“ถ้าแก้แบบนี้อีกรอบ ฉันเกรงว่าสมองคุณคีย์จะตีบตันจนต้องหามส่งโรงพยาบาลก่อนโปรเจกต์นี้จะสร้างเสร็จนะคะ”
เสียงใสๆ ที่เจือความเย้าแหย่จงใจลอยละลิ่วข้ามโต๊ะเขียนแบบตัวใหญ่ในห้องทำงานที่เงียบสงัด มินตราหมุนปากกาในมือเล่นอย่างสบายอารมณ์ แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยกระดาษไขแปลนสถาปัตยกรรมและกองเอกสารประมาณห้าสิบแปดแผ่นที่กำลังส่งเสียงร้องครวญครางฟ้องถึงความผิดพลาดมหันต์
คีย์ ธันวา ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ตในมือ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงราวกับหุ่นปูนปั้นกำลังขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปมโบว์ เขากดปลายนิ้วลงบนหน้าจอแรงๆ สองสามครั้ง ก่อนจะพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างเหลืออด
“ถ้าคุณมินตราใช้สมองครึ่งหนึ่งที่เอามานั่งกัดผม ไปตรวจสอบสัดส่วนของห้องรับแขกในโซนอีสท์ให้ดีตั้งแต่แรก เราคงไม่ต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดกันตอนตีสองแบบนี้หรอกครับ... อ้อ หรือว่าเซลล์สมองส่วนมิติสัมพันธ์ของคุณมันหยุดทำงานไปตั้งแต่ตอนไปปาร์ตี้กับยายพายเมื่อคืนแล้วล่ะ?”
“ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังตอนแก่จะไม่มีใครคบนะคะคุณสถาปนิก” มินตราลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย เธอโน้มตัวลงไปใกล้โต๊ะฝั่งตรงข้าม ใช้ปลายนิ้วเรียวสวยเคาะลงบนแปลนที่มีรอยแก้แดงเถือกของเขา “ที่มันผิดพลาดน่ะ เพราะคุณแก้สเปกวัสดุกะทันหันต่างหากเล่า ใครจะไปรู้ว่าคนเนียบระดับพระเจ้าอย่างคุณจะเกิดอาการสมองกลับอยากเปลี่ยนหินอ่อนนำเข้าเป็นกระเบื้องยางลายไม้ขึ้นมาดื้อๆ”
“มันคือการปรับเพื่อให้งบประมาณสมดุลต่างหาก มินตรา... เรียกว่าวิสัยทัศน์ ไม่ใช่สมองกลับ”
คีย์เงยหน้าขึ้นสบตาเธออย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนมินตราเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นจ้องมองเธอเขม็ง แววตาที่ซ่อนความดุดันไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตากรอบทองกำลังสะท้อนภาพเงาของเธอชัดเจน
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงหัวใจที่เต้นรำอย่างผิดจังหวะในอกของมินตรา เธอรีบเบนสายตาหนีไปยังกองกระดาษบนโต๊ะแก้เก้อ
“เอาล่ะค่ะ! ในเมื่อความผิดมันเกิดขึ้นแล้ว และเราก็ติดแหงกอยู่ในเซฟเฮาส์... เอ้ย ในออฟฟิศนี้เพราะประตูระบบคีย์อาบิลิตี้บล็อกอัตโนมัติเนื่องจากหมดเวลาทำการ มาร่วมมือกันแก้งานให้มันจบๆ ไปเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะทนฟังคำบ่นของคุณจนหูชาเสียก่อน”
คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ แต่ริมฝีปากหยักลึกกลับกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกตเห็น เขายอมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นกระดาษและกาแฟเข้มๆ ลอยเข้ามาแตะจมูกจนมินตราต้องขยับตัวถอยหลังทีละน้อย
“ถอยทำไมล่ะครับ กลัวผมกินรึไง” น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ดังอยู่ใกล้แค่ใบหู
“กลัวคุณพ่นพิษใส่ต่างหากค่ะ ขยับไปเลยนะ ฉันจะตรวจแปลนโซนระเบียงต่อแล้ว”
มินตราแสร้งทำเป็นหยิบไม้บรรทัดสามเหลี่ยมขึ้นมาถือไว้มั่น ทว่าปลายนิ้วเรียวกลับสั่นระริกโดยไม่ยอมเชื่อมฟังคำสั่ง เมื่อร่างสูงใหญ่ของคนข้างกายไม่ได้ขยับหนี กลับโน้มตัวลงมาท่อนแขนแกร่งยันขอบโต๊ะไว้ทั้งสองข้าง กักตัวเธอให้อยู่ในอ้อมแขนกลายๆ โดยมีโต๊ะทำงานและผนังกระจกใสด้านหลังเป็นปราการกั้น
