไปสภาพนี้ มีหวังเพื่อนเธอได้คิดไปไกลถึงดาวอังคารแน่ว่าเมื่อคืนเรา 'ทำอะไร' กันไปบ้าง"
"ไอ้... ไอ้คนฉวยโอกาส! ก็เพราะใครล่ะที่ทำให้เสื้อฉันยับขนาดนี้!" ฉันหันขวับไปค้อนใส่ตาคว่ำ พยายามดิ้นขัดขืนจากการเกาะกุมแต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อเจอแรงช้างสารของไอ้เฮียวิศวะสายหวงคนนี้
"อ้าว... โทษผมเฉยเลย?" เฮียกรณ์ทำหน้าลอยหน้าลอยตาใส่ ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน สัมผัสอุ่นร้อนที่ทาบทับลงมาทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก "จำไม่ได้จริงๆ เหรอวะว่าเมื่อคืนใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายดึงผมลงไปนอนกอดก่อน... หืม?"
"ฉัน... ฉันไม่ได้ทำนะเว้ย!" ฉันเสียงแข็งกลบเกลื่อนความประหม่า แม้ว่าหัวใจจะเต้นระรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมคู่สั่นไหวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก
"ปากแข็งชะมัด... ตัวก็แค่นี้ ทำไมดื้อจังวะ" เสียงทุบประตูด้านนอกยังคงดังต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าคนตัวโตข้างหลังฉันจะไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด นิ้วเรียวยาวเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ระกรอบหน้าให้อย่างเบามือ สัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับลุคแบดบอยของเจ้าตัวทำเอาฉันชะงักงันไปชั่วขณะ
นี่มัน... โหมดคลั่งรักอะไรของเขาอีกเนี่ย! ปกติเห็นชอบปากหมาใส่ตลอดไม่ใช่หรือไง ทำไมวันนี้ถึงได้โหมดไมโครเวฟใส่กันจนใจบางแบบนี้เล่า!
"เฮีย..." ฉันพึมพำเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือเพียงความรู้สึกวูบวาบในท้องที่ทำเอาควบคุมตัวเองแทบไม่ได้
"หึ... ทีงี้ล่ะทำมาเป็นเสียงอ่อน" เฮียกรณ์ยิ้มมุมปาก ยอมคลายวงแขนที่โอบกอดให้ออกแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่วายคว้าข้อมือฉันไว้ไม่ให้หนีไปไหน "เอาล่ะ อยากออกไปเคลียร์กับเพื่อนข้างนอกนักไม่ใช่เหรอ... งั้นเดี๋ยวผมเดินออกไปเปิดประตูให้เอง"
"เฮייה! เดี๋ยวสิ!" ฉันร้องห้ามแทบไม่ทันเมื่อเห็นเขากำลังจะก้าวเท้าเดินไปที่ประตูห้องนอน
ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความในสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนหัวเตียงดังขึ้นขัดจังหวะพอดี เฮียกรณ์ชะงักฝีเท้าแล้วเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง ก่อนที่คิ้วหนาจะขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความไม่สบอารมณ์
"ใครทักมาวะ..." ฉันบ่นพึมพำแล้วเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่พอเห็นชื่อคนที่ส่งข้อความเข้ามา หัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้วก็แทบจะหยุดเต้นไปดื้อๆ
*[Min_MN: พี่กรณ์คะ อยู่ห้องหรือเปล่าเอ่ย มีนเอาเอกสารงานภาควิชามาให้ค่ะ]*
ตายละ... ยัยมีน ดาวคณะบริหารตัวแสบ! มาโผล่อะไรเอาตอนนี้ฟะเนี่ย!
