"ถ้าคุณยังเดินมาเหยียบเท้าฉันอีกทีเดียว คีย์ ธันวา ฉันจะถือวิสาสะเอาคัตเตอร์ในมือกรีดแบบแปลนโปรเจกต์เรือธงของคุณให้ขาดเป็นวิญญาณ!"
น้ำเสียงที่ลอดไรฟันออกมาไม่ได้บ่งบอกถึงความล้อเล่นแม้แต่น้อย มินตราถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังปูนเปลือยของเซฟเฮาส์ ความมืดมิดสนิทเนื่องจากพายุฝนด้านนอกกระหน่ำซัดจนหม้อแปลงระเบิดและตัดกระแสไฟฟ้าทั้งย่าน ทำให้พื้นที่ทำงานกว้างขวางกลายเป็นห้องปิดตายที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง
ทว่าความมืดไม่ได้ลดทอนความคมกริบของสายตาคู่สวยที่จ้องเขม็งไปยังร่างสูงโปร่งซึ่งยืนประชิดอยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
"ผมไม่ได้ตั้งใจจะเหยียบคุณ มินตรา... แต่คุณต่างหากที่ถอยหลังมาชนผมเอง ยอมรับความจริงเถอะว่าคุณแค่ตื่นเต้นจนก้าวขาไม่ออก"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้าหยวนและรอยยิ้มมุมปากที่เธอจินตนาการออกทะลุกรรมความมืด ทำให้มินตรารู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะยกสันหนังสือสถาปัตยกรรมฟาดหน้าผากเขาเสียทีหนึ่ง ปากร้ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้เขายยังมียกเอาความกวนประสาทมาเป็นเกราะกำบังอีก
"ตื่นเต้นเหรอ? ฝันไปเถอะค่ะคุณสถาปนิก ฉันแค่กำลังประเมินว่าระหว่างยืนหายใจร่วมกับคนปากจัดอย่างคุณ กับการเดินออกไปเปียกฝนข้างนอก อันไหนมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่ากัน"
"เลือกอย่างแรกเถอะครับ เพราะถ้าคุณออกไปตอนนี้ นอกจากจะเปียกปอนจนไม่เหลือคราบอินทีเรียดีไซน์เนอร์คนเก่งแล้ว คุณอาจจะพลาดโอกาสสำคัญ... ที่จะได้รู้ว่าผมซ่อนความรู้สึกอะไรไว้ภายใต้ความปากดีนี้"
ประโยคหลังเขาจงใจลดระดับเสียงลงจนกระซิบชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดลาดไหล่เปลือยเปล่าทำให้มินตราสะث้านเฮือก หัวใจดวงน้อยกระหน่ำรัวยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างด้านนอก เธอรับรู้ได้ถึงแผงอกกว้างที่ขยับเข้าใกล้จนแทบแนบติด แม้จะมีเนื้อผ้าของเสื้อเชิ้ตคั่นกลาง แต่มันกลับร้อนผ่าวราวจับไข้
"ถอยไปเลยนะ คีย์... คุณกำลังละเมิดอาณาเขตส่วนตัวของฉัน" มินตราพยายามดัดเสียงให้แข็งกร้าว มือเรียวเล็กยกขึ้นดันลาดไหล่สอบของเขาออกห่าง แต่กลายเป็นว่าฝ่ามือของเธอกลับแนบสนิทอยู่กับแผ่นอกแกร่งที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจอย่างชัดเจน
แทนที่จะถอยหนี คีย์กลับใช้มือข้างหนึ่งยันผนังห้องไว้เหนือศีรษะเธอ เป็นการกักขังเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างเบ็ดเสร็จ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยกรุ่นอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้ มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตราย เกินกว่าที่หัวใจซึ่งเต้นผิดจังหวะจะต้านทานไหว
"อาณาเขตส่วนตัวอะไรกัน... เราอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมาเป็นเดือนแล้ว มินตรา" เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย ความเย่อหยิ่งจองหองในตอนแรกมลายหายไป เหลือเพียงความจริงจังที่ระคนความปรารถนาบางเบา "พูดความจริงสิ ว่าคุณไม่ได้รังเกียจความใกล้ชิดนี้เลยสักนิด"
"คุณ... หลงตัวเองเกินไปแล้ว!"
