กลิ่นอับชื้นของไม้สนเก่าและสนิมเหล็กตีเข้าจมูกทันทีที่ปลายกระบอกไฟฉายสีดำด้านกวาดผ่านกรอบประตูบานที่หลุดร่อนออกจากบานพับ เสียงรองเท้าบูทหนາเหยียบย่ำลงบนเศษกระจกแตกละเอียดดังกรอบแกรบ ก้องกังวานอยู่ในความเวิ้งว้างของห้องโถงใหญ่ บ้านพักตากอากาศริมหน้าผาแห่งนี้เคยถูกออกแบบมาให้เป็นวิมานตากอากาศสำหรับชนชั้นสูง ทว่าเวลานี้มันกลับกลายเป็นซากปรักหักพังที่ถูกธรรมชาติและกาลเวลากลืนกิน จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ห่างออกไปไม่ไกล เสียงซัดสาดของคลื่นทะเลกระทบโขดหินด้านล่างดังอื้ออึง ราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความตาย
สารวัตรปราบหยุดยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แสงไฟจากกระบอกไฟฉายสาดส่องไปยังคราบสีน้ำตาลเข้มบนพื้นไม้ปาร์เก้ที่กะเทาะหลุดร่อน คราบนั้นแห้งกรังและทอดยยาวเป็นทางเข้าไปสู่ส่วนมืดทึบหลังบันไดวน นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเคร่งเครียดหรี่ลงเล็กน้อย สัญชาตญาณนักล่าที่ผ่านคดีฆาตกรรมโชกโชนบอกเขาว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกทิ้งร้างอย่างไร้ความหมาย มันถูกใช้เป็น "โรงละคร"
"คุณกำลังใช้ความรู้สึกนำทางอีกแล้วนะครับ สารวัตรปราบ"
เสียงเรียบเย็นดังขึ้นจากความมืดทางด้านซ้าย พญ.รวินันท์ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลักของเสาหินอ่อนเทียม เธอยังสวมเสื้อโค้ชสีเข้มตัวเดิม ท่าทีสงบนิ่งราวกับไม่ได้กำลังเดินอยู่บนสถานที่เกิดเหตุอันน่าสะพรึงกลัว แต่เป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ แสงไฟฉายในมือเธอสาดส่องกราดไปตามผนัง ไม่ได้มองที่คราบเลือดบนพื้นเหมือนเขา เธอกลับกำลังจ้องมองรอยขูดขีดบนวอลล์เปเปอร์ที่หลุดลุ่ย
"บางครั้งความรู้สึกก็เร็วกว่าตาเห็น หมอวิน" ปราบตอบเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาไม่ละไปจากรอยเลือดบนพื้น "คุณไม่คิดเหรอว่ารอยพวกนี้มันสะอาดเกินไป สำหรับสถานที่ที่ปล่อยทิ้งไว้เป็นสิบปี"
"วิทยาศาสตร์ไม่มีคำว่า 'คิดไปเอง' ครับ สารวัตร" รวินันท์ก้าวเข้าไปใกล้คราบเลือดนั้น เธอคุกเข่าลงอย่างไม่นึกรังเกียจ สวมถุงมือยางสีขาวที่หยิบออกจากกระเป๋าเสื้อ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนพื้นผิวสีน้ำตาลแห้งกรังนั้นอย่างแผ่วเบา "โปรตีนในเลือดทำปฏิกิริยากับความชื้นในอากาศ แต่อัตราการแห้งตัวแบบนี้... ไม่เกินสัปดาห์แน่ๆ"
เธอหันมาสบตาเขา แววตาหลังเลนส์แว่นไร้กรอบมีความเยียบเย็นที่ชวนให้รู้สึกสันหลังวาบ "สถานที่ร้างแห่งนี้ไม่ได้ถูกทิ้งร้างจริง... มันยังมี 'ผู้พัก '">
ประโยคสั้นๆ นั้นลอยเคว้งอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมทะเลที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เข้ามาเขย่าม่านผ้าเก่าๆ ให้สะบัดไหวราวกับเงาภูตผี สารวัตรปราบไม่ตอบคำถาม เขาเบนสายตาไปมองบันไดวนที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นสอง ความมืดมิดเบื้องบนหนาแน่นเสียจนแสงไฟฉายเจาะทะลวงไปไม่ถึง มันดึงดูดสายตาอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งกำลังจ้องมองพวกเขาลงมาจากความมืดมิดนั้น
"สารวัตรธนาส่งพิกัดนี้มาให้ ก่อนที่สัญญาณมือถือเขาจะขาดหายไป" ปราบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "คุณคิดว่าธนาเกี่ยวข้องกับที่นี่หรือแค่วิ่งตามเหยื่อ"
รวินันท์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ถอดถุงมือออกแล้วเก็บใส่กระเป๋า เธอเงยหน้ามองบันไดวนเบื้องบนเช่นเดียวกับเขา ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย
