เงาสลักในคดีฆกรรมกับนักนิติวิทยาศาสตร์ผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 8

เกมทายปัญหาของฆาตกร

ผลงานโดย พยานปากเอก
กลิ่นไอจาง ๆ ของกระดาษราคาถูกผสมผสานกับน้ำหมึกหมักดองเคมีจากศพในห้องชันสูตร ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานสืบสวนที่เปิดไฟนีออนสว่างวาบตัดกับความมืดมิดยามเที่ยงคืนนอกหน้าต่าง "คุณคิดว่าเขาเป็นใคร... ศิลปินโรคจิต หรือไอ้โรคจิตที่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินกันแน่ครับ สารวัตร" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบราวกับกระแสไฟฟ้าสถิตดังขึ้นจากมุมห้อง พญ.รวินันท์ยืนกอดอกพิงชั้นแฟ้มคดี สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจดจ้องมองแผ่นกระดาษสีเหลืองตุ่น ๆ ที่ถูกวางทับไว้บนแฟ้มคดีฆาตกรรมรายล่าสุด บนโต๊ะทำงานของสารวัตรปราบ ปราบขยับตัวเล็กน้อย เก้าอี้หนังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญรับน้ำหนักตัวของเขา นายตำรวจหนุ่มไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าแพทย์นิติเวชสาว ปลายนิ้วหยาบกร้านคีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดขึ้นมาหมุนเล่นในอุ้งมือ ดวงตาคมกริบสีนิลเพ่งพินิจตัวอักษรหวัด ๆ แต่เป็นระเบียบราวกับจงใจเขียนด้วยไม้บรรทัดบนซองจดหมายปริศนาฉบับนั้น *“ความจริงมักซ่อนอยู่ตรงรอยต่อของความตาย และท่าน... ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมผู้ตาบอด จะเลือกทางไหนระหว่าง ‘ช่วยชีวิตคนที่คุณรัก’ หรือ ‘รักษาความถูกต้องที่ไม่มีอยู่จริง’ — อีธาน”* “จดหมายนี่หลุดเข้ามาบนโต๊ะผมได้ยังไง... กองรักษาความปลอดภัยบอกว่าไม่มีใครแปลกปลอมเข้ามาในเขตหวงห้าม” ปราบเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าเจือความหงุดหงิดที่พยายามสะกดกลั้นไว้ภายใต้กรอบระเบียบวินัย “ความปลอดภัยสูงสุดมักมีรูรั่วเสมอครับ สารวัตร... โดยเฉพาะเมื่อช่องโหว่นั้นไม่ได้อยู่ที่มีร์เตอร์หรือกล้องวงจรปิด แต่อ1ยู่ที่จิตใจของคนที่เปิดประตูรับมันต่างหาก” รวินันท์เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นน้ำยาฟอร์มาลีนจาง ๆ ลอยมาแตะจมูกปราบ “ฆาตกรไม่ได้แค่ส่งสาส์น แต่มันกำลังบอกว่า เขารู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร และที่สำคัญกว่านั้น... เขารู้เรื่องปมในอดีตของคุณ” ปราบแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตัวเอง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของนายตำรวจหนุ่มทาบทับลงบนร่างระหงของแพทย์นิติเวชจนมิด เคมีคอลความตึงเครียดแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสอง คนหนึ่งขับเคลื่อนด้วยความแค้นและสัญชาตญาณดิบ อีกคนขับเคลื่อนด้วยตรรกะเย็นชาและไร้หัวใจ แต่ทั้งคู่กลับยืนอยู่บนจุดศูนย์กลางของพายุหมุนลูกเดียวกัน “หมอวิน... หน้าที่ของคุณคือผ่าศพและบอกผมว่าพวกมันตายยังไง ไม่ใช่มานั่งวิเคราะห์สภาพจิตใจของฆาตกรแข่งกับผม” ปราบกดเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลคู่สวยที่ไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ถ้าฉันทำแค่นั้น ป่านนี้คุณคงเดินตกหลุมพรางของอีธานจนศพไม่สวยไปนานแล้วค่ะ... เอ๊ด... ครับ” รวินันท์แก้คำพูดอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นมุมปากของปราบกระตุกขึ้นเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจกับสรรพนามที่เผลอหลุดปาก “ฉันแค่อยากเตือนสติว่า เกมนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คุณชนะด้วยกำลัง หรือแม้แต่กฎหมาย... มันคือเกมจิตวิทยาที่เดิมพันด้วยชีวิตคน” ก่อนที่ปราบจะได้ตอบโต้ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง สารวัตรธนาก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับ แม้ว่าเครื่องปรับอากาศในห้องจะทำงานอย่างเต็มกำลังก็ตาม “สารวัตรปราบ! หมอวิน! เกิดเรื่องแล้วครับ...” ธนาหอบหายใจถี่กระชั้น ยื่นแท็บเล็ตในมือมาตรงหน้าพวกเขา