แสงไฟสีส้มวลนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา สันจมูกโด่งเป็นคมและแพขนตายาวงอนที่ทอดเงาลงบนพวงแก้ม ทำให้สถาปนิกปากจัดคนนี้ดูมีเสน่ห์ร้ายกาจจนคนมองใจกระตุกวูบ
“มินตรา...” เสียงทุ้มเรียกชื่อเธอนิ่งๆ
“คะ... อะไรอีกเล่า รีบๆ ชี้จุดมาสิคะ งานจะได้เสร็จ” เธอกลบเกลื่อนความประหม่าด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลย”
“คำถามอะไรของคุณคะ ตอนนี้ตีสองแล้ว สมองฉันไม่รับรู้เรื่องไร้สาระหรอกนะ”
“ความลับที่ยายพายมันเกริ่นไว้เมื่อตอนเย็น... ที่บอกว่าคุณแอบวาดรูปแปลนบ้านในฝันที่มีห้องทำงานของสถาปนิกนิสัยเสียคนหนึ่งอยู่ข้างๆ น่ะ... มันคืออะไรเหรอครับ?”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทันที เลือดในกายสูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก ยายพายทรยศ! เพื่อนตัวดีดันเอาความลับสุดยอดที่เผลอหลุดปากพูดตอนเมาไวน์ไปขายให้ศัตรูคู่อาฆาตฟังซะได้!
มินตราอ้าปากพะงาบๆ จะปฏิเสธแต่ก็ติดอยู่ที่ว่าหลักฐานภาพสเกตช็อตนั้นยังนอนแอ้งแม้งอยู่ในสมุดโน้ตปกหนังสีน้ำตาลที่ซุกอยู่ก้นกระเป๋าเอกสารของเธอเอง
“ฉัน... ฉันจะไปรู้เหรอคะ ยายพายก็พูดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนเมา คุณก็เชื่อคนง่ายเกินไปแล้ว!”
คีย์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกของเขาสัมผัสกับปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ใกล้ผิวแก้มทำให้มินตราแทบจะหยุดหายใจ
“ปากแข็งจังนะครับ... ทั้งๆ ที่หูคุณแดงแจ๋ขนาดนั้นเนี่ยนะ” เขากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “หึ จริงๆ แล้วคุณอาจจะแอบปลื้มสถาปนิกปากจัดคนนี้มานานแล้วก็ได้ใช่ไหมล่ะครับ คุณอินทีเรียร์ตัวแสบ”
“ฝันไปเถอะค่ะ! คนอย่างมินตราไม่มีทาง...”
ประโยคปฏิเสธถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อจังหวะนั้นเอง ไฟสำรองฉุกเฉินในตึกเกิดกระพริบวูบไหวสองสามครั้งก่อนจะดับพรึบลงโดยสมบูรณ์ ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องทำงานกว้างในชั่วพริบตา มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงฝั่งตรงข้ามที่ลอดผ่านกระจกเข้ามาสลัวๆ
มินตราสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ มือเล็กคว้าหมับเข้าที่สาบเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มโดยอัตโนมัติเพื่อยึดเหนี่ยว ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันสนิทจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนผ่านหน้าอก
ทว่า... ก่อนที่คีย์จะได้เอื้อnคำพูดเย้าแหย่ใดๆ ออกมาอีก เสียงกLอกแกล็กดังมาจากด้านนอกบริเวณประตูกระจกบานเลื่อนของออฟฟิศ ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ทั้งสองคนหันขวับไปมองพร้อมกันด้วยความตกใจ ในความมืดสลัว ร่างเงาของใครบางคนกำลังผลักประตูกระจกที่ระบบปลดล็อกฉุกเฉินเพิ่งทำงานเปิดอ้าออก พร้อมกับเสียงทักทายสดใสที่ดังทะลุความเงียบเข้ามา
“อุ๊ย! ขอโทษทีค่ะทุกคน... พอดีฉันลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะ... เอ๊ะ! ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญรึเปล่าคะเนี่ย?”
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 7 แล้วนะคะ มาลุ้นกันต่อค่ะว่าบุคคลปริศนาที่โผล่เข้ามาในยามวิกาลนี้คือใคร และแม่สาวปากเก่งของเราจะแก้ตัวอย่างไรในสถานการณ์ชวนเข้าใจผิดแบบนี้ ห้ามพลาดตอนหน้าเด็ดขาดนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากดี•ตอนที่ 7
แผนที่ที่หายไป
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!