"คนเรามักจะกลับไปยังจุดเริ่มต้นของอาชญากรรมเสมอ... ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือฆาตกร" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงนัยยะลึกซึ้ง "สารวัตรธนาอาจจะกำลังตามหาความจริง หรืออาจจะกำลังซ่อนความจริงไว้ใต้พรมเหมือนที่เขาทำมาตลอด"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นเคมีจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ปราบสูดลมหายใจเข้าลึก มือหนาเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยอัตโนมัติ ความตึงเครียดระหว่างเขากับหญิงสาวข้างกายไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นแรงดึงดูดอันตรายของคนสองคนที่ยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องกับความมืดมิด
"เราต้องขึ้นไป" ปราบตัดสินใจ น้ำเสียงเด็ดขาด
"ระวังตัวด้วยล่ะครับ สารวัตร" รวินันท์เตือนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่ากลัว "เพราะบางที... สิ่งที่เรากำลังตามหา อาจจะไม่ได้อยากให้เราพบเจอในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์"
ทั้งคู่ก้าวเดินเคียงกันไปยังบันไดวนเหล็กที่ขึ้นสนิม ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนขั้นบันไดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ราวกับเสียงกรีดร้องเตือนสติ ปราบนำหน้าด้วยกระบวนการยุทธวิธี มือขวาถือปืนพร้อมยิง มือซ้ายถือไฟฉายกวาดนำทาง ส่วนรวินันท์ตามติดมาด้วยระยะห่างที่พอเหมาะ ดวงตาของเธอกวาดมองทุกซอกทุกมุมด้วยความกระหายใคร่รู้ในเชิงนิติวิทยาศาสตร์
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง ทางเดินแคบๆ ทอดยยาวไปสู่ห้องพักหลายห้อง ประตูทุกบานปิดสนิท มีเพียงห้องสุดท้ายที่ปลายทางเดินเท่านั้นที่เปิดแง้มไว้ และมีแสงไฟสีส้มสลัวลอดออกมา พร้อมกับเสียงบางอย่าง... เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์
ปราบส่งสัญญาณมือให้รวินันท์หยุดรออยู่ที่มุมผนัง เขากลั้นหายใจ ขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องนั้นทีละนิด หัวใจเต้นโครมครามด้วยจังหวะที่ควบคุมไม่ได้ กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นกว่าชั้นล่างโชยปะทะจมูกอย่างรุนแรงจนน่าคลื่นไส้
เขาใช้มือซ้ายผลักบานประตูไม้เก่าๆ ให้เปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่องไฟฉายเข้าไปข้างใน—
แสงไฟวับวาดกวาดผ่านห้องกว้าง ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจของสารวัตรหนุ่มสะดุดกึก ร่างของสารวัตรธนานอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่กลางห้อง ลมหายใจรวยริน นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่า... ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือภาพวาดฝาผนังขนาดใหญ่ด้วยเลือดสดๆ เป็นรูปสัญลักษณ์นาฬิกาทรายที่กำลังไหลย้อนกลับ และบนโต๊ะไม้กลางห้อง มีแฟ้มคดีเก่าของภรรยาของปราบที่เสียชีวิตไปแล้ววางอยู่ พร้อมกับกระดาษโน้ตลายมือคุ้นตาแปะไว้ว่า... *"ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ, สารวัตร"*
ปราบยืนนิ่งงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหินในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดดังขึ้นจากระเบียงด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ เย็นยะเยือก และคุ้นเคยอย่างยิ่ง ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
*อีธาน...*
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและปมปริศนาที่ซับซ้อนนี้ไปกับผมนะครับ
เงาสลักในคดีฆกรรมกับนักนิติวิทยาศาสตร์ผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 17
บ้านพักตากอากาศร้าง
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสลักในคดีฆกรรมกับนักนิติวิทยาศาสตร์ผู้ไร้หัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!