หน้าจอแสดงภาพวิดีโอวงจรปิดจากโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุคดีแรก “มีคนส่งสัญญาณภาพสดมาที่ระบบเซิร์ฟเวอร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นภาพ... เป็นภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก และมีระดับน้ำที่ค่อย ๆ สูงขึ้นตามเวลา” ปราบขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ รวินันท์ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะเพื่อมองหน้าจอแท็บเล็ตอย่างละเอียด ภาพในวิดีโอปรากฏร่างของเด็กหญิงวัยราวเจ็ดขวบกำลังร้องไห้สะอื้นหวาดกลัว น้ำในโกดังทะลักเข้าสู่กรงอย่างช้า ๆ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ บนมุมขวาของหน้าจอมีนาฬิกาดิจิทัลกำลังนับถอยหลังอย่างเลือดเย็น *สิบห้านาที...* “อีธานกำลังเล่นงานเราแบบเรียลไทม์” ธนาเสียงสั่นเทา “มันระบุชื่อคุณครับ สารวัตรปราบ... มันบอกว่า ถ้าคุณอยากให้เด็กคนนี้รอด คุณต้องเลือกเปิดแฟ้มคดีเก่าเมื่อห้าปีก่อน คดีที่ถูกปิดตายไปแล้ว... คดีที่คุณทำพลาดจนทำให้คนรักของคุณต้องตาย” บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ราวกับอากาศทั้งหมดถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ปราบยืนนิ่งงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูยักษ์ ความทรงจำสีเลือด กลิ่นควันไฟ และเสียงกรีดร้องในอดีตย้อนกลับมาทุบ1ตีโสตประสาทอย่างรุนแรงจนหน้ามืด รวินันท์หันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปราบ เห็นกรามของนายตำรวจหนุ่มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ บ่งบอกถึงพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายใน เธอรู้ดีว่านี่คือจุดอ่อนที่สุดของเขา และอีธานกำลังเหยียดย่ำลงบนแผลเป็นที่ไม่มีวันหายนั้นอย่างสนุกสนาน “คุณจะทำอย่างไรต่อไปครับ... สารวัตร?” รวินันท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด ราวกับต้องการดึงสติผู้ชายตรงหน้าให้หลุดพ้นจากหลุมดำแห่งความทรงจำ ปราบสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ดวงตาที่เคยสับสนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันราวกับนักล่าที่ถูกต้อนจนมุม มือหนาเอื้อมไปหยิบจดหมายปริศนาบนโต๊ะขึ้นมาขยำจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือเดียว “มันอยากเล่นเกมใช่ไหม...” ปราบพึมพำเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ผมก็จะเล่นกับมันให้ถึงที่สุดเหมือนกัน... เตรียมกำลังพลชุดปฏิบัติการพิเศษ เราจะไปที่โกดังนั่นเดี๋ยวนี้” ปราบก้าวเดินผ่านหน้าธนาและสะบัดตัวมุ่งหน้าไปยังประตู แต่ในวินาทีที่มือของเขากำลังจะผลักบานประตูออก เสียงแจ้งเตือนข้อความสั้น ๆ ก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาเอง ไม่ใช่เสียงเรียกเข้า... แต่เป็นข้อความจากเบอร์แปลกปลอมที่ไม่มีชื่อบันทึก ปราบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่าน ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอชัดเจน *“อย่ารีบร้อนไปสิครับ สารวัตร... ของขวัญชิ้นจริงไม่ได้อยู่ที่โกดังริมแม่น้ำ แต่มันอยู่บนรถเก๋งคันสีดำที่จอดอยู่ใต้ตึกของคุณตอนนี้... และข้างในนั้น มีบางอย่างที่หมอวินอยากเห็นด้วยตาตัวเองมากที่สุด”* ปราบชะงักฝีเท้าทันที เขากวาดสายตากลับมามองรวินันท์ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งในขณะเดียวกัน รวินันท์ก็ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่สั่นครืดคราดติดต่อกันไม่หยุดเช่นกัน... หน้าจอของแพทย์นิติเวชสาวปรากฏภาพถ่ายใบหนึ่งจากกล้องวงจรปิดลานจอดรถชั้นใต้ดิน ภาพของรถเก๋งสีดำคันคุ้นตา... และกระจกรถด้านหลังที่ถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นวัตถุปริศนาที่วางอยู่เบาะหลัง ซึ่งมีรูปร่างคุ้นตาอย่างน่าประหลาดใจ ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดในบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสลักในคดีฆกรรมกับนักนิติวิทยาศาสตร์ผู้ไร้หัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%