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเฮียกรณ์ทันทีด้วยสายตาคาดโทษ ขณะที่เจ้าตัวพอเห็นชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน รังสีความหงุดหงิดก็แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทันทีแบบไม่ต้องสืบ
"เฮีย..." ฉันเสียงแข็งขึ้นมาทันทีทันใด กอดอกมองหน้าคนตัวสูงด้วยความหมั่นไส้ทวีคูณ "แฟนคลับเฮียตามมาถึงหน้าห้องแล้วนี่... เชิญออกไปรับแขกตามสบายเลยนะยะ ฉันจะมุดระเบียงหนีกลับห้องตัวเองละ!"
พูดจบทันทีที่มือหลุดจากการเกาะกุม ฉันก็ทำท่าจะหันหลังเดินหนีไปทางระเบียงห้องทันที แต่มีหรือที่คนอย่างเฮียกรณ์จะยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือ!
พรึบ!
"จะไปไหน..." เสียงทุบประตูด้านนอกยังไม่ทันเงียบหาย เสียงประตูกระจกห้องนอนก็ถูกกระชากเปิดผงةออกด้วยฝีมือของคนตัวโตที่ก้าวเข้ามาขวางทางฉันไว้ได้อย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาร์ตะครุบเหยื่อ
ดวงตาคมกริบจ้องมองฉันนิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็นเมื่อความหึงหวงพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในพริบตาเดียว
"ถอยเลยนะเฮีย! คนของเฮียมาหาถึงที่แล้วโน่น อยากออกไปต้อนรับก็เชิญ!" ฉันเชิดหน้าขึ้นเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะเริ่มหวั่นไหวกับสายตาคมกู่นั้นที่กำลังจ้องมองมาที่ฉันราวกับจะกลืนกิน
"หึงเหรอ..." คำถามสั้นๆ แต่ทรงพลังทำเอาฉันสำลักน้ำลายตัวเองแทบตาย
"ใครหึง! อย่ามามั่วซั่ว รำคาญ!" ฉันรีบปฏิเสธเสียงสูงกลบเกลื่อนความพิรุธทันที
"ปากแข็งชะมัด..." เฮียกรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะก้าวประชิดตัวเข้ามาจนฉันต้องถอยหลังไปชนกับผนังห้องโดยปริยาย แผ่นหลังแนบสนิทกับกำแพงเย็นเฉียบ ขณะที่ร่างสูงใหญ่กักตัวฉันไว้ตรงกลางด้วยแขนทั้งสองข้างที่ยันผนังคร่อมตัวฉันเอาไว้
เสียงทุบประตูด้านนอกห้องโถงยังคงดังรัวๆ พร้อมกับเสียงตะโกนของไอ้เต้ที่เริ่มโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ในวินาทีนี้... โลกทั้งใบของฉันเหมือนจะหยุดหมุนเหลือแค่ดวงตาคมคู่ดุที่กำลังมองตรงมาด้วยประกายความคลั่งรักแบบไม่ปิดบัง
"ปล่อยนะ..." ฉันกระซิบเสียงสั่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"ไม่ปล่อย..." เฮียกรณ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากของเราชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความสั่นไหวในหัวใจของกันและกัน "จนกว่าเธอจะยอมรับว่าเมื่อคืน... เธอไม่ได้เมาจนจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด... ทิวา"
ฉับพลัน... โลกทั้งใบก็เหมือนหยุดนิ่งสนิท ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมาจากปากคนตรงหน้า!
ให้ตายเถอะ... นี่เขารู้ทันฉันตั้งแต่แรกเลยงั้นเหรอวะเนี่ย!
---
*รี้ดเดอร์คะ... งานนี้อีตาเฮียปากร้ายจะจัดการกับยัยดาวคณะบริหารหน้าห้องยังไง แล้วความลับที่โดนจับโป๊ะได้แบบคาหนังคาเขาแบบนี้ ทิวาจะหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์หัวใจวายนี้ยังไงดีคะเนี่ย! มาร่วมลุ้นและจิกหมอนฟินๆ ไปด้วยกันในตอนหน้านะคะ!*
— เกียร์เปื้อนกาวใจ —
ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย•ตอนที่ 22
เคลียร์ใจเรื่องเมื่อคืน
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสילอเฮียวิศวะปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!