มินตราเถียงไม่ออก ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามเลียไปถึงใบหู โชคดีที่ความมืดช่วยอำพรางความเขินอายที่กำลังตีรวนขึ้นมาจนเธอกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม เธอยอมรับ—ใช่ เธอเถียงไม่ออกเลยสักคำ ตั้งแต่เข้ามาพัวพันกับโปรเจกต์นี้ ร่วมหัวจมท้ายกับตาบ้านี่ในเซฟเฮาส์หลังนี้ กำแพงที่เธอสร้างไว้ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย จากความหมั่นไส้กลายเป็นความคุ้นเคย จากความคุ้นเคยกลายเป็น... ความหวั่นไหวที่ห้ามไม่อยู่
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าครั้งใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับแสงสว่างวาบจากสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ แววตาของคีย์ที่ทอดมองลงมาไม่มีร่องรอยของการหยอกเย้าอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและดุดันราวกับสัตว์ป่าที่รอเวลาตะครุบเหยื่อ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาก็ปะทะเข้ากับริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างประหม่าของหญิงสาว
คีย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่ยันผนังเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวโดยอัตโนมัติ แรงดึงดูดระหว่างคนทั้งสองรุนแรงเสียจนกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา ปากที่เคยจัดจ้านและพูดจาถางถางบัดนี้กลับแห้งผาก เขาอยากจะเอ่ยคำพูดกวนประสาทออกไปตามนิสัย แต่บรรยากาศ ความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบชิด และกลิ่นกายหอมละมุนของเธอกลับดึงดูดให้เขาสติหลุดลอย
"มินต์..."
เสียงเรียกชื่อเล่นของเธอหลุดออกจากปากเขาอย่างแผ่วเบา เป็นครั้งแรกที่ไม่มีคำว่า 'คุณ' เจือปน มันเป็นน้ำเสียงที่สั่นพร่าและจริงจังจนมินตราถึงกับลมหายใจสะดุด ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนตื่นตะลึง
มินตราเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความเงียบงันระหว่างพวกเขามີเพียงเสียงสายฝนที่โปรยปรายและเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันเป็นจังหวะเดียว นิ้วมือเรียวของเธอสั่นระริกเมื่อปลายนิ้วของเขาเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนอย่างทะนุถนอม ราวกับเผลอตัวและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป
"ถ้าคุณยังไม่ถอยไป ฉัน... ฉันจะ..." คำขู่ของเธอขาดห่วงเมื่อปลายนิ้วอุ่นนั้นไล้ผ่านริมฝีปากล่างแผ่วเบา สัมผัสวาบหวามแล่นริ้วไปทั่วร่างจนขนลุกซู่
"จะทำอะไรผมเหรอครับ หืม?" คีย์โน้มใบหน้าลงมาอีกนิด จนปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับแก้มใส ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวเนื้อจนมินตราแทบละลายคาอ้อมแขน "ไหนบอกผมซิ ว่าคนปากเก่งอย่างคุณจะทำอะไรผมได้ในความมืดแบบนี้"
ทว่า ก่อนที่มินตราจะได้สวนกลับด้วยประโยคแสบสันเพื่อกู้หน้า หรือก่อนที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่จะได้แนบชิดเข้าหากันตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์...
แอ๊ด... เสียงประตูหน้าบ้านที่ไม่ได้ล็อกสนิทค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับแสงไฟจากกระบะไฟฉายสว่างวาบสาดส่องเข้ามาภายในห้องโถง
"เฮ้ย! สถาปนิกกับอินทีเรียบ้านี่ ทำไมปล่อยให้บ้านมืดตื้อแบบนี้วะ หรือว่าหม้อแปลงระเบิดจน... อ้าว เฮ้ย! ฉันไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะใช่มั้ยวะเนี่ย!"
เสียงโวยวายคุ้นหูของพายดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูและแรงดึงดูดมหาศาลลงในเสี้ยววินาที มินตราช็อกตาตั้งรีบผลักอกคีย์สุดแรงด้วยความตกใจจนเซถอยหลังไปสามก้าว ส่วนคีย์ที่กำลังจะลิ้มรสความหวานถึงกับหน้าเสีย สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียสุดขีดเมื่อหันไปพบเพื่อนสนิทตัวดีของหญิงสาวกำลังยืนถือไฟฉายอ้าปากค้างอยู่ตรงธรณีประตู!
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นระทึกและจิกหมอนไปกับความเกือบจะเกินเลยของตาคีย์และยายมินต์ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความฟินที่ทวีคูณยิ่งกว่าเดิมนะคะ! - เหมยฮวาแรกแย้ม*
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากดี•ตอนที่ 12
ท่ามกลางพายุฝน
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!